เย็นวันพฤหัสบดี ภายในร้านกาแฟเล็ก ๆ ใกล้ตึกออฟฟิศของเมธาวีเงียบสงบกว่าปกติ เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนทำงานส่วนใหญ่ยังไม่เลิกงาน กวินนั่งรอเมธาวีอยู่ที่โต๊ะมุมหน้าต่าง ในมือมีกาแฟเย็นแก้วโตที่ดูดใกล้จะหมด เขาเลื่อนดูมือถือฆ่าเวลาไปเรื่อย ๆ
“โทษทีที่ให้รอนาน ประชุมยาวกว่าที่คิด”
เมธาวีเดินเข้ามาพร้อมกับถอดแจ็กเก็ตสูทออกวางบนเก้าอี้ ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงตรงข้ามกวินด้วยท่าทีเหนื่อยล้า
“ไม่เป็นไร ฉันก็เพิ่งมาเหมือนกัน”
กวินโกหกอย่างหน้าตาเฉย ทั้งที่จริงเขานั่งรอมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว
“เอาละที่ฉันนัดแกมาวันนี้ เราจะมาซ้อมกัน อีกสามวันจะถึงงานรวมญาติแล้ว”
“ซ้อมอะไร”
เมธาวีเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
“ก็ซ้อมเป็นแฟนกันไงล่ะ”
กวินตอบเหมือนเป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก
“เดี๋ยวไปถึงหน้างานแล้วทำท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนตอนซ้อมเดินในงานแต่งของกรกับสรา ญาติผู้ใหญ่แกจับได้แน่ ๆ ว่าเราไม่ได้เป็นแฟนกันจริง ๆ”
เมธาวีนึกถึงเหตุการณ์ตอนซ้อมเดินแล้วพลอยรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้าอย่างห้ามไม่ได้ เธอรีบซ่อนความรู้สึกนั้นด้วยการก้มหน้าลงจิบกาแฟที่สั่งมา
“อืม... ฟังดูมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน งั้นจะให้ซ้อมยังไง”
“ข้อแรกเลย” กวินยกนิ้วชี้ขึ้น “เรื่องคำเรียก ปกติแกเรียกฉันว่า ‘กวิน หรือ วิน’ เฉย ๆ แบบนี้มันดูเป็นเพื่อนเกินไป ต้องมีคำหวาน ๆ หน่อย”
“หวานแบบไหน” เมธาวีทำหน้าสงสัยปนขนลุก
“เช่น... ‘ที่รัก’ หรือ ‘พี่วินคะ’ อะไรแบบนี้”
กวินพูดพลางยิ้มกวน
“ไม่เอาหรอกกวิน แกคิดได้ยังไง อายจะตาย”
เมธาวีปฏิเสธทันทีพร้อมกับส่ายหน้า
“แค่คิดก็ขนลุกแล้ว”
“ถ้าไม่ยอมเรียกแบบนี้ ญาติแกก็จะรู้ทันว่าเราไม่ใช่แฟนกันจริง ๆ สิ” กวินยักไหล่
“งั้นเอางี้ก็ได้ ลองซ้อมเรียกก่อนก็ได้ แกลองเรียกฉันว่า ‘ที่รัก’ ซิ”
เมธาวีอึกอักอยู่พักใหญ่ ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาทีละน้อย เธอมองไปรอบ ๆ ร้านเพื่อดูว่ามีใครฟังอยู่หรือเปล่า ก่อนจะกระซิบตะกุกตะกัก
“ที่... ที่รัก”
พูดจบเธอก็รีบก้มหน้าลงซ่อนความเขินอาย พลางยกแก้วกาแฟขึ้นมาดื่มเพื่อปกปิดอาการเก้อเขิน ส่วนกวินที่นั่งอยู่ตรงข้ามกลับเงียบไปชั่วขณะ ใบหน้าของเขาถึงกับอุ่นวูบขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน หัวใจเต้นแรงผิดปกติทั้งที่แค่ได้ยินคำเรียกธรรมดา ๆ ที่ตัวเองเป็นคนขอให้พูด
“เอ่อ... ก็โอเคนะ”
กวินรีบกลบเกลื่อนความรู้สึกด้วยการหันไปมองนอกหน้าต่าง เสียงเขาแหบแห้งเล็กน้อยอย่างน่าฉงน
“เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแกแล้วว่ามันน่าอาย”
เมธาวีบ่น
“ก็... ก็ต้องฝึกไปเรื่อย ๆ น่า เดี๋ยวก็ชิน”
กวินพูดพลางกวาดสายตากลับมาที่เธออีกครั้ง และพยายามทำเสียงให้ราบเรียบที่สุด
ทั้งคู่นั่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง บรรยากาศในร้านกาแฟที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหยอกล้อ กลับเงียบและแปลกไปอย่างที่ทั้งสองคนไม่คุ้นเคย
“เอาละ ข้อสอง”
กวินพยายามดึงบรรยากาศกลับมาให้เป็นปกติ
“เรื่องประวัติความสัมพันธ์ปลอม ๆ ของเรา แกเคยพูดว่าจะกำหนดให้พวกเราคบกันมาหกเดือนแล้ว ก็ต้องมีที่มาที่ไปว่าเจอกันได้อย่างไร และต้องเป็นสถานการณ์ที่เป็นไปได้ด้วย”
กวินทักท้วง
“งั้น... บอกว่าเจอกันผ่านงานแล้วกัน ถึงจะคบกันมาสักพักแล้วแต่ยังไม่พร้อมเปิดตัวเป็นทางการ คนจะได้ไม่ถามมาก ถ้าบอกรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนโดนขุดอ่วมแน่ ว่าทำไมพึ่งมาเป็นแฟนกัน ดีนะที่บ้านไม่มีใครรู้จักแก”
เมธาวีบอกเขาอย่างรวดเร็ว
“อันนี้ดี ฟังดูสมจริง” กวินพยักหน้าเห็นด้วย
“แล้วเรื่องที่แกชอบอะไรในตัวฉัน แกต้องเตรียมคำตอบไว้ด้วยนะ เผื่อญาติแกถาม”
เมธาวีมองหน้ากวินอย่างใคร่ครวญ ในหัวพยายามคิดหาคำตอบที่ฟังดูสมเหตุสมผลที่สุด แต่กลับพบว่าตัวเองคิดไม่ออก มันไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้
“ก็... กวินเป็นคนตลก คุยด้วยแล้วไม่เครียด”
เมธาวีตอบในที่สุด แม้จะพูดออกไปแบบขำ ๆ แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็รู้สึกว่านั่นคือความจริงที่พูดออกมาได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ
“แค่นั้นเองเหรอ” กวินแกล้งทำหน้าเสียใจ
“อุตส่าห์หล่อขนาดนี้ยังไม่มีใครชมเลย”
“เอาน่า อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย” เมธาวีหัวเราะ บรรยากาศกระอักกระอ่วนเมื่อครู่ค่อย ๆ คลี่คลายลง กลับมาเป็นความคุ้นเคยแบบเดิมที่ทั้งคู่สนิทกันมานาน
“แล้วฉันล่ะ ต้องตอบว่าอะไรบ้าง ถ้ามีคนถามว่าชอบอะไรในตัวแก” กวินถามกลับ
เมธาวีนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยักไหล่
“ไม่รู้สิ กวินตอบเองแล้วกัน”
“อืม...” กวินกอดอกครุ่นคิด สายตามองเมธาวีอย่างจริงจังกว่าที่เคยเป็น “แกเป็นคนตั้งใจทำงาน ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่เคยบ่นให้ใครฟัง แถมยังใจดีกับคนรอบข้างเสมอ... ฉันว่าคำตอบนี้โอเคนะ”
คำตอบจริงจังเกินคาดทำให้เมธาวีเงยหน้าขึ้นมองกวินด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าเขาจะสังเกตเห็นรายละเอียดเหล่านั้นในตัวเธอ ทั้งที่ปกติแล้วกวินมักจะเอาแต่พูดแซวไม่ค่อยจริงจัง
“ทำไมมองแบบนั้นล่ะ”
กวินถามเมื่อสังเกตเห็นสายตาแปลก ๆ ของเธอ
“เปล่า... แค่แปลกใจที่แกตอบจริงจังขนาดนี้” เมธาวีรีบเบือนสายตาหนี ใบหน้าเริ่มร้อนขึ้นอีกครั้ง
“ก็แกให้ตอบจริงจังนี่หว่า”
กวินหัวเราะแหะ ๆ พลางเกาหัวแก้เขิน ความจริงแล้วแม้แต่ตัวเขาเองก็แปลกใจกับคำตอบที่หลุดออกมาจากปากไม่แพ้กัน
หลังจากซ้อมเป็นแฟนกันไปพักใหญ่ ทั้งคู่ตัดสินใจไปทานอาหารเย็นต่อที่ร้านอาหารใกล้ ๆ เพื่อความสมจริงมากขึ้น กวินอ้างว่าถ้าจะเป็นแฟนกันจริง ๆ ต้องรู้จักพฤติกรรมการกินของกันและกันด้วย
“เมย..แกสั่งอะไรกินเป็นประจำเหรอ”
กวินถามพลางเปิดเมนู
“ส้มตำไทยไม่เผ็ดกับข้าวเหนียว”
เมธาวีตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “กวินล่ะ”
“ต้มยำกุ้งน้ำข้น แบบเผ็ดมาก ๆ” กวินตอบพลางยิ้ม
“เห็นไหม เราคนละขั้วเลย แกกินเผ็ดไม่ได้ ส่วนฉันกินเผ็ดจัด”
“อ้าว แล้วแบบนี้จะบอกญาติฉันยังไงว่าเข้ากันได้ดี”
เมธาวีถามด้วยความกังวล
“ก็บอกว่าความแตกต่างทำให้เราเติมเต็มกันไง” กวินบอก
“แบบในละครที่ชอบพูดกันน่ะ”
เมธาวีหัวเราะกับคำตอบของเขา ระหว่างที่รอคนมารับออร์เดอร์ กวินได้หยิบมือถือขึ้นมาเปิดรูปในอัลบัมให้เมธาวีดู
“นี่ ๆ ดูรูปนี้สิ ตอนไปเที่ยวกันที่เขาใหญ่เมื่อสามปีก่อน แกยังไม่ได้ตัดผมสั้นแบบนี้เลย”
กวินเลื่อนรูปให้ดู
เมธาวีเอนตัวเข้ามาดูรูปในมือถือของชายหนุ่มใกล้ ๆ หญิงสาวจึงได้กลิ่นน้ำหอมของกวินซึ่งลอยมาเตะจมูก ทำให้เธอรู้สึกประหม่าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“โห นานมากแล้วเนอะ ตอนนั้นเราก็เพิ่งเรียนจบกันมาไม่กี่ปี”
“ใช่ ตอนนั้นแกยังทำงานเป็นจูเนียร์อยู่เลย ตอนนี้กลายเป็นผู้บริหารระดับสูงไปแล้ว”
กวินมองเธอด้วยแววตาชื่นชม “ภูมิใจแทนแกเลยนะ”
คำชมอย่างจริงใจจากเพื่อนที่รู้จักกันมานาน ทำให้หัวใจของเมธาวีพองโตขึ้นมาอย่างประหลาด เธอไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเวลาได้ยินคำชมจากกวิน ทั้งที่เขาก็ชมเธอมาหลายครั้งแล้วในอดีต
“ขอบใจนะ” เมธาวีพูดด้วยรอยยิ้มเอียงอาย
ระหว่างมื้ออาหาร ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องราวต่าง ๆ อย่างสนุกสนานเหมือนเช่นเคย แต่มีบางช่วงเวลาที่ความเงียบแทรกเข้ามาโดยที่ต่างคนต่างไร้บทสนทนา ถึงกระนั้นกลับเป็นความเงียบที่ไม่น่าอึดอัด มิหนำซ้ำยังสร้างความรู้สึกอบอุ่นในแบบที่ทั้งคู่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ กวินยืนกรานที่จะไปส่งเมธาวีถึงหน้าคอนโดมิเนียม ทั้งที่ปกติแล้วเขาไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน
“แกไม่ต้องไปส่งฉันก็ได้นะ ฉันเรียกแท็กซี่กลับเองก็ได้”
เมธาวีปฏิเสธ แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นกับความใส่ใจที่ไม่เคยเห็นจากกวิน
“ไหน ๆ ก็ซ้อมเป็นแฟนกันแล้ว ก็ต้องทำหน้าที่ให้ครบสิ”
กวินตอบพลางยิ้ม “แฟนที่ดีต้องไปส่งแฟนถึงบ้านไม่ใช่เหรอครับคุณเมธาวี”
เมื่อมาถึงหน้าคอนโดมิเนียม กวินจอดรถ จากนั้นเดินอ้อมมาเปิดประตูให้เมธาวีอย่างสุภาพ ทำเอาเธองงเล็กน้อยเพราะไม่คุ้นกับพฤติกรรมแปลกตาจากกวิน
“ขอบใจแกมากนะสำหรับวันนี้”
เมธาวีเอ่ยขึ้นก่อนจะก้าวลงจากรถ
“ราตรีสวัสดิ์ที่รัก อย่าลืมฝันถึงพี่ด้วยนะ”
กวินพูด ยิ้มเผล่เหมือนจะแกล้งเธอเล่น แต่น้ำเสียงกลับนุ่มนวลกว่าที่ตั้งใจไว้
คำว่า “ที่รัก” ที่หลุดออกจากปากกวินทำให้เมธาวีชะงักไปชั่วขณะ ใบหน้าร้อนวูบขึ้นมาทันที เธอรีบโบกมือลาแล้วรีบเดินเข้าตึกไปโดยไม่กล้าหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง
ส่วนกวินที่นั่งอยู่ในรถคนเดียว มือลูบหน้าตัวเองแรง ๆ พร้อมกับพึมพำ
“เฮ้ย เป็นอะไรไปวะ พูดจาแบบนั้นออกไปได้ไง”
หัวใจของเขาเต้นแรงผิดปกติ ความรู้สึกแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันทำให้เขาเริ่มสงสัยว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ เป็นแค่การช่วยเหลือเพื่อนธรรมดา ๆ จริงหรือเปล่า...หรือว่าลึก ๆ แล้ว เขาแอบดีใจที่ได้มีข้ออ้างมาใกล้ชิดกับเธอมากกว่าที่เคยเป็น