4
อักษรานั่งมองไปรอบ ๆ ห้องนอนหรูหราที่กินพื้นที่กว้างขวางกว่าคอนโดที่เธอซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงหลายเท่าเท่าตัว
คิ้วเรียวสวยยังคงขมวดมุ่น รู้สึกมืดแปดด้านกับสถานการณ์ในตอนนี้
ประตูห้องถูกเคาะเบา ๆ อักษราเดินไปเปิด เป็นอธิปที่ยืนอยู่หน้าห้อง
“อาหารเย็นพร้อมแล้วครับ”
“ฉันยังไม่หิว เชิญพวกคุณทานกันไปก่อนเลยค่ะ” อักษราทำท่าจะปิดประตูลงอีกครั้ง ไม่นึกอยากเสวนากับใครในตอนนี้ทั้งนั้น
“เดี๋ยวครับคุณอักษรา”
“คะ”
“พวกผมทานเรียบร้อยแล้วครับ ส่วนของคุณอักษรามีแม่บ้านทำมาส่งไว้ให้แล้วครับ”
“แล้วเจ้านายของพวกคุณละ”
“ท่านออกไปทำธุระข้างนอกครับกว่าจะกลับคงดึก”
อักษรายอมออกมานั่งรับประทานอาหารเงียบ ๆ คนเดียว อธิปนั้นปักหลักอยู่ในห้องรับแขก เพนท์เฮ้าส์ของศดิศเป็นเพนท์เฮ้าส์สองชั้น กินพื้นที่อาคารชั้นบนสุดทั้งชั้น แถมยังตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านเศรษฐกิจ
อักษราไม่ได้สำรวจอะไรมาก เธอถูกพามายังห้องพักรับรองแขกชั้นล่าง รอไม่นานกระเป๋าที่เธอพาไปหัวหินก็มาส่งถึงห้องพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่อีกใบ
คำบอกกล่าวจากอธิปคือ ด้านในกระเป๋าใบใหญ่อีกใบนั้นเป็นพวกเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้อื่น ๆ สำหรับอักษราที่ยังต้องพักอยู่ที่นี่สักระยะ
ศดิศให้แม่บ้านที่มาทำงานประจำที่เพนท์เฮ้าส์ไปจัดการหาซื้อมาให้
หญิงสาวได้แต่มองสิ่งของเหล่านั้นด้วยแววตาหนักใจ เธอจะต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปกี่วัน ไหนจะงานที่ต้องกลับไปทำในอีกสามวันนี้อีก
แค่คิดอักษราก็พาลให้กินอะไรไม่ลงไปเสียดื้อ ๆ หากก็ยังดีที่ชีวิตอักษราไม่ได้มีครอบครัวหรือญาติที่ไหนให้ต้องพะวง เธอเป็นลูกคนเดียว พ่อกับแม่ของเธอนั้นเสียชีวิตไปแล้วพร้อมกันด้วยอุบัติเหตุเมื่อเกือบสิบปีก่อน อักษราใช้ชีวิตตัวคนเดียวมานานจนเคยชิน เธอมีแค่เพื่อนสนิทคนหนึ่งที่อยู่อังกฤษ แต่ขานั้นนานครั้งจะกลับไทยเพราะมีคนรักอยู่ที่นั่น ส่วนอีกคนที่พอจะฝากผีฝากไข้ได้บ้างก็เห็นจะมีภามเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทอีกคนของเธอ
อักษราไม่ได้เจอกับศดิศเลยตลอดระยะเวลาสองวันที่ผ่านมา มีเพียงคนของเขาอธิปกับกรณ์ที่เธอพอจะคุ้นเคยกับคนอื่น ๆ อีกสองสามคนที่ผลัดเปลี่ยนกับมาเฝ้าที่เพนท์เฮ้าส์
แต่วันนี้เธอจะต้องรอเจอศดิศให้ได้ เพราะพรุ่งนี้เธอจะต้องกลับไปทำงานตามปกติแล้ว จะให้เก็บตัวแบบไม่รู้วันรู้คืนแบบนี้ไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี
และเหมือนศดิศเองก็เป็นใจ เพราะร่างสูงกำลังเดินลงมาจากชั้นสองหลังจากที่เขากลับมาจากข้างนอก เธอรอเวลาให้ชายหนุ่มเดินกลับลงมาจึงออกมานั่งรอ
เขาเองก็มองมายังเธอด้วยแววตาราบเรียบ
ศดิศเดินมานั่งบนโซฟาตัวเดียวกับเธอ
“ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณค่ะ”
ศดิศพยักหน้า
“ว่ามาสิ”
“พรุ่งนี้ฉันคงต้องกลับไปทำงานแล้ว คงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้วนะคะ”
คราวนี้ใบหน้าคมสันหันมาสบตาเธอ แวบหนึ่งเธอมองเห็นความแปลกใจผ่านดวงตาคู่คมทว่าเพียงแวบเดียวเท่านั้นก็จางหายไป
“เราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือ ว่าคุณจะอยู่ที่นี่จนกว่าผมจะจัดการเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อย”
“คุณศดิศ ฉันกำลังคิดว่าเรื่องนี้มันดูไม่มีจุดจบ ไม่มีใครรู้ว่าคุณจัดการคนร้ายได้เมื่อไหร่ คุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ไม่ใช่ว่าชั้นไม่เชื่อใจฝีมือคุณ แต่ฉันมีความจำเป็นต้องกลับไปทำงาน”
“ผมไม่ได้ห้ามไม่ให้คุณไปทำงาน”
“แต่…”
เขาเลิกคิ้วสูง
อักษราขมวดคิ้วเริ่มไม่เข้าใจจุดประสงค์ของเขา
“คุณจะไปทำงานก็ไป เพียงแต่ต้องกลับมาพักที่นี่ คอนโดของคุณตอนนี้ไม่ปลอดภัย”
“คอนโดของฉันมีรปภ.ยี่สิบสี่ชั่วโมงและต้องมีคีการ์ดระบุชั้นเท่านั้นถึงจะขึ้นไปได้นะคะ ฉันว่าอย่างน้อยก็กรองความปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง”
ศดิสถอนหายใจ เขาพยักหน้ามองเลยไปด้านหลัง ตอนนั้นเองที่อักษรามองตามแล้วเห็นกรณ์ยืนอยู่ด้านหลัง
กรณ์ยื่นโทรศัพท์ของเขาให้เธอ
หญิงสาวรับมาแล้วมองภาพที่เขาเปิดไว้ เท่านั้นเองอักษราก็เบิกตากว้าง ยกมือปิดปากกลั้นเสียงหวีดของตัวเอง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ ห้องของฉันทำเป็นแบบนี้”
“อธิปจะพาคุณกลับห้องของคุณวันนี้ คุณลองกลับไปเช็คว่าอะไรหายไปบ้าง แต่เท่าที่คนของผมตรวจดูข้างในของมีค่าไม่ได้มีอะไรเสียหาย หรือถ้าคุณอยากแจ้งความด้วยอธิปจะเป็นคนพาคุณไป”
อักษรากำลังรู้สึกโกรธ แต่เธอไม่รู้ว่ากำลังโกรธอะไรกันแน่ โกรธคนร้ายพวกนั้นที่บังอาจมาแตะต้องของในห้องของเธอ หรือโกรธศดิศตัวต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องมาเจอเรื่องราวพวกนี้ หรืออักษรากำลังโกรธตัวเองที่ดันไปช่วยชีวิตเขาในวันนั้น
“ผมขอโทษที่ทำให้คุณต้องมาเจอเรื่องเป็นแบบนี้ แต่ตราบใดที่ผมดูแลคุณอยู่ ผมสัญญาว่าจะไม่ให้อันตรายเกิดขึ้นกับคุณ” ศดิศไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอ่านสิ่งใด แต่เพราะใบหน้านวลกำลังแดงก่ำขึ้นเล็กน้อยนั้น เขาจึงเดาเอาว่าอีกฝ่ายคงกำลังนึกโกรธเขาอยู่เป็นแน่
หากสิ่งที่เขาทำได้คือดูแลสวัสดิภาพของอีกฝ่ายไม่ให้ได้รับอันตราย แต่ทั้งนี้อักษราเองก็ต้องให้ความร่วมมือกับเข้าด้วย
“คนพวกนั้นต้องการอะไรจากฉันกันคะ”
นั่นเป็นสิ่งที่ศดิศเองก็อยากรู้คำตอบ เขาไม่เข้าใจว่าพวกมันต้องการอะไรจากอักษรา
ตอนนี้เขาคิดว่าพวกมันคงรู้แล้วว่าอักษราอยู่ในความดูแลของเขาและถ้าพวกมันฉลาดพอมันคงไม่กล้าเข้ามาแหยมเขาถึงในรัง
“ผมจะหาคำตอบให้คุณและก็จัดการให้เร็วที่สุด”
อักษราเก็บข้าวของบางส่วนที่จำเป็น พวกอุปกรณ์ทำงานต่าง ๆ ของเธอเสียส่วนใหญ่แล้วหลังจากนั้นก็ให้อธิปพาไปยังสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความ
แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่อักษราอยากทำเป็นที่สุด ยังไงเสียเธอก็ยังอยากหวังพึ่งพากฎหมายให้จัดการคนเหล่านี้
พวกมันกล้าดียังไงถึงค้นห้องเธอถึงสองครั้งสองคราว
คำตอบอาจจะเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่คิด เมื่ออยู่ดีดี อธิปก็เร่งความเร็วของรถจนคนที่นั่งจมอยู่กับความคิดข้างหลังรู้สึกตัว หญิงสาวขยับตัวชะโงกไปหาอธิปด้านหน้า
อีกฝ่ายเหลือบมองกระจกมองหลัง กับด้านข้างแล้วเร่งความเร็วเพิ่มขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นคะคุณอธิป”
อธิปบดกรามแน่น
“มีคนตามเรามาครับ ผมเห็นผิดปกติตั้งแต่มันจอดรอเราที่คอนโดของคุณอักษราแล้วครับ”
อักษราเหลียวไปมองด้านหลัง รถยนต์ซีดานสีดำกำลังขับตามมาด้วยความเร็วสูงเช่นกัน
“มันขับแซงขึ้นมาแล้วคุณอธิป” อักษรามองรถยนต์คันสีดำที่ขับแซงขึ้นมาจนเกือบคู่กันด้วยแววตาตระหนก
ตอนนั้นเองเธอเห็นกระจกฝั่งผู้โดยสารถูกเลื่อนลง ปลายกระบอกปืนสั้นสีดำเงาวับโผล่มา เสียงปืนไม่ได้ดังเหมือนในละคร ความเร็วของมันไม่ได้ทำให้เธอเห็นกระสุน ทว่าอธิปนั้นแตะเบรครวดเร็วจนตัวรถเบรคอย่างกระทันหัน แรงเบรคทำให้รถสะบัดหมุน หญิงสาวหวีดร้องเสียงหลง ศรีษะที่ไม่ทันได้ระวังชนกระจกรถด้านข้างจนเจ็บร้าวมึนไปทั้งศรีษะ
อักษราแทบจะไม่รับรู้ว่ารถพลิกคว่ำพลิกหงายไปทางไหนหรือชนกับอะไรหรือไม่ รู้เพียงว่าเลือดเหนียวกำลังไหลลงจนเข้าตา หญิงสาวเช็ดมันออก พร้อมกับรู้สึกเย็นเยียบตรงขมับด้านซ้าย
ทันทีที่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร อักษราก็เบิกตากว้างใจหายวาบ
“ลงมา” เสียงกร้าวจากคนที่เอาปืนจ่อหัวเธอกระชากแขนเรียวเล็กให้ลงจากรถ
หญิงสาวอยากหันไปเรียกอธิปทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายจะแน่นิ่งอยู่กับพวงมาลัย กระจกด้านคนขับแตกร้าวจนน่ากลัว
อักษราหันมองซ้ายขวา ถนนเส้นนี้พลุกพล่านพอสมควร ทว่าน่าแปลกเหลือเกินที่เธอไม่เห็นรถคันไหนหยุดเพื่อให้ความช่วยเหลือ หรือเพราะรถที่เธอคิดว่าหมุนคว้างเมื่อกี้ มันไม่ได้หมุนอย่างที่คิด เพราะรถที่เธอนั่งมาจอดสนิทบนไหล่ทางของถนน
อักษราถูกพามาขึ้นรถอีกคันที่จอดรออยู่ก่อนแล้ว ใจเต้นระทึกมือไม้สั่นด้วยความกลัว เธอแทบไม่สนใจความเจ็บร้าวไปทั้งศีรษะของตัวเอง สมองตอนนี้เพียงคิดว่าพวกมันเป็นใคร ต้องการอะไร จะฆ่าเธอหรือไม่ แล้วอักษราจะหนีออกไปได้อย่างไร
“พวกคุณเป็นใครแล้วจะพาฉันไปไหน”
“หุบปาก ถ้ายังไม่อยากตายตอนนี้ ไอ้สนเอาผ้าปิดปากปิดตานังนี่ไว้ มัดมือมันไว้ด้วย”
อักษราไม่ได้ดิ้นรนขัดขืน เพราะรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์เธอสู้อะไรพวกมันตอนนี้ไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะมีเวลาให้สำรวจพวกมันก่อนจะถูกปิดปากปิดตา เธอจึงเห็นหน้าพวกมันทั้งสามคนชัดเจนก่อนจะถูกความมืดมิดเข้าแทนที่ และอักษราก็มั่นใจว่าไม่เคยรู้จักพวกมันมาก่อน