คุณเพื่อนที่รัก ~ Just Pretending

ตอนที่ 3: งานรวมญาติวันจริง

👁️ 3 อ่าน
22px

เช้าวันเสาร์ แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านหน้าต่างห้องนอนของเมธาวี เธอยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ หมุนตัวไปมาเพื่อดูชุดเดรสสีพีชอ่อนที่เลือกใส่ไปงานรวมญาติ ความรู้สึกตื่นเต้นปนกังวลผสมกันจนท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด

โทรศัพท์มือถือดังขึ้น เธอรีบกดรับทันทีเมื่อเห็นชื่อกวินปรากฏขึ้นบนหน้าจอ

“ฮัลโหล พร้อมหรือยังครับคุณเมย”

 เสียงกวินดังขึ้นจากปลายสาย

“พร้อมแล้ว แกอยู่ไหนแล้ว” เมธาวีถามพลางหยิบกระเป๋าถือใบเล็กมาสะพาย

“อยู่หน้าตึกแกแล้ว ลงมาได้เลย”

เมธาวีวางสายพลางมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง ก่อนที่จะสูดหายใจลึก ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจ วันนี้คือวันที่เธอต้องแสดงบทบาท “แฟนสาว” ของกวินให้สมจริงที่สุดต่อหน้าญาติของเธอทั้งครอบครัว

เมื่อลงมาถึงหน้าตึก เธอเห็นกวินยืนพิงรถอยู่ในชุดเชิ้ตสีฟ้าอ่อนแขนยาวที่พับขึ้นถึงข้อศอก ดูสบาย ๆ แต่เรียบร้อยกว่าที่เคยเห็นยามเขาแต่งตัวไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ๆ 

“วันนี้แกแต่งตัวเข้าท่าดีนะ” 

เมธาวีเอ่ยชมเมื่อเดินเข้ามาใกล้

“ก็ต้องดูดีหน่อยสิ วันนี้เป็นวันสำคัญ” 

กวินยิ้มกว้างพลางเดินไปเปิดประตูรถให้เธอ 

“ขึ้นรถเลย เดี๋ยวไปสาย”

ระหว่างทางไปบ้านของครอบครัวเมธาวีที่ชานเมือง บรรยากาศในรถค่อนข้างเงียบเชียบ ทั้งคู่ต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง กวินขับรถไปเรื่อย ๆ พลางแอบชำเลืองมองเมธาวีที่นั่งกอดอกด้วยสีหน้ากังวล

“ทำไมหน้าแกซีดขนาดนั้น” กวินถามด้วยความเป็นห่วง

“ก็กลัวว่าจะโป๊ะแตกน่ะสิ” เมธาวีตอบเสียงเบา 

“ถ้าญาติของฉันจับได้ว่าเราแค่เป็นแฟนกันหลอก ๆ  ฉันคงอายจนไม่กล้าไปงานรวมญาติอีกเลย”

“แกไม่ต้องห่วงหรอกเมย ฉันซ้อมมาอย่างดีแล้ว” 

กวินยิ้มให้กำลังใจ มือข้างหนึ่งเอื้อมมาจับมือเธอที่วางอยู่บนตัก   “แค่ทำตัวตามธรรมชาติ เหมือนที่เราคุยกันปกตินี่แหละ แต่เพิ่มความหวานนิดหน่อยก็พอ”

สัมผัสอบอุ่นจากมือกวินทำให้เมธาวีรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง เธอพยักหน้ารับพลางคลี่ยิ้ม “ขอบใจแกนะที่ช่วย”

“เพื่อนกันช่วยกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว” 

กวินตอบด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจกลับรู้สึกตะขิดตะขวงกับคำว่า ‘เพื่อน’ ที่หลุดออกมาจากปาก โดยชายหนุ่มไม่รู้ว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อหญิงสาวเหมือนจะไม่ใช่แค่มิตรภาพธรรมดาอีกต่อไปแล้ว

เมื่อมาถึงบ้านสไตล์ไทยประยุกต์หลังใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยสวนร่มรื่น เสียงพูดคุยและหัวเราะของญาติพี่น้องดังลอยมาแต่ไกล มีทั้งเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันในสวน และผู้ใหญ่ที่นั่งจับกลุ่มคุยกันใต้ร่มไม้

“เมย มาแล้วเหรอลูก” 

เสียงของแม่เมธาวีดังขึ้นเมื่อเห็นลูกสาวเดินเข้ามาในรั้วบ้าน สายตาของเธอเหลือบไปเห็นกวินที่เดินตามหลังมาทันที ดวงตาเป็นประกายด้วยความสนใจ

“นี่ใครคะลูก” 

แม่ของเมธาวีถามพลางยิ้มกว้าง

เมธาวีลอบกลืนน้ำลาย จากนั้นเอ่ยแนะนำตามที่ซ้อมมา 

“แม่คะ นี่กวินค่ะ... แฟนของหนูเอง”

คำว่า ‘แฟน’ ที่หลุดออกจากปากทำให้ทั้งเมธาวีและกวินรู้สึกประหม่าขึ้นมาพร้อมกัน แต่ทั้งคู่ก็พยายามรักษาสีหน้า ไม่ให้คนอื่นมองเห็นความตื่นเต้นของพวกเขา

“สวัสดีครับคุณน้า ผมกวินครับ” ก

วินยกมือไหว้อย่างสุภาพ รอยยิ้มกว้างและมารยาทที่ดีทำให้แม่เมธาวีถูกใจตั้งแต่แรกเห็น

“หล่อจังเลยลูก ทำไมเมยไม่เคยพาแฟนมาแนะนำให้แม่รู้จักเลย” แม่เมธาวีจับแขนกวินพลางเดินนำเข้าไปในบ้าน 

“เข้ามาข้างในกันเถอะ ญาติ ๆ กำลังรออยู่”

เมื่อเดินเข้าไปในงาน สายตาของญาติพี่น้องทุกคนต่างหันมาจับจ้องที่กวินกับเมธาวีทันที เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้น

“โอ้โฮ เมยมีแฟนแล้วเหรอ” 

เสียงของป้าคนหนึ่งดังขึ้นด้วยความตื่นเต้น

“หล่อเลยนะ ทำงานอะไรล่ะพ่อหนุ่ม” 

คุณลุงอีกคนถามด้วยความสนใจ

กวินตอบคำถามต่าง ๆ ด้วยความมั่นใจและมารยาทที่ดี ทำให้ญาติผู้ใหญ่ทุกคนต่างประทับใจไม่น้อย เขาเล่าเรื่องงานของตัวเองอย่างถ่อมตน พร้อมกับแทรกมุกตลกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้บรรยากาศครึกครื้นขึ้นตลอดเวลา

“แล้วสองคนรู้จักกันได้ยังไง”

 ป้าของเธอถามขึ้นด้วยความอยากรู้

เมธาวีกับกวินสบตากันชั่วครู่ก่อนจะเริ่มเล่าตามบทที่ซ้อมมา

“รู้จักกันผ่านการทำงานครับ” กวินเริ่มเล่า 

“บริษัทของผมเคยทำงานกับบริษัทของเมยน่ะครับ พอได้คุยกัน ก็รู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเลยครับ”

“แล้วใครจีบใครก่อนล่ะ” 

คุณย่าที่นั่งอยู่ตรงกลางวงถามขึ้นด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

คำถามนี้ทำให้ทั้งคู่ชะงักไปเล็กน้อย เพราะไม่ได้เตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า

“ผมจีบก่อนครับ” 

แต่กวินกลับตอบทันทีอย่างมั่นใจ พลางยิ้มมองเมธาวีด้วยสายตาที่ดูอบอุ่นเกินกว่าจะเป็นการแสดง 

“ตอนแรกก็แค่คุยกันเล่น ๆ แซวกันไปมา แต่ยิ่งคุยก็ยิ่งรู้สึกว่าอยากคุยกับเมยทุกวัน เลยตัดสินใจบอกความรู้สึกไปครับ”

คำตอบของกวินทำให้เมธาวีเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ เพราะน้ำเสียงและแววตาของเขาดูจริงจังเกินกว่าจะเป็นแค่การแสดงบทบาท

“แล้วเมยล่ะ ตอบตกลงง่าย ๆ เลยเหรอ” ป้าอีกคนถามต่อ

“ก็... ตอนแรกก็ลังเลอยู่ค่ะ” เมธาวีตอบพลางยิ้มเขิน 

“เพราะกลัวว่าถ้าคบกันแล้วไม่เวิร์ก จะเสียคอนเนกชันไปด้วย แต่กวินก็ค่อย ๆ พิสูจน์ตัวเองจนหนูมั่นใจว่าเขาจริงใจ”

คำพูดที่หลุดออกมาจากปากเมธาวี แม้จะเริ่มต้นจากการแสดงบทบาท แต่ยิ่งพูดออกไปก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องโกหกทั้งหมด เพราะสิ่งที่เธอรู้สึกกับกวินในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มันจริงจังกว่าที่เธอคิดไว้มาก

ระหว่างมื้ออาหารกลางวันซึ่งจัดเลี้ยงกันแบบโต๊ะจีนใต้ร่มไม้ใหญ่ กวินคอยตักอาหารให้เมธาวีอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเสแสร้งแม้แต่น้อย เพราะเขาจำได้ดีว่าเธอชอบกินอะไรและไม่ชอบกินอะไรจากการที่รู้จักกันมานาน

“เมยไม่กินผักชี เดี๋ยวพี่เขี่ยออกให้” 

กวินพูดพลางหยิบตะเกียบคีบผักชีออกจากจานต้มยำที่ตักมาให้ เขายิ้มน้อย ๆ กับสรรพนามที่เขาใช้กับเมธาวี

“เห็นไหมคะแม่ กวินใส่ใจเมยขนาดนี้เลย” 

เมธาวีหันไปพูดกับแม่ด้วยรอยยิ้มภูมิใจ ทั้งที่แอบประหลาดใจกับความใส่ใจของกวินไม่แพ้กัน

“ดีแล้วล่ะลูก มีแฟนใส่ใจแบบนี้แม่สบายใจแล้ว” 

แม่เมธาวียิ้มกว้างด้วยความพอใจ

หลังอาหารกลางวัน ญาติ ๆ ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย บางคนนั่งเล่นไพ่ บางคนนอนเปลในสวน ส่วนเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน กวินกับเมธาวีเดินเล่นกันในสวนหลังบ้านเพื่อหลบความวุ่นวาย

“เหนื่อยไหม” กวินถามระหว่างเดินอยู่เคียงข้างเธอ

“เหนื่อยนิดหน่อย แต่ก็ดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย” 

เมธาวีตอบด้วยรอยยิ้ม 

“ขอบใจนะที่ช่วยวันนี้ กวินทำได้ดีมากเลย”

“ก็บอกแล้วไงว่าฉันซ้อมมาดี” 

กวินยิ้มกวน ๆ ตามสไตล์เดิม จากนั้นน้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย 

“เอาจริง ๆ นะ วันนี้สนุกกว่าที่คิดไว้อีก ครอบครัวแกน่ารักดี”

“จริงเหรอ” เมธาวีหันมามองเขาด้วยความสนเท่ห์

“จริงสิ” กวินพยักหน้า สายตาของเขามองไปยังกลุ่มญาติที่กำลังหัวเราะกันอยู่ไกล ๆ 

“บ้านฉันมีแค่พ่อกับแม่ ไม่ค่อยมีญาติพี่น้องมาสังสรรค์กัน เห็นบรรยากาศแบบนี้แล้วรู้สึกอบอุ่นดี”

คำพูดอย่างจริงใจของกวินทำให้เมธาวีรู้สึกใจอ่อนยวบ เธอไม่เคยรู้ว่าเขาไม่มีญาติพี่น้อง ความรู้สึกอบอุ่นที่เขาพูดถึงคงออกมาจากใจ ไม่ใช่แค่การพูดเพื่อรักษาบทบาท

ทั้งคู่เดินมาหยุดที่ม้านั่งไม้ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ นั่งลงเคียงข้างกันเงียบ ๆ สายลมเย็นพัดผ่านทำให้บรรยากาศดูสงบและผ่อนคลาย

“เมธาวีครับ...” กวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงต่างจากปกติ

“เรียกชื่อฉันซะเป็นทางการเลย มีอะไร ปกติไม่เคยมี ‘ครับ’ สักครั้ง” เมธาวีถามด้วยความแปลกใจ

“ก็... รู้สึกแปลก ๆ น่ะ” กวินหัวเราะพลางเกาหัว 

“อยู่ในบรรยากาศแบบนี้ พูดจาแบบเดิมมันดูไม่เข้ากันเลย”

เมธาวีอมยิ้มกับท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ ของกวินที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก   “ก็ได้ งั้นวันนี้เรียกกันสุภาพก็ได้ ให้เข้ากับบรรยากาศ”

ทั้งคู่นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยต่อไปอีกพักใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีตที่เคยผ่านมาด้วยกัน ความทรงจำสมัยเรียนมหาวิทยาลัย และแผนการในอนาคต บทสนทนาที่เคยเต็มไปด้วยมุกตลกไร้แก่นสาร ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความจริงใจซึ่งลึกซึ้งขึ้นทีละน้อย

เมื่อถึงเวลาต้องกลับ คุณย่าเดินมาส่งทั้งคู่ที่หน้าบ้านพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น 

“ทั้งสองคนดูเข้ากันได้ดีนะ ย่าดีใจที่เมยเจอคนดีแบบกวิน”

“ขอบคุณครับคุณย่า” กวินยกมือไหว้อย่างสุภาพ

“อย่าทิ้งหลานย่านะ ดูแลกันดี ๆ” ย่าพูดพลางตบไหล่กวินเบา ๆ

คำพูดของคุณย่าทำให้ทั้งกวินและเมธาวีรู้สึกลำบากใจ เพราะทั้งคู่รู้ดีว่าความสัมพันธ์นี้เริ่มต้นจากการแสร้งทำ นั่นทำให้ยิ่งรู้สึกผิดที่ต้องโกหกคนในครอบครัวที่ต้อนรับพวกเขาด้วยความรักและความจริงใจ

ระหว่างทางกลับ รถวิ่งผ่านถนนที่เงียบสงบในยามเย็น แสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ทอสีส้มอมชมพูไปทั่วท้องฟ้า

“วันนี้เหนื่อยไหม” กวินถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ

“เหนื่อยมากแต่มีความสุขนะ” 

เมธาวีตอบพลางยิ้ม สายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถ 

“ขอบใจนะที่ช่วยวันนี้ กวินทำได้ดีเกินคาดเลย จนบางทีก็เกือบลืมไปว่าเราแค่แกล้งเป็นแฟน”

ประโยคสุดท้ายที่เมธาวีพูดออกมาทำให้บรรยากาศในรถเงียบลงชั่วขณะ กวินจับพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย สายตาจ้องมองไปข้างหน้าโดยไม่กล้าหันมามองเธอ

“ใช่... แค่แกล้งทำเท่านั้น” 

กวินพูดตาม แต่น้ำเสียงกลับเบาลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งคู่ต่างเงียบไปตลอดทางที่เหลือ ไม่มีใครพูดอะไรอีก แต่ในใจของทั้งสองคนกลับเต็มไปด้วยคำถามเดียวกันที่ไม่กล้าพูดออกมา... ถ้าทุกอย่างเป็นแค่การแกล้งทำจริง ๆ แล้วทำไมความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างวันถึงดูสมจริงเกินกว่าจะเป็นการแสดงได้ขนาดนี้

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!