ตอนที่ 1
“ไอ้อินเอ็งแน่ใจแล้วเหรอวะว่าจะเข้าไปจริงๆ”
ภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมชื่อดังใจกลางกรุง งานมงคลสมรสของบุตรชายอดีตสส.ชื่อดังกับดาราสาวที่กำลังเป็นดาวรุ่ง และอดีตเคยเป็นคนรักของ...อินทัช
ชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปีในชุดสูทกับเน็กไทสีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึม เบื้องหลังของเขาคือกลุ่มเพื่อนสนิทที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย
ตุลาเดินเข้าไปแตะไหล่คนเป็นเพื่อน
“งั้นก็ให้ไอ้ลี่มันเข้าไปด้วย ถ้าพวกข้าควงเอ็งเข้าไปมันก็กระไรอยู่”
“อืม อย่าเข้าไปคนเดียวเลย” อาทิตย์เอ่ยสำทับ ผลักไหล่บางของมิลินให้เดินไปยืนเคียงข้างอินทัชเบาๆ
มิลินที่กอดอกมองกลุ่มเพื่อนที่กำลังออกความคิดเห็นกันอย่างเคร่งเครียด หงุดหงิดเล็กน้อยที่โดนตุลายัดเยียดให้ใส่ชุดราตรีสีดำเปลือยไหล่ ถึงจะไม่ได้ดูโป๊อะไร แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ใส่ชุดแบบนี้ในชีวิตประจำวันก็ให้รู้สึกไม่มั่นใจ
อินทัชเหลือบใบหน้ายุ่งๆของคนเป็นเพื่อนด้วยแววตาเรียบนิ่ง หากเป็นเวลาปกติเขาคงขำขันกับท่าทางเก้งก้างของมิลินอยู่หรอก
แต่ในเวลานี้อินทัชรู้ดีว่าจิตใจและความรู้สึกของเขามันทั้งเคร่งเครียดและไม่มั่นคงอย่างไรไม่รู้
“ไอ้ลี่โทรศัพท์น่ะเอาออกมาถือไว้เลย กระเป๋าแค่ถือไว้สวยๆก็พอ เกิดอะไรไม่ชอบมาพากลรีบโทรหาพวกฉันทันที”
มิลินถอนหายใจแรง ก็ถ้าจะเกิดอะไรจนต้องวิ่ง เธอจะบาดเจ็ยหรือตายเป็นคนแรกเพราะส้นสูงปลายแหลมนี่ล่ะ
“แกให้คนที่ใส่ส้นสูงปรี๊ดแบบฉันไปเป็นบอดีการ์ดไอ้อินเนี่ยนะ”
“ไม่ได้ให้เป็นบอดีการ์ดแค่ให้เดินไปเป็นเพื่อนมัน” ตุลาว่าหน้าตาย
“ลี่ไม่ต้องเข้าไปหรอก ฉันไปคนเดียวได้” เสียงทุ้มของคนตัวสูงข้างกายทำให้มิลินหุบปากที่กำลังจะเอ่ยเถียงตุลา
มิลินเหลือบตามองใบหน้าเรียบนิ่งของคนเป็นเพื่อนแล้วก็โหวงในใจ สงสารก็สงสาร แต่อีกใจก็นึกหมั่นไส้
จะอาลัยอาวรอะไรยายนั่นนักหนาก็ไม่รู้ถึงได้ต้องมางานแต่งนี่
แต่ถึงแม้จะคิดแบบนั้นมิลินก็สอดแขนเข้าไปเกาะแขนแกร่งของคนเป็นเพื่อนไว้แล้วรั้งให้ออกเดินไปด้วยกัน โดยมีตุลากับอาทิตย์พยักหน้าให้แก่กัน แล้วเดินไปนั่งรอในล็อบบี้ของโรงแรมที่เดินแยกไปอีกฝั่ง
“น่าจะมีพวงหรีดมาด้วย” มิลินบ่นพึมพำ เหลือบมองใบหน้าคร้ามคมของคนเป็นเพื่อนแล้วก็ได้ต้องฉีกยิ้มแหย
“จ้าจ้ะ ฮาร์ดคอร์ไม่ได้ ไม่ได้ก็ไม่น่าจะชวนมาแต่แรก” ใบหน้าเรียวเล็กหันไปพึมพำกับตัวเองอีกทาง
คนอย่างตวิษาที่พอเห็นแหล่งเกาะที่ดีกว่าก็เฉดหัวคนอื่นทิ้งควรจะโดนให้หนัก จะมาแค่ร่วมงานแต่งใส่แค่ชุดดำน่ะอนุบาลมาก
แต่จะทำอะไรได้เล่าคนเจ็บแค้นจริงๆมันไม่ใช่เธอ แต่คือเพื่อนสนิทตัวสูงที่กำลังทำหน้าเคร่ง ตาแดงๆนี่ต่างหาก นึกแล้วก็ปวดแปลบในใจแทนอินทัชทุกครั้งที่คิดถึงภาพวันที่คนเป็นเพื่อนถูกบอกเลิก
เสียแรงจริงๆที่อินทัชอุตส่าห์รักคนแบบตวิษา
มิลินรู้สึกได้ถึงรังสีที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวคนเป็นเพื่อน ยิ่งก้าวเข้าไปใกล้คู่บ่าวสาวที่ยืนเคียงคู่กันมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความเครียด มือบางจับแขนแกร่งไว้แน่นจนไม่รู้ตัวหากคนที่รู้ตัวจนต้องก้มลงมองกลับกลายเป็นอินทัชแทน แววตากร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนไป มือหนายกขึ้นแตะหลังมือบางไว้
“อิน...”
ตวิษาเจ้าสาวแสนสวยในค่ำคืนนี้จะรู้ตัวหรือเปล่าว่าเสียงที่เอ่ยเรียกชื่อของอินทัชนั้นช่างกระทบใจคนฟังหลายคนเหลือเกิน
โดยเฉพาะเจ้าบ่าวที่ยืนเคียงข้างกันและรู้เรื่องราวทุกอย่างก่อนหน้านี้เป็นอย่างดี
รู้แล้วยังมีหน้าแย่งของของชาวบ้านไปอีก คนอะไร๊หน้าไม่มียางอายเอาเสียเลย มิลินได้แต่คิดอย่างขุ่นเคือง มองใบหน้าหล่อเหลาคีรินเจ้าบ่าวที่หล่อเหลาไม่แพ้อินทัช แต่คีรินนั้นมีร่างที่ดูจะบึกบึนกว่าอินทัชเล็กน้อย “ขอบคุณนะคะอินที่มา” เสียงหวานเอ่ยกับอินทัช ดวงตาคู่หวานไม่ละสายตาไปจากใบหน้าของคนรักเก่าเลยสักนิด
“กล้าเชิญก็ต้องกล้ามาอยู่แล้ว” เสียงสะบัดอย่างอดไม่ได้ของมิลินเอ่ยขึ้นไม่ดังนัก หากคนที่ยืนอยู่บริเวณนั้นก็ได้ยินกันถ้วนหน้า ตากลมของมิลินมองเจ้าสาวอย่างดูแคลน
“คุณเชิญมาเหรอษา” เสียงของเจ้าบ่าวกร้าวเล็กน้อย หากนั่นกำลังทำให้มิลินรู้สึกพอใจขึ้นมาไม่น้อยที่การปรากฎกายของอินทัชในค่ำคืนนี้อาจทำให้คนพวกนี้ไม่มีความสุขบ้างล่ะ
ตวิษาหันไปมองเจ้าบ่าวแล้วพยักหน้า แม้จะเห็นความไม่พอใจในดวงตาคู่นั้นของคนรักแต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
“ยินดีด้วยนะ” เสียงทุ้มนุ่มของอินทัชเอ่ยขึ้น มองมือบางของอดีตคนรักที่ถูกเจ้าบ่าวของค่ำคืนนี้จับไว้ด้วยหัวใจที่ร้าวราน
“ขอบคุณนะอิน ขอบคุณจริงๆ”
มิลินเบะปาก ใครจะซาบซึ้งกับน้ำเสียงสั่นๆของยายนี่ก็ซาบซึ้งไปเหอะ เธอคนหนึ่งล่ะที่ซึ้งไม่ลง
แปลกใจจริงๆที่อินทัชทนคบหามาได้ตั้งนาน แถมยังได้แต่งงานกับหนุ่มหล่อเหลาร่ำรวยอย่างคีริน
“ผมขอบคุณนะที่พวกคุณสองคนอุตส่าห์มาแสดงความยินดี แต่จะเป็นเกียรติมากถ้าพวกคุณจะไม่เข้าไปในงานแล้วสร้างความแตกตื่นโดยการแต่งชุด...ดำ แบบนี้” เจ้าบ่าวกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบกระนั้นก็ยังจับได้ถึงความถือตัว ดวงตาคู่คมสบตาหนุ่มสาวที่มองมาด้วยแววตาต่างอารมณ์
ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาแม้ดวงตาจะยังโศกเศร้าอย่างเห็นได้ชัด ทว่าเจ้าตัวก็ยังคงไว้ด้วยท่าทีที่สงบสุขุม
ผิดกันหญิงสาวที่ควงคู่มาด้วยกัน ดูแก่นกล้าท้าชนและพร้อมเอาเรื่องตลอดเวลา
คีรินขมวดคิ้วเมื่อดวงตากลมโตที่สบมาถลึงกร้าว เชิดใบหน้าขึ้นอย่างท้าทาย
ชายหนุ่มหรี่ตาลงอย่างไม่ไว้ใจ
“แต่ฉันหิวว่ะอิน ขอเข้าไปหาอะไรกินข้างในหน่อยนะ” ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ
ทันทีที่มือบางปล่อยจากแขนคนเป็นเพื่อน หญิงสาวใช้สองมือจับกระโปรงให้ยกขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้เดินเหินได้สะดวกยิ่งขึ้น หากเดินไปได้เพียงแค่ก้าวเดียว แขนเรียวถูกจับไว้ด้วยมือหนา หันขวับไปเพราะนึกว่าเป็นอินทัช แต่กลับกลายเป็นมือของคีรินไปเสียได้
“อะไรกันคู๊น แค่ของกินก็หวงหรือไง เป็นถึงลูกชายอดีตสส.ใหญ่ ใจกว้างๆหน่อยสิ”
“ผมไม่ได้หวงของกิน แต่การที่พวกคุณแต่งชุดดำมาก็รู้ถึงจุดประสงค์อยู่แล้วผมคงไม่สะดวกให้พวกคุณเข้าไปปั่นป่วนข้างใน” คีรินกวาดสายตาไปรอบๆเมื่อแขกเหรื่อคนอื่นๆเริ่มหยุดมอง เขาบดกรามแน่นเมื่อเห็นความดื้อดึงภายใต้ใบหน้าเรียวเล็กจิ้มลิ้มที่แต่งหน้าไว้อ่อนๆ
“นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้วคุณ เรียนจบตั้งเมืองนอกเมืองนา ที่อเมริกาไม่เคยเห็นคนใส่ชุดดำไปงานแต่งหรือไง” มิลินลอยหน้าขึ้นกล่าวพลางส่งยิ้มหยันบางเบา
ยิ่งเห็นอีกฝ่ายบดกรามแน่นจนเป็นสันนูนเธอยิ่งชอบใจ หากก็ต้องทำหน้าหงิกเมื่อมือหนาของอินทัชจับแขนของเธอให้หลุดออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“กลับกันเถอะลี่”
“แต่ฉันหิวขอกินก่อนไม่ได้หรือไง”
“ค่อยกลับไปกินที่บ้าน” เพราะรู้ดีว่าคนเป็นเพื่อนเพียงต้องการกวนประสาท มือหนาของอินทัชจึงออกแรงดึงให้คนเป็นเพื่อนเดินตาม หากไม่วายก็ยังได้ยินเสียงพึมพำจากมิลิน
“ฝากไว้ก่อนเถอะ มีโอกาสเมื่อไหร่ฉันจะกินหัวคุณแทนอาหาร” หญิงสาวกัดฟันขณะที่เดินผ่านแล้วเฉียดอกของเจ้าบ่าวในค่ำคืนนี้ไป ไม่วายหันกลับมาสบตาคมด้วยตาขุ่นขวางแถมยังมองเลยไปยังเจ้าสาวสวยหวานที่แสดงเก่งทั้งในจอและนอกจอ
“บังอาจทำเพื่อนฉันเสียใจ ระวังตัวไว้ดีๆก็แล้วกันยายนางเอกแอ๊บแบ๊ว”
ปัง!!
ปัง! ปัง!!
“กรีดดดดด”
เสียงปืนที่ดังสนั่นหวั่นไหวกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณนั้น ร่างบอบบางของมิลินถูกคว้าให้หมอบลงกับพื้นพรมอย่างรวดเร็ว สองมือยกขึ้นปิดหูปิดตา
เสียงโหวกเหวกตะโกนก้อง พร้อมกับทั้งเสียงฝีท้าว ข้าวของถูกชนจนล้มจากใครต่อใครดังขึ้นจนสับสนไปหมด
“ลี่ แกเป็นไรตรงไหนหรือเปล่า ลี่” ไหล่บางถูกเขย่าเบาๆ
เจ้าตัวที่เหมือนจะได้สติหากกายยังสั่นสะท้านเพราะความกลัวลืมตาขึ้น ใครต่อใครวิ่งสวนกันไปมาจนเวียนหัว ใบหน้าของอินทัชอยู่ไม่ไกล เม็ดเหงื่อผุดพราวบนใบหน้าของคนเป็นเพื่อน กลิ่นบางอย่างเริ่มลอยมาแตะจมูก
มิลินขมวดคิ้ว กลิ่นเลือด
“เรียกรถพยาบาล! เรียกรถพยาบาลให้ที”