เช้าวันเสาร์ แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านหน้าต่างห้องนอนของเมธาวี เธอยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ หมุนตัวไปมาเพื่อดูชุดเดรสสีพีชอ่อนที่เลือกใส่ไปงานรวมญาติ ความรู้สึกตื่นเต้นปนกังวลผสมกันจนท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด
โทรศัพท์มือถือดังขึ้น เธอรีบกดรับทันทีเมื่อเห็นชื่อกวินปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
“ฮัลโหล พร้อมหรือยังครับคุณเมย”
เสียงกวินดังขึ้นจากปลายสาย
“พร้อมแล้ว แกอยู่ไหนแล้ว” เมธาวีถามพลางหยิบกระเป๋าถือใบเล็กมาสะพาย
“อยู่หน้าตึกแกแล้ว ลงมาได้เลย”
เมธาวีวางสายพลางมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง ก่อนที่จะสูดหายใจลึก ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจ วันนี้คือวันที่เธอต้องแสดงบทบาท “แฟนสาว” ของกวินให้สมจริงที่สุดต่อหน้าญาติของเธอทั้งครอบครัว
เมื่อลงมาถึงหน้าตึก เธอเห็นกวินยืนพิงรถอยู่ในชุดเชิ้ตสีฟ้าอ่อนแขนยาวที่พับขึ้นถึงข้อศอก ดูสบาย ๆ แต่เรียบร้อยกว่าที่เคยเห็นยามเขาแต่งตัวไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ๆ
“วันนี้แกแต่งตัวเข้าท่าดีนะ”
เมธาวีเอ่ยชมเมื่อเดินเข้ามาใกล้
“ก็ต้องดูดีหน่อยสิ วันนี้เป็นวันสำคัญ”
กวินยิ้มกว้างพลางเดินไปเปิดประตูรถให้เธอ
“ขึ้นรถเลย เดี๋ยวไปสาย”
ระหว่างทางไปบ้านของครอบครัวเมธาวีที่ชานเมือง บรรยากาศในรถค่อนข้างเงียบเชียบ ทั้งคู่ต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง กวินขับรถไปเรื่อย ๆ พลางแอบชำเลืองมองเมธาวีที่นั่งกอดอกด้วยสีหน้ากังวล
“ทำไมหน้าแกซีดขนาดนั้น” กวินถามด้วยความเป็นห่วง
“ก็กลัวว่าจะโป๊ะแตกน่ะสิ” เมธาวีตอบเสียงเบา
“ถ้าญาติของฉันจับได้ว่าเราแค่เป็นแฟนกันหลอก ๆ ฉันคงอายจนไม่กล้าไปงานรวมญาติอีกเลย”
“แกไม่ต้องห่วงหรอกเมย ฉันซ้อมมาอย่างดีแล้ว”
กวินยิ้มให้กำลังใจ มือข้างหนึ่งเอื้อมมาจับมือเธอที่วางอยู่บนตัก “แค่ทำตัวตามธรรมชาติ เหมือนที่เราคุยกันปกตินี่แหละ แต่เพิ่มความหวานนิดหน่อยก็พอ”
สัมผัสอบอุ่นจากมือกวินทำให้เมธาวีรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง เธอพยักหน้ารับพลางคลี่ยิ้ม “ขอบใจแกนะที่ช่วย”
“เพื่อนกันช่วยกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”
กวินตอบด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจกลับรู้สึกตะขิดตะขวงกับคำว่า ‘เพื่อน’ ที่หลุดออกมาจากปาก โดยชายหนุ่มไม่รู้ว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อหญิงสาวเหมือนจะไม่ใช่แค่มิตรภาพธรรมดาอีกต่อไปแล้ว
เมื่อมาถึงบ้านสไตล์ไทยประยุกต์หลังใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยสวนร่มรื่น เสียงพูดคุยและหัวเราะของญาติพี่น้องดังลอยมาแต่ไกล มีทั้งเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันในสวน และผู้ใหญ่ที่นั่งจับกลุ่มคุยกันใต้ร่มไม้
“เมย มาแล้วเหรอลูก”
เสียงของแม่เมธาวีดังขึ้นเมื่อเห็นลูกสาวเดินเข้ามาในรั้วบ้าน สายตาของเธอเหลือบไปเห็นกวินที่เดินตามหลังมาทันที ดวงตาเป็นประกายด้วยความสนใจ
“นี่ใครคะลูก”
แม่ของเมธาวีถามพลางยิ้มกว้าง
เมธาวีลอบกลืนน้ำลาย จากนั้นเอ่ยแนะนำตามที่ซ้อมมา
“แม่คะ นี่กวินค่ะ... แฟนของหนูเอง”
คำว่า ‘แฟน’ ที่หลุดออกจากปากทำให้ทั้งเมธาวีและกวินรู้สึกประหม่าขึ้นมาพร้อมกัน แต่ทั้งคู่ก็พยายามรักษาสีหน้า ไม่ให้คนอื่นมองเห็นความตื่นเต้นของพวกเขา
“สวัสดีครับคุณน้า ผมกวินครับ” ก
วินยกมือไหว้อย่างสุภาพ รอยยิ้มกว้างและมารยาทที่ดีทำให้แม่เมธาวีถูกใจตั้งแต่แรกเห็น
“หล่อจังเลยลูก ทำไมเมยไม่เคยพาแฟนมาแนะนำให้แม่รู้จักเลย” แม่เมธาวีจับแขนกวินพลางเดินนำเข้าไปในบ้าน
“เข้ามาข้างในกันเถอะ ญาติ ๆ กำลังรออยู่”
เมื่อเดินเข้าไปในงาน สายตาของญาติพี่น้องทุกคนต่างหันมาจับจ้องที่กวินกับเมธาวีทันที เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้น
“โอ้โฮ เมยมีแฟนแล้วเหรอ”
เสียงของป้าคนหนึ่งดังขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“หล่อเลยนะ ทำงานอะไรล่ะพ่อหนุ่ม”
คุณลุงอีกคนถามด้วยความสนใจ
กวินตอบคำถามต่าง ๆ ด้วยความมั่นใจและมารยาทที่ดี ทำให้ญาติผู้ใหญ่ทุกคนต่างประทับใจไม่น้อย เขาเล่าเรื่องงานของตัวเองอย่างถ่อมตน พร้อมกับแทรกมุกตลกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้บรรยากาศครึกครื้นขึ้นตลอดเวลา
“แล้วสองคนรู้จักกันได้ยังไง”
ป้าของเธอถามขึ้นด้วยความอยากรู้
เมธาวีกับกวินสบตากันชั่วครู่ก่อนจะเริ่มเล่าตามบทที่ซ้อมมา
“รู้จักกันผ่านการทำงานครับ” กวินเริ่มเล่า
“บริษัทของผมเคยทำงานกับบริษัทของเมยน่ะครับ พอได้คุยกัน ก็รู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเลยครับ”
“แล้วใครจีบใครก่อนล่ะ”
คุณย่าที่นั่งอยู่ตรงกลางวงถามขึ้นด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
คำถามนี้ทำให้ทั้งคู่ชะงักไปเล็กน้อย เพราะไม่ได้เตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า
“ผมจีบก่อนครับ”
แต่กวินกลับตอบทันทีอย่างมั่นใจ พลางยิ้มมองเมธาวีด้วยสายตาที่ดูอบอุ่นเกินกว่าจะเป็นการแสดง
“ตอนแรกก็แค่คุยกันเล่น ๆ แซวกันไปมา แต่ยิ่งคุยก็ยิ่งรู้สึกว่าอยากคุยกับเมยทุกวัน เลยตัดสินใจบอกความรู้สึกไปครับ”
คำตอบของกวินทำให้เมธาวีเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ เพราะน้ำเสียงและแววตาของเขาดูจริงจังเกินกว่าจะเป็นแค่การแสดงบทบาท
“แล้วเมยล่ะ ตอบตกลงง่าย ๆ เลยเหรอ” ป้าอีกคนถามต่อ
“ก็... ตอนแรกก็ลังเลอยู่ค่ะ” เมธาวีตอบพลางยิ้มเขิน
“เพราะกลัวว่าถ้าคบกันแล้วไม่เวิร์ก จะเสียคอนเนกชันไปด้วย แต่กวินก็ค่อย ๆ พิสูจน์ตัวเองจนหนูมั่นใจว่าเขาจริงใจ”
คำพูดที่หลุดออกมาจากปากเมธาวี แม้จะเริ่มต้นจากการแสดงบทบาท แต่ยิ่งพูดออกไปก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องโกหกทั้งหมด เพราะสิ่งที่เธอรู้สึกกับกวินในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มันจริงจังกว่าที่เธอคิดไว้มาก
ระหว่างมื้ออาหารกลางวันซึ่งจัดเลี้ยงกันแบบโต๊ะจีนใต้ร่มไม้ใหญ่ กวินคอยตักอาหารให้เมธาวีอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเสแสร้งแม้แต่น้อย เพราะเขาจำได้ดีว่าเธอชอบกินอะไรและไม่ชอบกินอะไรจากการที่รู้จักกันมานาน
“เมยไม่กินผักชี เดี๋ยวพี่เขี่ยออกให้”
กวินพูดพลางหยิบตะเกียบคีบผักชีออกจากจานต้มยำที่ตักมาให้ เขายิ้มน้อย ๆ กับสรรพนามที่เขาใช้กับเมธาวี
“เห็นไหมคะแม่ กวินใส่ใจเมยขนาดนี้เลย”
เมธาวีหันไปพูดกับแม่ด้วยรอยยิ้มภูมิใจ ทั้งที่แอบประหลาดใจกับความใส่ใจของกวินไม่แพ้กัน
“ดีแล้วล่ะลูก มีแฟนใส่ใจแบบนี้แม่สบายใจแล้ว”
แม่เมธาวียิ้มกว้างด้วยความพอใจ
หลังอาหารกลางวัน ญาติ ๆ ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย บางคนนั่งเล่นไพ่ บางคนนอนเปลในสวน ส่วนเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน กวินกับเมธาวีเดินเล่นกันในสวนหลังบ้านเพื่อหลบความวุ่นวาย
“เหนื่อยไหม” กวินถามระหว่างเดินอยู่เคียงข้างเธอ
“เหนื่อยนิดหน่อย แต่ก็ดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย”
เมธาวีตอบด้วยรอยยิ้ม
“ขอบใจนะที่ช่วยวันนี้ กวินทำได้ดีมากเลย”
“ก็บอกแล้วไงว่าฉันซ้อมมาดี”
กวินยิ้มกวน ๆ ตามสไตล์เดิม จากนั้นน้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“เอาจริง ๆ นะ วันนี้สนุกกว่าที่คิดไว้อีก ครอบครัวแกน่ารักดี”
“จริงเหรอ” เมธาวีหันมามองเขาด้วยความสนเท่ห์
“จริงสิ” กวินพยักหน้า สายตาของเขามองไปยังกลุ่มญาติที่กำลังหัวเราะกันอยู่ไกล ๆ
“บ้านฉันมีแค่พ่อกับแม่ ไม่ค่อยมีญาติพี่น้องมาสังสรรค์กัน เห็นบรรยากาศแบบนี้แล้วรู้สึกอบอุ่นดี”
คำพูดอย่างจริงใจของกวินทำให้เมธาวีรู้สึกใจอ่อนยวบ เธอไม่เคยรู้ว่าเขาไม่มีญาติพี่น้อง ความรู้สึกอบอุ่นที่เขาพูดถึงคงออกมาจากใจ ไม่ใช่แค่การพูดเพื่อรักษาบทบาท
ทั้งคู่เดินมาหยุดที่ม้านั่งไม้ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ นั่งลงเคียงข้างกันเงียบ ๆ สายลมเย็นพัดผ่านทำให้บรรยากาศดูสงบและผ่อนคลาย
“เมธาวีครับ...” กวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงต่างจากปกติ
“เรียกชื่อฉันซะเป็นทางการเลย มีอะไร ปกติไม่เคยมี ‘ครับ’ สักครั้ง” เมธาวีถามด้วยความแปลกใจ
“ก็... รู้สึกแปลก ๆ น่ะ” กวินหัวเราะพลางเกาหัว
“อยู่ในบรรยากาศแบบนี้ พูดจาแบบเดิมมันดูไม่เข้ากันเลย”
เมธาวีอมยิ้มกับท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ ของกวินที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก “ก็ได้ งั้นวันนี้เรียกกันสุภาพก็ได้ ให้เข้ากับบรรยากาศ”
ทั้งคู่นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยต่อไปอีกพักใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีตที่เคยผ่านมาด้วยกัน ความทรงจำสมัยเรียนมหาวิทยาลัย และแผนการในอนาคต บทสนทนาที่เคยเต็มไปด้วยมุกตลกไร้แก่นสาร ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความจริงใจซึ่งลึกซึ้งขึ้นทีละน้อย
เมื่อถึงเวลาต้องกลับ คุณย่าเดินมาส่งทั้งคู่ที่หน้าบ้านพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น
“ทั้งสองคนดูเข้ากันได้ดีนะ ย่าดีใจที่เมยเจอคนดีแบบกวิน”
“ขอบคุณครับคุณย่า” กวินยกมือไหว้อย่างสุภาพ
“อย่าทิ้งหลานย่านะ ดูแลกันดี ๆ” ย่าพูดพลางตบไหล่กวินเบา ๆ
คำพูดของคุณย่าทำให้ทั้งกวินและเมธาวีรู้สึกลำบากใจ เพราะทั้งคู่รู้ดีว่าความสัมพันธ์นี้เริ่มต้นจากการแสร้งทำ นั่นทำให้ยิ่งรู้สึกผิดที่ต้องโกหกคนในครอบครัวที่ต้อนรับพวกเขาด้วยความรักและความจริงใจ
ระหว่างทางกลับ รถวิ่งผ่านถนนที่เงียบสงบในยามเย็น แสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ทอสีส้มอมชมพูไปทั่วท้องฟ้า
“วันนี้เหนื่อยไหม” กวินถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
“เหนื่อยมากแต่มีความสุขนะ”
เมธาวีตอบพลางยิ้ม สายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถ
“ขอบใจนะที่ช่วยวันนี้ กวินทำได้ดีเกินคาดเลย จนบางทีก็เกือบลืมไปว่าเราแค่แกล้งเป็นแฟน”
ประโยคสุดท้ายที่เมธาวีพูดออกมาทำให้บรรยากาศในรถเงียบลงชั่วขณะ กวินจับพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย สายตาจ้องมองไปข้างหน้าโดยไม่กล้าหันมามองเธอ
“ใช่... แค่แกล้งทำเท่านั้น”
กวินพูดตาม แต่น้ำเสียงกลับเบาลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งคู่ต่างเงียบไปตลอดทางที่เหลือ ไม่มีใครพูดอะไรอีก แต่ในใจของทั้งสองคนกลับเต็มไปด้วยคำถามเดียวกันที่ไม่กล้าพูดออกมา... ถ้าทุกอย่างเป็นแค่การแกล้งทำจริง ๆ แล้วทำไมความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างวันถึงดูสมจริงเกินกว่าจะเป็นการแสดงได้ขนาดนี้