เสียงเพลงคลอเบา ๆ ลอยมาจากลำโพงในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรู ภายในห้องซ้อมพิธีแต่งงานมีดอกไม้ที่ยังไม่ได้จัดเรียง รวมทั้งโต๊ะเก้าอี้ที่ถูกยกมาวางระเกะระกะเรียงตามแนวทางเดิน โดยมีทีมงานเวดดิงแพลนเนอร์วิ่งวุ่นอยู่รอบ ๆ
“เอาละค่ะ ขอเชิญเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวมาซ้อมเดินคู่กันก่อนนะคะ”
เสียงของเวดดิงแพลนเนอร์ดังขึ้นพร้อมชี้มือมาที่มุมห้อง
กวิน หรือที่เพื่อนเรียก “ไอ้วิน” เดินออกมาจากมุมหนึ่งของโถง ชายหนุ่มกำลังคุยโทรศัพท์ซึ่งเป็นประเด็นติดพันค้างคามาตั้งแต่เช้า เขาบอกปลายสายสั้น ๆ ว่า “เดี๋ยวผมโทรกลับ” ก่อนจะกดตัดสายแล้วเดินกลับไปประจำตำแหน่งพร้อมยิ้มกว้างอย่างยินดี ส่วนเมธาวีก็เดินมาจากอีกฝั่งของห้องในชุดเดรสสีเบจที่ตัดเย็บเข้ากับรูปร่างอรชรของเธอ มือถือและแฟ้มเอกสารยังไม่ทันได้วางลง กลับโดนเพื่อนชายผู้ปากดีอย่างกวินแซวทันที
“เฮ้ยยยย คุณเมธาวี มาแล้วหรือค้าบ ผู้บริหารการตลาดสุดเป๊ะ”
กวินใช้น้ำเสียงกวน ๆ เอ่ยทักเธออย่างที่เคยทำมาตลอด
“นึกว่าจะไม่มาเพราะงานยุ่งซะอีก”
“ถ้าไม่ใช่เพราะกรกับสราขอร้อง ฉันคงไม่มาหรอก แกไม่ต้องมาแซว”
เมธาวีพูดพลางยื่นแฟ้มเอกสารให้ผู้ช่วยที่ยืนรออยู่ พลางหันมองกวินอย่างไม่ยี่หระ
“แล้วนี่แกยังไม่เลิกนิสัยแซวชาวบ้านชาวช่องเขาไปทั่วอีกเหรอ อายุปูนนี้แล้ว พูดเล่นไปวัน ๆ”
“อายุปูนไหนกันล่ะครับ คุณเมย เมธาวี แกก็ว่าไป ฉันยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลย” กวินยักคิ้วอย่างอารมณ์ดี
“ต่างจากแกที่นั่งทำงานจนลืมไปแล้วมั้งว่าตัวเองมีแฟนหรือความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไร”
“หยุดนะวิน แกพูดแบบนี้กับผู้หญิงได้ยังไงเนี่ย”
เมธาวีทำหน้าเหวี่ยงแต่ก็ยกยิ้มอย่างอดไม่ได้ เธอเคยชินกับคำแซวของเขาเพราะรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว
เวดดิงแพลนเนอร์กระแอมเบา ๆ เพื่อดึงความสนใจของทั้งคู่กลับมา
“ขอโทษนะคะที่ขัดจังหวะ” เธอพูดพร้อมอมยิ้ม
“แต่เราต้องซ้อมเดินคู่กันตามจังหวะเพลงก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณกวินมายืนตรงนี้ และคุณเมธาวีจับแขนคุณกวินแบบนี้นะคะ”
กวินยื่นแขนออกไปพร้อมกับรอยยิ้มทะเล้น “เชิญครับ คุณเมธาวี จับแขนผมให้แน่น ๆ นะครับ”
เมธาวีวางมือลงบนแขนของเขาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ทั้งที่รู้จักกันมาเกือบสิบปี แต่การได้สัมผัสกันในลักษณะนี้กลับทำให้เธอรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก
“ทำไมมือแกเย็นจังวะเมย หนาวเหรอ” กวินกระซิบถามด้วยความสงสัย สายตาเหลือบไปมองมือเล็กที่วางอยู่บนแขนของตัวเอง
“ก็แอร์ในห้องมันเย็น” เมธาวีตอบเขาทันที ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันจริงหรือเปล่า
ทั้งคู่เริ่มซ้อมเดินไปตามจังหวะเพลงที่เวดดิงแพลนเนอร์จัดเตรียมไว้ แม้จะเป็นการซ้อมที่ดูเรียบง่าย แต่บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนกลับเงียบกว่าปกติอย่างผิดสังเกต ไม่มีถ้อยคำสัพยอกอย่างที่เคยเป็น
“ทำไมแกเงียบวะเมย ปกติก็พูดไม่หยุดไม่หย่อน”
กวินเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
“ก็แกพูดซะจนฉันไม่รู้จะพูดอะไรต่อ”
เมธาวีย้อนกลับทันควัน แต่เสียงเธอเบาแทบจะเป็นการกระซิบ
เมื่อเดินมาถึงจุดที่ต้องหมุนตัวตามตำแหน่งซึ่งมีการกำหนดไว้ เมธาวีก็หมุนตัว แต่รองเท้าส้นสูงของเธอกลับพลิก ทำให้เธอเสียหลักไปเล็กน้อย
“เอ้า” เมธาวีร้องออกมาเบา ๆ แต่ก่อนที่เธอจะล้ม แขนของกวินกลับโอบเอวเธอไว้ได้ทัน
“โหววเมย นี่ขนาดซ้อมแกยังจะล้ม วันจริงจะรอดไหมเนี่ย”
กวินหัวเราะ แต่กลับไม่ยอมปล่อยมือที่ประคองเธอไว้
เมธาวีเงยหน้าขึ้นมองเขาในระยะที่ใกล้กว่าทุกครั้ง ใกล้พอจะเห็นว่าเขามีไฝเม็ดเล็ก ๆ อยู่ใต้ตาข้างขวา สิบปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยรู้เลยว่ามันอยู่ตรงนั้น สายตาทั้งสองคู่สบประสานกันขณะจังหวะเพลงกำลังดังคลออย่างต่อเนื่อง เธอรู้สึกว่าหัวใจตัวเองกำลังเต้นไม่เป็นจังหวะ ทั้งที่นี่คือกวิน เพื่อนที่รู้จักกันมาเป็นสิบปี คนที่ไม่เคยทำให้เธอรู้สึกแบบนี้เลยสักครั้ง
“เอ… เอ่อ… แกปล่อยฉันได้แล้วมั้ง” เมธาวีรีบขยับตัวออกอย่างรวดเร็ว ใบหน้าร้อนวูบขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
“อ้าว… โทษที” กวินรีบปล่อยมือออก
เมธาวีแอบชำเลืองมองเขา และต้องแปลกใจ เพราะกวินไม่ได้ยิ้มกวนแบบที่ควรจะเป็น เขากลับก้มลงปัดแขนเสื้อตัวเองทั้งที่ไม่มีอะไรให้ปัด พลางหันไปมองทางอื่นเสียอย่างนั้น
เวดดิงแพลนเนอร์ที่ยืนดูอยู่ถึงกับคลี่ยิ้ม ก่อนจะกดปุ่มหยุดเพลง
“คู่นี้ไม่ต้องซ้อมเยอะเลยค่ะ”
เธอพูดพลางจดข้อความลงในแท็บเล็ต
“เดินเข้าขากันตั้งแต่รอบแรก ปกติต้องซ้อมสามสี่รอบกว่าจะได้จังหวะแบบนี้นะคะ”
“เข้าขาอะไรกันคะ เราแค่เพื่อนกันเฉย ๆ” เมธาวีรีบปฏิเสธเสียงสูง
“ใช่ครับ เพื่อนธรรมดา ไม่มีอะไรเกินเลย” กวินรีบพยักหน้ารับ พร้อมหลบสายตาไปทางอื่น
อีกมุมหนึ่งของห้อง อัปสราที่นั่งดูการซ้อมอยู่กับภากรกระซิบข้างหูว่าที่สามีเบา ๆ
“พี่กรคะ สราว่าสองคนนั้นดูแปลก ๆ นะคะ”
ภากรยิ้มบาง ๆ เอื้อมมือไปโอบไหล่ว่าที่ภรรยาสาว พลางมองไปยังเพื่อนทั้งสอง สายตาเขาสังเกตเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนอื่นอาจมองข้าม
“พี่เห็นเหมือนกันครับสรา กวินไม่เคยเก้ ๆ กัง ๆ แบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน”
“อยากให้ทั้งคู่คบกันจังเลยค่ะ สองคนนี้เข้ากันมาก ๆ” อัปสราเอ่ยด้วยรอยยิ้มหวาน
“งั้นเราคงต้องช่วยผลักดันกันหน่อยแล้วล่ะครับ” ภากรตอบอย่างมีเลศนัย
หลังจากซ้อมเสร็จ ทั้งกลุ่มก็พากันไปนั่งพักผ่อนกันที่ห้องรับรองของโรงแรม อัปสราสั่งเครื่องดื่มมาให้ทุกคน ขณะที่ภากรคุยรายละเอียดเรื่องงานแต่งกับทีมงานอยู่อีกโต๊ะ
กวินนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ มองเมธาวีที่กำลังเช็กอีเมลงานจากมือถือด้วยท่าทีจริงจัง
“แกทำงานแบบไม่มีพักเลยเหรอวะเมย บ้างานจริง ๆ ขนาดนั่งพักผ่อนยังจะเช็กแต่โทรศัพท์”
“ก็บริษัทมีแคมเพนใหญ่ปลายเดือนนี้ ถ้าไม่เช็กตลอดฉันก็กลัวว่าจะมีปัญหา” เมธาวีตอบโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ
“แกทำงานหนักแบบนี้ ไม่กลัวไม่มีแฟนเหรอ หรือถ้าแกมีแฟน จะเอาเวลาไหนไปให้แฟน” กวินถามเธอ สีหน้าท่าทางทะเล้นตามสไตล์ของเขา
เมธาวีมองหน้าเขาพร้อมถอนหายใจยาว “แกอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย แค่นี้ก็ปวดหัวจากที่บ้านจะแย่อยู่แล้ว”
“ทำไมล่ะ มีเรื่องอะไร”
“อาทิตย์หน้ามีงานรวมญาติที่บ้านใหญ่ ทุกคนต้องถามแน่ ๆ ว่าเมื่อไรฉันจะมีแฟน”
เมธาวีวางมือถือลงบนโต๊ะพร้อมกับทำหน้าเบื่อ
“ปีที่แล้วก็โดนถามจนอาย ปีนี้หนักกว่าเดิมแน่นอน เพราะหลานสาวฉันเพิ่งหมั้นไปเมื่อเดือนก่อน แล้วคู่หมั้นมันก็ลูกชายที่คนที่บ้านหมายปองด้วยพอดี คุณอาฉันเลยได้เรื่องคุยไปอีกเป็นปี”
“โหววว หนักใจแทนแกเลย จะขึ้นคานอยู่รอมร่อ” กวินแซวแล้วหัวเราะเบา ๆ แต่แววตาเขาดูเห็นใจอยู่ลึก ๆ
“แกไม่เข้าใจหรอก เพราะแกเป็นผู้ชาย ไม่มีใครกดดันแกเรื่องแต่งงานนี่” เมธาวีบ่นต่อ
“ญาติผู้ใหญ่ชอบพูดประมาณว่า อายุปูนนี้แล้ว รีบ ๆ หาแฟนได้แล้ว เดี๋ยวเสียชื่อ จนบางทีฉันก็เหนื่อยใจ”
“เอางี้ไหมเมย…” กวินเกริ่น “แกให้ฉันไปเป็นแฟนปลอม ๆ ของแกในวันรวมญาติเลยไหม จะได้ไม่ต้องโดนถามให้เหนื่อยใจ ที่สำคัญ ฉันไม่คิดค่าจ้าง”
เมธาวีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะหัวเราะออกมา เพราะคิดว่าเป็นมุกตลกของกวิน “แกก็พูดเล่นไปเรื่อย”
“ฉันพูดจริงนะ” กวินยืนยันเสียงหนักแน่น สายตาเขาดูจริงจังกว่าที่เธอคิด “แกคิดดูสิ แกก็ไม่ต้องโดนกดดันเรื่องแฟน ฉันก็ได้กินข้าวฟรี แถมได้เจอบรรยากาศครอบครัวอบอุ่น ๆ บ้าง…”
เสียงเขาเบาลงกว่าเดิมตรงคำสุดท้ายชนิดที่ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่ทันสังเกต
แต่เพียงพริบตาเดียวเขาก็ยิ้มกว้างขึ้นมาทันที
“วิน-วินทั้งคู่เลยไหมล่ะ ข้อเสนอดี ๆ แบบนี้ แกต้องรับแล้วไหม”
เมธาวีเปิดปากจะเอ่ยถาม แต่แล้วก็ปิดมันลง เพราะสิบปีที่ผ่านมา กวินไม่เคยพูดถึงบ้านของตัวเองสักครั้ง เธอจึงไม่กล้าถาม จากนั้นเปลี่ยนไปให้ความสนใจกับบทสนทนาที่พูดคุยค้างไว้
“เดี๋ยว ๆ นี่แกพูดจริงเหรอเนี่ย” เมธาวีเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าควรจะเชื่อเขาดีหรือเปล่า
“จริงสิ อาทิตย์หน้าฉันไม่มีนัดอะไรอยู่แล้ว” กวินยักไหล่ “ยังไงก็เพื่อนกัน ช่วยกันได้ก็ช่วย ไม่เห็นต้องคิดมาก”
เมธาวีมองหน้ากวินอย่างครุ่นคิด ในใจแอบคิดว่านี่อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดจริง ๆ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเจอคำถามเดิม ๆ จนน่าอึดอัดจากญาติผู้ใหญ่ แถมกวินยังเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานาน คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
“งั้น… ตกลง” เมธาวีเอ่ยออกมาในที่สุด “แต่มีข้อแม้นะ แกต้องทำตัวดี ๆ ห้ามแซวฉันต่อหน้าญาติเด็ดขาด เข้าใจไหม”
“โอเค ฉันรับปาก” กวินยิ้มกว้างพร้อมกับยื่นมือมาขอจับมือทำสัญญา
เมื่อมือทั้งสองสัมผัสกัน เมธาวีรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ที่วิ่งผ่านปลายนิ้วขึ้นมา เธอรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว และเมื่อเงยหน้าขึ้น ก็พบว่ากวินกำลังมองมือตัวเองอยู่เงียบ ๆ ก่อนเขาจะรีบสอดมันลงในกระเป๋ากางเกงแล้วหันไปเรียกพนักงานสั่งน้ำเพิ่ม ทั้งที่แก้วน้ำของเขาบนโต๊ะไม่พร่องลงเลยสักนิด
อัปสราที่แอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ห่าง ๆ รีบดึงแขนเสื้อภากรพลางกระซิบพร้อมหัวเราะคิกคัก
“พี่กรคะ พี่กรเห็นไหมคะเมื่อกี้ ทั้งคู่ตกลงเป็นแฟนกันแล้ว”
“แฟนปลอม ๆ ครับ” ภากรหัวเราะ “แต่นั่นแหละ พี่ว่าอีกไม่นานคงกลายเป็นแฟนจริง ๆ แหละครับ”
“อะไรทำให้พี่กรมั่นใจขนาดนั้นคะ”
“เพราะพี่ก็เคยเป็นแบบนั้นมาก่อนครับ”
ภากรหันมองว่าที่ภรรยาสาวด้วยแววตาอบอุ่น “ตอนแรกบอกตัวเองว่าแค่เป็นห่วงเป็นใย แค่อยากช่วยเหลือ… แต่สุดท้ายก็รู้ตัวว่ารักไปแล้วเหมือนกัน”
อัปสรายิ้มหวานพลางซบไหล่ภากร “ถ้าอย่างนั้นสราจะคอยลุ้นให้ทั้งคู่รู้ใจตัวเองนะคะ”
อีกฝั่งของห้องรับรอง กวินกับเมธาวียังคงนั่งคุยกันเรื่องรายละเอียดว่าจะต้องทำตัวอย่างไรในงานรวมญาติ ทั้งเรื่องสรรพนามที่จะใช้เรียกขาน ประวัติความเป็นมาของ ‘ความสัมพันธ์’ ที่ต้องแนบเนียนแบบไม่ให้โดนจับได้ และท่าทีที่ต้องแสดงออกต่อหน้าญาติผู้ใหญ่
“แล้วเราคบกันมานานแค่ไหน” กวินถาม
“หกเดือน” เมธาวีตอบทันที
“นานกว่านั้นเดี๋ยวแม่ฉันน้อยใจว่าทำไมไม่บอก”
“เอาจริง” กวินเลิกคิ้ว “แกคิดไว้แล้วเหรอเนี่ย”
“ฉันเพิ่งคิดได้ตอนที่แกเสนอตัวขึ้นมานั่นแหละ”
เมธาวีตอบพลางเปิดสมุดโน้ตในมือถือขึ้นมาจดหัวข้อ
สิ่งเดียวที่เธอไม่ได้คิดเผื่อไว้ คือตอนที่มือของเขาแตะมือเธอเมื่อครู่นี้ ทำไมเธอถึงจำความรู้สึกนั้นได้แม่นนักก็ไม่รู้