วิวาห์เลือด

ตอนที่ 3: ตอนที่ 3

👁️ 35 อ่าน

 ตอนที่ 3

มิลินกำลังจะอ้าปากตอบแต่ถูกมือหนาของอาทิตย์ดึงเอาไว้เพื่อปราม

“เพื่อนของผมไม่ได้หมายถึงอะไรสำคัญหรอกครับ พวกเราขอตัวไปลาคุณษาก่อน ไปกันเถอะลี่”

“ไม่ล่ะ แกจะไปก็ไปคนเดียวฉันไปรอที่รถ” มิลินกล่าวแล้วหมุนตัวออกไปจากตรงนั้น ปล่อยให้อาทิตย์ถอนหายใจแล้วเดินไปยังสถานที่ตั้งโลงศพของตวิษา

แม้ในตอนที่หญิงสาวผู้นี้มีชีวิตอยู่ ในบรรดาเพื่อนของอินทัชจะไม่ได้ใครชอบพอผู้หญิงคนนี้นัก กระนั้นเมื่อจากไปแล้วและอินทัชไม่อาจมาลาด้วยตนเองได้ ก็คิดเสียว่าเขามาลาแทนเพื่อนก็แล้วกัน

 

“เดี๋ยวคุณ”

ร่างบางชะงักหมุนตัวกลับไปมองชายหนุ่มที่ไม่ใคร่ชอบขี้หน้านักเดินตามมาจนถึงลานจอดรถของวัด

มิลินยกแขนขึ้นกอดอก เชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย

“มีอะไรไม่ทราบ”

คีรินถอนหาย มองท่วงท่าอวดของอีกฝ่ายอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ขุ่นๆที่พุ่งขึ้น ยอมรับว่าตั้งแต่เจอหญิงสาวผู้นี้ครั้งแรกตั้งในงานแต่งวันนั้น เขารู้สึกมีอารมณ์ขุ่นขึ้นมาง่ายๆเพราะผู้หญิงคนนี้แล้วหลายครั้ง

“ผมแค่อยากรู้ว่าคุณหมายถึงอะไรที่พูดเมื่อกี้ เพราะดูเหมือนว่าคุณน่าจะมีปัญหาอะไรบางอย่างกับตวิษา”

มิลินแสร้งเบิกตาโตยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆเมื่อฟังอีกฝ่ายกล่าวจบ

“นี่คุณ อย่าได้คิดลงสมัครสส.ตามคุณพ่อคุณเลยนะ เพราะโง่เง่าแบบนี้ไปรับใช้ประชาชนก็คงไร้ประโยชน์เต็มที”

คีรินหรี่ตามองหญิงสาวที่ใบหน้าน่ารักน่ามอง ทว่าท่วงท่าที่กำลังแสดงออกมานั้น กลับตรงกันข้ามกับหน้าตาอย่างสิ้นเชิง

ปากคอเราะร้าย หยายคายเสียจนคีรินอยากบ่ายหน้าหนี แต่เพราะเขากำลังสงสัยว่าการตายของตวิษา ไม่แน่หรอกว่าผู้หญิงตรงหน้าคนนี้อาจเกี่ยวข้องก็ได้

“ถึงฉันจะมีปัญหากับยายนั่นหรือแม้แต่อยากจะกระโดดตบให้หน้าหันสักเท่าไหร่ แต่ฉันก็ไม่โง่พอที่จะให้ใครไปยิงกันโป้งป้างในสถานที่ที่คนเยอะๆแบบนั้นหรอก แล้วจะบอกอะไรให้นะ แทนที่คุณจะมาสงสัยคนนอกแบบพวกฉัน ไปสงสัยคนใน...จะดีกว่า หรือไม่ก็ลองส่องกระจกดูสักหน่อยก็ได้”

“คุณหมายความว่ายังไง แล้วคุณรู้อะไรมา ทำไมผมต้องส่องกระจก คุณกำลังคิดว่าผมเป็นคนฆ่าภรรยาตัวเองหรือ” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ทำไมถึงได้ลงเอยว่าเขากลายเป็นคนสังหารเจ้าสาวของตัวเอง

ผู้หญิงตรงหน้าเขา ไม่บ้าก็คงเป็นคนที่กวนประสาทที่สุดเท่าที่คีรินเคยเจอมา

“ก็…”

“ลี่ ไปกันเถอะ” อาทิตย์ที่กำลังเดินตรงมากล่าวขึ้น สายตาคมของเขามองไปยังคีรินอย่างไม่ไว้ใจ

ร่างสูงของคีรินเบี่ยงตัวให้คนทั้งคู่ก้าวขึ้นรถที่จอดรออยู่

มิลินหันมามองใบหน้าคมของคีรินด้วยแววตาที่มีบางอย่างที่คีรินไม่คิดว่าเขาจะปล่อยผ่านได้ คนพวกนี้รู้อะไร

“ท่านครับ คนของเราแจ้งว่ามือปืนคนนั้นตายแล้วครับ”

“มันตายได้ยังไง”

“คาดว่าถูกวางยาครับท่าน ตอนนี้ตำรวจเอาตัวไปชันสูตรเพิ่มเติมแล้วคงมีการขยายผลต่อไป”

ชายหนุ่มบดกรามแน่นมองท้ายรถคันหรูที่วิ่งลับหายไป

“ให้คนติดตามกลุ่มของนายอินทัชเอาไว้ มีอะไรน่าสงสัยให้มารายงานผมทันที”

“ครับท่าน”

 

“คุณคีรินมาคุยอะไรกับแกหรือลี่” อาทิตย์หันมาถามคนเป็นเพื่อน

“เขากำลังสงสัยว่าฉันหรืออาจจะพวกเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของยายตวิษาละมั้ง”

“ถ้าพวกเรามีส่วนเกี่ยวข้องจะเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงด้วยทำไม ไอ้อินก็ยังไม่ฟื้น”

“ก็นั่นนะสิ อีตานี่ทำไมถึงได้โง่นัก แต่ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกเพราะถ้าฉลาดก็คงไม่หลงไปแต่งงานกับยายตวิษาหรอก”

อาทิตย์ส่ายศีรษะกับคำพูดคำจาของคนเป็นเพื่อน บ่อยครั้งที่ต้องห้ามปรามกัน ทันบ้างไม่ทันบ้างก็แล้วแต่สถานการณ์

“ก็ปากแบบแกยังไงเล่า เขาถึงได้สงสัย”

“ตานั่นโง่เองต่างหาก นี่ว่าแต่เรื่องนั้นแกคิดว่ามีส่วนเกี่ยวกับการตายของยายตวิษาจริงๆหรืออาทิตย์”

อาทิตย์ถอนหายใจเหลียวมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วหันกลับมาสบตาคนเป็นเพื่อน

“คนที่ให้ข้อมูลเรื่องนี้กับคุณลุงเจตมาค่อนข้างเชื่อถือได้ และที่สำคัญฉันว่าเผลอๆคุณคีรินก็รู้เห็นด้วย”

มิลินกำหมัดแน่น

“โธ่เอ๊ย แล้วทำมาเป็นสงสัยคนอื่นกลบเกลื่อน”

“คนพวกนี้ถือว่ามีอำนาจก็มักระทำการอุกอาจ ถ้าไม่เพราะคนที่ถูกลูกหลงไปด้วยเป็นไอ้อินป่านนี้เราก็คงยังไม่รู้ว่าตวิษาไปเกี่ยวข้องอะไรทำไมถึงได้ถูกฆ่าตายแบบนี้”

“ก็ไม่น่าจะทำกันถึงขนาดนั้น หรือจะมีอะไรที่ลึกกว่านี้ที่เรายังไม่รู้”

“ก็อยู่ที่ตำรวจจะสืบกันไปได้ถึงไหน”

ยากก็ตรงนี้กระมัง เพราะทางนั้นสนับสนุนพรรคการเมืองใหญ่ แม้ทางนี้จะมีเส้นสายตำรวจ แต่หากให้คาดการณ์ อย่างไรเสียสุดท้ายก็คงจบลงตรงที่เรื่องนี้จะเลือนหายไปตามกาลเวลาเหมือนเรื่องอื่นๆ

ก็ได้แต่หวังว่า ที่คิดกันว่าคีรินจะรู้เห็นด้วยนั้นขอให้ไม่เป็นความจริง

 

“ฟื้นแล้วแล้วก็เพิ่งหลับไปอีกเมื่อกี้” ชายสูงวัยบิดาของอินทัชเอ่ยบอกแก่อาทิตย์กับมิลินที่เดินเข้ามาให้ห้องพักคนไข้ในช่วงเย็น

“อินรู้เรื่องคุณตวิษาหรือยังครับคุณพ่อ”

เจตน์นรงค์พยักหน้าเชื่องช้า มองบุตรชายด้วยแววตาสงสารจับใจ

“ไม่พูดไม่จาแล้วก็หลับตาสักพักก็หลับไปเลย”

“วันนี้ผมเห็นตำรวจไปหาคุณคีริน”

ชายสูงวัยพยักหน้าอย่างรับรู้ คงเพราะเขาขอให้คนเป็นเพื่อนเก่าแก่ช่วยจัดการนั่นล่ะ

“คุณลุงคิดว่าเราพอจะมีหวังเรื่องคดีนี้ไหมคะ”

ชายสูงวัยสบตาเพื่อนสนิทของบุตรชายแล้วถอนหายใจ

“ตอนนี้มือปืนคนนั้นถูกฆ่าปิดปากไปแล้ว”

อาทิตย์กับมิลินหันมองหน้ากันอย่างตกตะลึง

 

 

“ลี่ แกยุ่งหรือเปล่าไปทำงานนี้แทนฉันหน่อย” ตุลาที่หอบหิ้วอุปกรณ์ทำงานไว้เต็มสองมือ โผล่หน้าเข้มาในห้องทำงานของมิลิน

คนเป็นเพื่อนที่ขมักเขม้นอยู่กับแปลนงานเงยหน้าขึ้นแล้วขมวดคิ้ว

“ที่ไหนวะ”

ตุลายื่นเอกสารในมือไว้โต๊ะ รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการใหม่ที่เขาเพิ่งได้รับมา

“ลูกค้าอยากตกแต่งใหม่ทั้งหมด ในนั้นมีรายละเอียดที่ลูกค้าต้องการ แล้วก็ไฟล์งานส่วนหนึ่งที่ฉันทำไว้แล้ว

ส่งเข้าอีเมล์แกแล้วด้วยลองเปิดดู ตอนบ่ายสองลูกค้านัด แกไปแทนฉันที”

“แล้วแกจะไปไหน”

“ก็ลูกค้าบ้านวงรักษ์…แจ้งเข้ามาว่ามีของที่ตกแต่งหลุดร่วงลงมาหลายชิ้น ช่างเดินทางไปก่อนแล้วฉันกำลังจะตามไป”

“ชิบหายแล้วไอ้ตุล ไปจัดการเลยเอ็ง ยายคุณหนูแสนดีนั่นยิ่งไม่ยอมอะไรง่ายๆด้วย”

แค่คิดถึงความเรื่องมากของเจ้าหล่อนมิลินก็ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที มือบางก็รีบคว้าแฟ้มเอกสารอย่างรวดเร็ว

“ไปเถอะรีบๆไป เดี๋ยวงานนี้ฉันไปจัดการเอง โชคดีนะเพื่อน”

ตุลากลอกตาทำหน้าเมื่อยก่อนจะหมุนตัวจากไป

มิลินโบกมือบ้ายบายตามหลังแล้วก้มมองเอกสารในมือ ใช้เวลาไม่นานในการอ่านรายละเอียดแล้วตรงไปยังบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่ลูกค้าเคยให้บริษัทออกแบบอีกเจ้าออกแบบไว้ แต่อยากได้แบบใหม่จากเดิมเป็นอีกแบบ

 

ตากลมมองภาพบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังใหญ่ อย่าเรียกว่าบ้านเดี่ยวเลย ให้เรียกว่าคฤหาสน์เสียจะเหมาะกว่า เธอน่าจะเอะใจตั้งแต่อ่านขนาดของบ้านแล้ว

“แล้วบอกอยากได้แนวมินิมอล หลังใหญ่ขนาดนี้เอาอะไรมามินิมอลวะ”

“คุณผู้หญิงมาจากใกล้รุ่งดิวิลอปเม้นท์หรือเปล่าครับ”

“ใช่ค่ะ ดิฉันชื่อมิลินมาจากใกล้รุ่งดิวิลอปเม้นท์ค่ะ”

“งั้นเชิญเลยครับ ทางนี้ครับ” ชายวัยกลางคนที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าประตู เดินมาเปิดประตูบานเล็กให้มิลินก้าวเข้าไป ก่อนจะพาเดินนำเข้าไปภายในคฤหาสน์หลังใหญ่

“ท่านให้แจ้งว่าให้เวลาคุณทำงานให้เต็มที่เลยครับ นี่เป็นกุญแจบางห้องที่ไม่ได้เปิดเอาไว้ คุณไขเข้าไปได้เลยครับ”

“แล้วเจ้านายคุณล่ะคะ เห็นนัดไว้คิดว่าคงอยากมาคุยรายละเอียดด้วยเสียอีก”

“เอ...ผมไม่แน่ใจครับ เพราะเมื่อกี้ท่านขับรถเข้ามาแล้วก็กลับออกไป ท่านแจ้งไว้ว่าให้แจ้งทางใกล้รุ่งดิวิลอปเม้นท์ไว้เท่านี้ครับ”

มิลินขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวขอเข้าไปดูข้างในก่อนก็แล้วกัน ขอบคุณนะคะ”

ร่างบอบบางก้าวเข้าไปภายในตัวคฤหาสน์หลังใหญ่ ภายในตกแต่งไว้อย่างสวยงามในสไตล์ยุโรปสมัยใหม่

รายละเอียดที่เจ้าตัวต้องการไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก

แต่จากการตกแต่งเดิมที่หรูหรา โอ่อ่า เต็มไปด้วยงานบัว เสาโรมัน โคมไฟระย้าคริสตัล และเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักหนักทึบ เจ้าของบ้านกลับต้องการ “มินิมอล” โทนขาว เทา ครีม โล่ง โปร่ง และลดทอนรายละเอียดทุกอย่างลงให้เหลือเพียงเส้นสายเรียบง่าย

“จากวังยุโรปจะให้กลายเป็นคาเฟ่สแกนดิเนเวียนี่นะ...” มิลินพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

หญิงสาวเดินไล่สำรวจทีละมุม จดบันทึก วัดระยะ ถ่ายภาพประกอบ เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนก้องสะท้อนในโถงกว้างอย่างชัดเจน ทั้งบ้านเงียบเกินไปจนรู้สึกวังเวง ทั้งที่เป็นเวลากลางวันแท้ ๆ

มือบางผลักประตูห้องรับแขกด้านในสุดเข้าไป

แกร๊ก

กลิ่นบางอย่างจาง ๆ ลอยมาแตะปลายจมูก กลิ่นคล้ายไม้เก่า…ปนอะไรบางอย่างที่บอกไม่ถูก

ภายในห้องนั้นต่างจากส่วนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ผ้าม่านสีเข้มถูกปิดทึบ แสงสว่างเล็ดลอดเข้ามาเพียงเล็กน้อย บนผนังด้านหนึ่งมีกรอบรูปขนาดใหญ่แขวนเรียงกันหลายใบ

มิลินก้าวเข้าไปใกล้และชะงัก

ภาพถ่ายเหล่านั้นคือภาพงานแต่งงาน ภาพเจ้าสาวในชุดขาว…ยืนยิ้มเคียงข้างเจ้าบ่าว

คีริน

หัวใจหญิงสาวกระตุกวูบ

“บ้าเอ๊ย...” เธอพึมพำเบา ๆ

นี่มันบ้านของคีรินอย่างนั้นหรือ

แต่ในเอกสารลูกค้าไม่ได้เป็นชื่อเขานี่ เดาว่าคงใช้ชื่อใครสักคนอาจเป็นเลขาของเขา

แต่มันจะไม่บังเอิญไปหน่อยหรือ สมองในหัวเล็กเริ่มประมวลผลบางอย่าง

ไม่บังเอิญหรอก ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คีรินตั้งใจว่าจ้างใกล้รุ่งดิวิลอปเม้นท์เพื่อมาทำที่นี่โดยเฉพาะ

มิลินก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!