ตอนที่ 2
ร่างระหงกำลังก้าวเท้าไปบนเส้นทางสายเล็กๆที่ทอดยาวไปสู่แม่น้ำโพกาอีกไม่ไกล แม่น้ำสายสำคัญของหัวเมืองตะวันออก ตรงนั้นมีท่าเรือสำหรับขนส่งสินค้า ริมแม่น้ำนั้นยังมีตลาดเล็กๆอีกแห่งหนึ่งสำหรับพวกของสดอีกด้วย
วันนี้อากาศเริ่มเย็นลงกว่าเดิมแล้ว แม้ตอนนี้จะเป็นบ่ายแก่ๆแล้วก็ตาม เสื้อผ้าที่ใส่จำต้องหนาขึ้นตามแถมยังสร้างความอึดอัดให้แก่เจ้าตัวที่ต้องทำตัวโลดโผนไปมาอีกด้วย
ทว่าบรรยากาศแมกม้ายริมทาง เสียงนกกาที่ขับร้องยังพอสร้างความสำราญใจให้เจ้าตัวได้บ้าง ซูยาไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าน้ำเสียงทุ้มชวนฟังทว่ากลับเยาะเย้ยถากถางยังคงดังก้องในโสตประสาทซูยาแม้จะผ่านเหตุการณ์ปะทะกันมาแล้วหลายวัน เพียงแค่ใบหน้าและน้ำเสียงของปันตีโผล่เข้ามาในหัว ซูยาก็นึกอยากตีกอกชกลมให้ภาพเหล่านั้นหายไป
ตุบ!ควับ!
เสียงบางอย่างดังลอดมาตามสายลม เท้าเล็กชะงักแล้วเงี่ยหูฟัง
“อ้าก”
“อย่าอยู่เลยเอ็ง”
ซูยาเอียงคอ หันมองไปตามที่มาของเสียง หลังแมกม้ายพวกนั้นมีป่าไผ่ ลึกเข้าไปข้างในเป็นป่าทึบที่ไม่ค่อยมีคนเข้าไปนักหากไม่จำเป็นหรือไม่ชำนาญทาง หากเดินเท้าต่อเข้าไปอีกหน่อยยังเป็นเขตแดนของเพื่อนบ้าน
ไม่ระวังตัวก็อาจเกินการปะทะเอาได้ง่ายๆ แต่เสียงที่ว่านี้น่าจะอยู่ไม่ไกลเกินป่าไผ่
ซูยาก้าวเท้าเบาไปตามที่มาของเสียง ยังแว่วได้ยินเสียงประดาบดังแทรกมาอีกด้วย
ตรงนั้นมีต้นไม้ใหญ่กับพุ่มไม้หลายพุ่มติดกันให้ หญิงสาวแทรกตัวเข้าไปแล้วย่อตัวนั่งลง
“โอ๊ย”
ควับ!
ซูยาโผล่ส่องสายตาผ่านกิ่งไม้ใบไม้ที่บดบังแล้วต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นได้ชัดเจนว่าชายหนุ่มร่างสูงที่อยู่กลางวงล้อมของชายชุดดำกว่าหกคนนั้นคือปันตี เขาไม่ได้อยู่ในชุดทหารดังเช่นทุกครั้ง แต่อยู่ในชุดแปลกตาคล้ายชุดของคนที่เพิ่งลุกจากที่นอน
ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ ในมือของเขามีเพียงดาบที่ปลายหักไปแล้ว สภาพสะบักสะบอมขนาดนั้น มีเพียงอย่างเดียวสำหรับปันตีในสถานการณ์นี้คือ ความตาย
ดูท่าทางชายชุดดำพวกนั้นน่าจะกำลังหวังชีวิตเขามากกว่าจะแค่ทำให้บาดเจ็บ ดูจากการฟาดฟันลงมาอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ปันตีก็มีฝีมือพอตัว เขาหลบเลี่ยงต่อสู้ กระนั้นก็ยังได้เห็นบาดแผลและเลือดตามตัว
ซูยาเม้มริมฝีปากแน่น เอื้อมมือลงไปยังซอกรองเท้าข้างซ้ายดึงมีดเล่มเล็กออกมา สองนิ้วคีบด้ามมีดไม้เอาไว้มั่น ตากลมจับจ้องแผ่นหลังของพวกมันไว้แล้วคว้างของไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ทว่าไม่ใช่กลางหลังหากเป็นกลางหน้าผากของคนที่เงื้อดาบขึ้นเพื่อฟาดลงมายังปันตี
ชายชุดดำหงายหลังลงกับพื้นกระตุกเฮือกสองสามครั้งแล้วแน่นิ่งไปทันที
ยังไม่มีใครเห็นที่มาของมีดเล่มเล็กนั้น ซูยาไม่อาจปรากฎตัวแล้วสู้อย่างซึ่งหน้าได้ นึกโมโหตัวเองเล็กน้อยที่วันนี้ดันพกมีดเล็กมาแค่สองเล่ม ถูกใช้ไปแล้วเล่มหนึ่ง อีกเล่มที่ยังอยู่ในมือ แถมยังไม่เคยคิดจะเรียนรู้การใช้ดาบมาก่อน
เสียงต่อสู้ดังขึ้นอีกครั้งทำให้ซูยาเหงื่อตก ไม่มีทางที่ปันตีจะสู้พวกมันได้แน่ๆ หนำซ้ำคนพวกนั้นยังดูระวังตัวมากขึ้นอีกต่างหาก
ซูยาไม่มีทางเลือก หญิงสาวสูดลมหายใจหนักๆแล้วชะโงกใบหน้าออกมาเล็กน้อย เล็งชายชุดดำที่ดูจะแข็งแรงมากที่สุดแล้วขว้างมีดออกไปทันทีอย่างไม่ลังเล
ทันทีมีดปักลงกลางหลังศรีษะชายผู้นั้นก็ร่วงลงกับพื้น ความโกลาหลเริ่มขึ้นพวกมันเริ่มส่งสายตาให้แก่กันอย่างระแวดระวัง
เสียงลมที่พัดกิ่งไผ่ให้มีเสียงเสียดสีดังขึ้นเป็นโชคดีที่ทำให้พวกมันมีความสับสนในการหาที่มาของปลายมีด เมื่อหนึ่งในนั้นแน่ใจว่าชายชุดดำตัวโตไร้ลมหายใจแน่นอนแล้วมันจึงหันไปพยักหน้าให้พวกที่เหลือ แล้วพากันล่าถอยไปจากร่างสูงที่กำลังล้มลุกอยู่บนพื้น
ซูยารอจนแน่ใจว่าพวกมันไม่กลับมาอีกแล้ว มองเห็นร่างสูงของปันตีพยายามที่จะลุกขึ้นเดินอย่างโซซัดโซเซ คนตัวโตกวาดตามองไปทั่วทิศทาง ดวงตาคู่คมทั้งสงสัยระคนระแวง หากเมื่อทุกอย่างยังคงเงียบสนิทเขาจึงเดินออกไปจากตรงนั้น คนที่ช่วยเขาหากจะเปิดเผยตัวก็คงออกมาเอง แต่หากไม่ ต่อให้เขาตามหาก็ไม่แน่ว่าจะเจอ
ซูยาชั่งใจครู่หนึ่งก่อนจะวิ่งตรงไปยังร่างที่นอนแน่นิ่งบนพื้น มองเห็นแผ่นหลังกว้างที่เดินห่างออกไปชะงักแล้วหันกลับมา ทว่านางไม่สนใจ หญิงสาวหันกลับมามองใบหน้าของพวกมันที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าสีดำที่ถูกเปิดออกแล้วด้วยฝีมือของปันตี
ซูยาขมวดคิ้ว ไม่เคยเห็นพวกมันละแวกนี้มาก่อนอย่างแน่นอน นางเป็นแม่ค้าย่อมคุ้นหน้าคุ้นตาคนที่ผ่านไปมาดี
“เจ้าเป็นคนช่วยข้าไว้หรือ” เสียงทุ้มดังขึ้น
ร่างสูงเดินกลับมา มองหญิงสาวเนื้อตัวมอมแมมที่ลุกขึ้นยืนด้วยสายตาประหลาดใจและไม่ไว้ใจ
ซูยาหันไปมองเขาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ขอบคุณข้าเสียสิ”
“เจ้า” ปันตีอยากต่อปากต่อคำมากกว่านี้ แต่ร่างกายของเขากำลังทนพิษบาดแผลไม่ไหว มือที่กำช่วงเอวไว้เปียกชุ่มไปด้วยเลือด ใบหน้าคร้ามคมของเขากำลังซีดเผือดลงเรื่อยๆ
“นั่งลง ข้าจะห้ามแผลให้ท่านก่อน” ซูยาลุกขึ้นแล้วเดินไปหาเขา จับแขนแกร่งของเขาแล้วรั้งให้อีกฝ่ายนั่งลง
แม้ไม่ได้อยากให้ผู้หญิงคนนี้โดนตัวนัก ทว่าเรี่ยวแรงของปันตีแทบไม่มีแล้วเขาทรุดนั่งลงอย่างอ่อนแรงและแทบทรงตัวไปอยู่จนคนตัวเล็กกว่าต้องรับขยับเข้าไปใกล้ให้เขาเอนพิงตนไว้ พลางดึงผ้าผืนเล็กของตนออกจากซาบเสื้อพับแล้วปิดตรงปากแผลไว้ ดึงผ้าคาดเอวออกแล้วมัดรอบเอวหนา
แม้สติของปันตีแทบจะริบหรี่เต็มที หากเขากลับได้กลิ่นหอมอ่อนๆทว่าอบอวลคล้ายกลิ่นเหล้านั้นกำลังโอบล้อมรอบกายดึงสติของเขาไว้ กลิ่นนี้หาใช่กลิ่นยาที่ควรจะเป็น แต่คลับคล้ายกลิ่นดอกไม้ป่าเสียมากกว่า
ศีรษะเล็กที่กำลังก้มๆเงยๆอยู่ใต้คางเขา ปันตียังได้กลิ่นหอมสดชื่นอีกด้วย ไม่เห็นจะมีกลิ่นสกปรกเหมือนอย่างที่เห็นว่าเจ้าตัวนั้นมอมแมมเลยสักนิด
ปันตีคิดแล้วหลับตาลงเชื่องช้า มุมปากเผยยิ้มเล็กน้อยอย่างที่เจ้าตัวเองอาจจะไม่รู้ตัว
เขาอ่อนแรงเต็มที ไม่ใช่เพราะแค่เสียเลือด แต่ปลายดาบของพวกมันอาบไปด้วยพิษ
“พิษพวกนี้คงไม่ได้ทำให้เจ้าเป็นป้าได้กระมัง”
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ การกระทำแบบนั้นกำลังทำให้เขามีอาการเจ็บมากขึ้นจนแทบงอตัว แต่ก็ยังฝืนเอ่ยเสียงเบาแหบออกมา จับจ้องดวงหน้าคนตัวเล็กที่พยุงเขาไว้ด้วยสองแขน
“ข้าไม่ตายง่ายๆให้เจ้าต้องเสียใจร้องไห้หรอก”
“เพ้อเจ้อ” หญิงสาวบ่นงึมงำ แสร้งมองไปรอบๆเพราะไม่อาจสบตาเขาได้นาน ความเงียบงันในป่า มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวทำให้เธอกังวลขึ้นอีกครั้ง
“ท่านเดินไหวหรือไม่ เราต้องรีบออกไปจากตรงนี้ ข้าเกรงว่าพวกมันอาจจะย้อนกลับมา”
“ไหว” เสียงเขาแหบพร่าแทบไม่ได้ยิน แม้ในตอนที่พยายามลุกขึ้นก็แทบเอนลมทับร่างเล็กไว้
ทว่าซูยานั้นแม้ไม่ได้รูปร่างสูงนักแต่นางเป็นคนแข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไร อย่างน้อยนางก็ตากแดดตากลมเข้าป่าหาสมุนไพรหลายวันแข็งแรงเกินหญิงด้วยซ้ำ