ตอนที่ 3
มิลินกำลังจะอ้าปากตอบแต่ถูกมือหนาของอาทิตย์ดึงเอาไว้เพื่อปราม
“เพื่อนของผมไม่ได้หมายถึงอะไรสำคัญหรอกครับ พวกเราขอตัวไปลาคุณษาก่อน ไปกันเถอะลี่”
“ไม่ล่ะ แกจะไปก็ไปคนเดียวฉันไปรอที่รถ” มิลินกล่าวแล้วหมุนตัวออกไปจากตรงนั้น ปล่อยให้อาทิตย์ถอนหายใจแล้วเดินไปยังสถานที่ตั้งโลงศพของตวิษา
แม้ในตอนที่หญิงสาวผู้นี้มีชีวิตอยู่ ในบรรดาเพื่อนของอินทัชจะไม่ได้ใครชอบพอผู้หญิงคนนี้นัก กระนั้นเมื่อจากไปแล้วและอินทัชไม่อาจมาลาด้วยตนเองได้ ก็คิดเสียว่าเขามาลาแทนเพื่อนก็แล้วกัน
“เดี๋ยวคุณ”
ร่างบางชะงักหมุนตัวกลับไปมองชายหนุ่มที่ไม่ใคร่ชอบขี้หน้านักเดินตามมาจนถึงลานจอดรถของวัด
มิลินยกแขนขึ้นกอดอก เชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย
“มีอะไรไม่ทราบ”
คีรินถอนหาย มองท่วงท่าอวดของอีกฝ่ายอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ขุ่นๆที่พุ่งขึ้น ยอมรับว่าตั้งแต่เจอหญิงสาวผู้นี้ครั้งแรกตั้งในงานแต่งวันนั้น เขารู้สึกมีอารมณ์ขุ่นขึ้นมาง่ายๆเพราะผู้หญิงคนนี้แล้วหลายครั้ง
“ผมแค่อยากรู้ว่าคุณหมายถึงอะไรที่พูดเมื่อกี้ เพราะดูเหมือนว่าคุณน่าจะมีปัญหาอะไรบางอย่างกับตวิษา”
มิลินแสร้งเบิกตาโตยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆเมื่อฟังอีกฝ่ายกล่าวจบ
“นี่คุณ อย่าได้คิดลงสมัครสส.ตามคุณพ่อคุณเลยนะ เพราะโง่เง่าแบบนี้ไปรับใช้ประชาชนก็คงไร้ประโยชน์เต็มที”
คีรินหรี่ตามองหญิงสาวที่ใบหน้าน่ารักน่ามอง ทว่าท่วงท่าที่กำลังแสดงออกมานั้น กลับตรงกันข้ามกับหน้าตาอย่างสิ้นเชิง
ปากคอเราะร้าย หยายคายเสียจนคีรินอยากบ่ายหน้าหนี แต่เพราะเขากำลังสงสัยว่าการตายของตวิษา ไม่แน่หรอกว่าผู้หญิงตรงหน้าคนนี้อาจเกี่ยวข้องก็ได้
“ถึงฉันจะมีปัญหากับยายนั่นหรือแม้แต่อยากจะกระโดดตบให้หน้าหันสักเท่าไหร่ แต่ฉันก็ไม่โง่พอที่จะให้ใครไปยิงกันโป้งป้างในสถานที่ที่คนเยอะๆแบบนั้นหรอก แล้วจะบอกอะไรให้นะ แทนที่คุณจะมาสงสัยคนนอกแบบพวกฉัน ไปสงสัยคนใน...จะดีกว่า หรือไม่ก็ลองส่องกระจกดูสักหน่อยก็ได้”
“คุณหมายความว่ายังไง แล้วคุณรู้อะไรมา ทำไมผมต้องส่องกระจก คุณกำลังคิดว่าผมเป็นคนฆ่าภรรยาตัวเองหรือ” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ทำไมถึงได้ลงเอยว่าเขากลายเป็นคนสังหารเจ้าสาวของตัวเอง
ผู้หญิงตรงหน้าเขา ไม่บ้าก็คงเป็นคนที่กวนประสาทที่สุดเท่าที่คีรินเคยเจอมา
“ก็…”
“ลี่ ไปกันเถอะ” อาทิตย์ที่กำลังเดินตรงมากล่าวขึ้น สายตาคมของเขามองไปยังคีรินอย่างไม่ไว้ใจ
ร่างสูงของคีรินเบี่ยงตัวให้คนทั้งคู่ก้าวขึ้นรถที่จอดรออยู่
มิลินหันมามองใบหน้าคมของคีรินด้วยแววตาที่มีบางอย่างที่คีรินไม่คิดว่าเขาจะปล่อยผ่านได้ คนพวกนี้รู้อะไร
“ท่านครับ คนของเราแจ้งว่ามือปืนคนนั้นตายแล้วครับ”
“มันตายได้ยังไง”
“คาดว่าถูกวางยาครับท่าน ตอนนี้ตำรวจเอาตัวไปชันสูตรเพิ่มเติมแล้วคงมีการขยายผลต่อไป”
ชายหนุ่มบดกรามแน่นมองท้ายรถคันหรูที่วิ่งลับหายไป
“ให้คนติดตามกลุ่มของนายอินทัชเอาไว้ มีอะไรน่าสงสัยให้มารายงานผมทันที”
“ครับท่าน”
“คุณคีรินมาคุยอะไรกับแกหรือลี่” อาทิตย์หันมาถามคนเป็นเพื่อน
“เขากำลังสงสัยว่าฉันหรืออาจจะพวกเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของยายตวิษาละมั้ง”
“ถ้าพวกเรามีส่วนเกี่ยวข้องจะเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงด้วยทำไม ไอ้อินก็ยังไม่ฟื้น”
“ก็นั่นนะสิ อีตานี่ทำไมถึงได้โง่นัก แต่ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกเพราะถ้าฉลาดก็คงไม่หลงไปแต่งงานกับยายตวิษาหรอก”
อาทิตย์ส่ายศีรษะกับคำพูดคำจาของคนเป็นเพื่อน บ่อยครั้งที่ต้องห้ามปรามกัน ทันบ้างไม่ทันบ้างก็แล้วแต่สถานการณ์
“ก็ปากแบบแกยังไงเล่า เขาถึงได้สงสัย”
“ตานั่นโง่เองต่างหาก นี่ว่าแต่เรื่องนั้นแกคิดว่ามีส่วนเกี่ยวกับการตายของยายตวิษาจริงๆหรืออาทิตย์”
อาทิตย์ถอนหายใจเหลียวมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วหันกลับมาสบตาคนเป็นเพื่อน
“คนที่ให้ข้อมูลเรื่องนี้กับคุณลุงเจตมาค่อนข้างเชื่อถือได้ และที่สำคัญฉันว่าเผลอๆคุณคีรินก็รู้เห็นด้วย”
มิลินกำหมัดแน่น
“โธ่เอ๊ย แล้วทำมาเป็นสงสัยคนอื่นกลบเกลื่อน”
“คนพวกนี้ถือว่ามีอำนาจก็มักระทำการอุกอาจ ถ้าไม่เพราะคนที่ถูกลูกหลงไปด้วยเป็นไอ้อินป่านนี้เราก็คงยังไม่รู้ว่าตวิษาไปเกี่ยวข้องอะไรทำไมถึงได้ถูกฆ่าตายแบบนี้”
“ก็ไม่น่าจะทำกันถึงขนาดนั้น หรือจะมีอะไรที่ลึกกว่านี้ที่เรายังไม่รู้”
“ก็อยู่ที่ตำรวจจะสืบกันไปได้ถึงไหน”
ยากก็ตรงนี้กระมัง เพราะทางนั้นสนับสนุนพรรคการเมืองใหญ่ แม้ทางนี้จะมีเส้นสายตำรวจ แต่หากให้คาดการณ์ อย่างไรเสียสุดท้ายก็คงจบลงตรงที่เรื่องนี้จะเลือนหายไปตามกาลเวลาเหมือนเรื่องอื่นๆ
ก็ได้แต่หวังว่า ที่คิดกันว่าคีรินจะรู้เห็นด้วยนั้นขอให้ไม่เป็นความจริง
“ฟื้นแล้วแล้วก็เพิ่งหลับไปอีกเมื่อกี้” ชายสูงวัยบิดาของอินทัชเอ่ยบอกแก่อาทิตย์กับมิลินที่เดินเข้ามาให้ห้องพักคนไข้ในช่วงเย็น
“อินรู้เรื่องคุณตวิษาหรือยังครับคุณพ่อ”
เจตน์นรงค์พยักหน้าเชื่องช้า มองบุตรชายด้วยแววตาสงสารจับใจ
“ไม่พูดไม่จาแล้วก็หลับตาสักพักก็หลับไปเลย”
“วันนี้ผมเห็นตำรวจไปหาคุณคีริน”
ชายสูงวัยพยักหน้าอย่างรับรู้ คงเพราะเขาขอให้คนเป็นเพื่อนเก่าแก่ช่วยจัดการนั่นล่ะ
“คุณลุงคิดว่าเราพอจะมีหวังเรื่องคดีนี้ไหมคะ”
ชายสูงวัยสบตาเพื่อนสนิทของบุตรชายแล้วถอนหายใจ
“ตอนนี้มือปืนคนนั้นถูกฆ่าปิดปากไปแล้ว”
อาทิตย์กับมิลินหันมองหน้ากันอย่างตกตะลึง
“ลี่ แกยุ่งหรือเปล่าไปทำงานนี้แทนฉันหน่อย” ตุลาที่หอบหิ้วอุปกรณ์ทำงานไว้เต็มสองมือ โผล่หน้าเข้มาในห้องทำงานของมิลิน
คนเป็นเพื่อนที่ขมักเขม้นอยู่กับแปลนงานเงยหน้าขึ้นแล้วขมวดคิ้ว
“ที่ไหนวะ”
ตุลายื่นเอกสารในมือไว้โต๊ะ รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการใหม่ที่เขาเพิ่งได้รับมา
“ลูกค้าอยากตกแต่งใหม่ทั้งหมด ในนั้นมีรายละเอียดที่ลูกค้าต้องการ แล้วก็ไฟล์งานส่วนหนึ่งที่ฉันทำไว้แล้ว
ส่งเข้าอีเมล์แกแล้วด้วยลองเปิดดู ตอนบ่ายสองลูกค้านัด แกไปแทนฉันที”
“แล้วแกจะไปไหน”
“ก็ลูกค้าบ้านวงรักษ์…แจ้งเข้ามาว่ามีของที่ตกแต่งหลุดร่วงลงมาหลายชิ้น ช่างเดินทางไปก่อนแล้วฉันกำลังจะตามไป”
“ชิบหายแล้วไอ้ตุล ไปจัดการเลยเอ็ง ยายคุณหนูแสนดีนั่นยิ่งไม่ยอมอะไรง่ายๆด้วย”
แค่คิดถึงความเรื่องมากของเจ้าหล่อนมิลินก็ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที มือบางก็รีบคว้าแฟ้มเอกสารอย่างรวดเร็ว
“ไปเถอะรีบๆไป เดี๋ยวงานนี้ฉันไปจัดการเอง โชคดีนะเพื่อน”
ตุลากลอกตาทำหน้าเมื่อยก่อนจะหมุนตัวจากไป
มิลินโบกมือบ้ายบายตามหลังแล้วก้มมองเอกสารในมือ ใช้เวลาไม่นานในการอ่านรายละเอียดแล้วตรงไปยังบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่ลูกค้าเคยให้บริษัทออกแบบอีกเจ้าออกแบบไว้ แต่อยากได้แบบใหม่จากเดิมเป็นอีกแบบ
ตากลมมองภาพบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังใหญ่ อย่าเรียกว่าบ้านเดี่ยวเลย ให้เรียกว่าคฤหาสน์เสียจะเหมาะกว่า เธอน่าจะเอะใจตั้งแต่อ่านขนาดของบ้านแล้ว
“แล้วบอกอยากได้แนวมินิมอล หลังใหญ่ขนาดนี้เอาอะไรมามินิมอลวะ”
“คุณผู้หญิงมาจากใกล้รุ่งดิวิลอปเม้นท์หรือเปล่าครับ”
“ใช่ค่ะ ดิฉันชื่อมิลินมาจากใกล้รุ่งดิวิลอปเม้นท์ค่ะ”
“งั้นเชิญเลยครับ ทางนี้ครับ” ชายวัยกลางคนที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าประตู เดินมาเปิดประตูบานเล็กให้มิลินก้าวเข้าไป ก่อนจะพาเดินนำเข้าไปภายในคฤหาสน์หลังใหญ่
“ท่านให้แจ้งว่าให้เวลาคุณทำงานให้เต็มที่เลยครับ นี่เป็นกุญแจบางห้องที่ไม่ได้เปิดเอาไว้ คุณไขเข้าไปได้เลยครับ”
“แล้วเจ้านายคุณล่ะคะ เห็นนัดไว้คิดว่าคงอยากมาคุยรายละเอียดด้วยเสียอีก”
“เอ...ผมไม่แน่ใจครับ เพราะเมื่อกี้ท่านขับรถเข้ามาแล้วก็กลับออกไป ท่านแจ้งไว้ว่าให้แจ้งทางใกล้รุ่งดิวิลอปเม้นท์ไว้เท่านี้ครับ”
มิลินขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวขอเข้าไปดูข้างในก่อนก็แล้วกัน ขอบคุณนะคะ”
ร่างบอบบางก้าวเข้าไปภายในตัวคฤหาสน์หลังใหญ่ ภายในตกแต่งไว้อย่างสวยงามในสไตล์ยุโรปสมัยใหม่
รายละเอียดที่เจ้าตัวต้องการไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก
แต่จากการตกแต่งเดิมที่หรูหรา โอ่อ่า เต็มไปด้วยงานบัว เสาโรมัน โคมไฟระย้าคริสตัล และเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักหนักทึบ เจ้าของบ้านกลับต้องการ “มินิมอล” โทนขาว เทา ครีม โล่ง โปร่ง และลดทอนรายละเอียดทุกอย่างลงให้เหลือเพียงเส้นสายเรียบง่าย
“จากวังยุโรปจะให้กลายเป็นคาเฟ่สแกนดิเนเวียนี่นะ...” มิลินพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
หญิงสาวเดินไล่สำรวจทีละมุม จดบันทึก วัดระยะ ถ่ายภาพประกอบ เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนก้องสะท้อนในโถงกว้างอย่างชัดเจน ทั้งบ้านเงียบเกินไปจนรู้สึกวังเวง ทั้งที่เป็นเวลากลางวันแท้ ๆ
มือบางผลักประตูห้องรับแขกด้านในสุดเข้าไป
แกร๊ก
กลิ่นบางอย่างจาง ๆ ลอยมาแตะปลายจมูก กลิ่นคล้ายไม้เก่า…ปนอะไรบางอย่างที่บอกไม่ถูก
ภายในห้องนั้นต่างจากส่วนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ผ้าม่านสีเข้มถูกปิดทึบ แสงสว่างเล็ดลอดเข้ามาเพียงเล็กน้อย บนผนังด้านหนึ่งมีกรอบรูปขนาดใหญ่แขวนเรียงกันหลายใบ
มิลินก้าวเข้าไปใกล้และชะงัก
ภาพถ่ายเหล่านั้นคือภาพงานแต่งงาน ภาพเจ้าสาวในชุดขาว…ยืนยิ้มเคียงข้างเจ้าบ่าว
คีริน
หัวใจหญิงสาวกระตุกวูบ
“บ้าเอ๊ย...” เธอพึมพำเบา ๆ
นี่มันบ้านของคีรินอย่างนั้นหรือ
แต่ในเอกสารลูกค้าไม่ได้เป็นชื่อเขานี่ เดาว่าคงใช้ชื่อใครสักคนอาจเป็นเลขาของเขา
แต่มันจะไม่บังเอิญไปหน่อยหรือ สมองในหัวเล็กเริ่มประมวลผลบางอย่าง
ไม่บังเอิญหรอก ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คีรินตั้งใจว่าจ้างใกล้รุ่งดิวิลอปเม้นท์เพื่อมาทำที่นี่โดยเฉพาะ
มิลินก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว