ตอนที่ 1
ซูยาทอดตัวลงนั่งบนตั่งไม้ไผ่สานเก่าๆใต้ต้นไม้ใหญ่ขวามือคือทุ่งหญ้า ร่มเงาจากต้นไม้ที่ตนกำลังเอนพิงไว้ ลมที่กำลังพัดเอื่อยเฉื่อยบ่งบอกว่ากำลังย่างเข้าสู่หน้าหนาวแล้ว แต่แม้อากาศจะเริ่มเย็นลง เจ้าตัวก็ไม่ได้มีทีท่าจะใส่ใจต่อความหนาวนั้น เพราะเนื้อหาในหนังสือเล่มสีแดงนี้ดึงความสนใจทั้งหมดทั้งมวลให้เธอจมดิ่งลงไปไม่สนใจต่อสรรพสิ่งภายนอก
แทบทุกอาทิตย์ซูยาจะแวะไปที่ร้านหนังสือแห่งนั้นเพื่อยืมหนังสือจากลุงปีย์มาอ่าน
ซูยาในวัยยี่สิบสามปีกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่อายุสามขวบ ในเวลานั้นมีเพียงตาอัลญาติห่างๆอุปการะนางไว้ตอนที่มารดาของนางป่วยและจากไปในเวลาไม่นาน ซูยาจำความเหตุการณ์ตอนนั้นไม่ได้มากนัก เพราะยังเล็กเกินกว่าจะจำอะไรได้ ความทรงจำเดียวที่ซูยามีคือตาอัล พืช สมุนไพร ยา และแอ่งน้ำหลังกระท่อมแห่งนี้
เมื่อสองปีก่อนตาอัลได้จากนางไปอีกคน ซูยาจึงกลายเป็นเด็กกำพร้าหัวเดียวกระเทียมลีบที่ใช้ชีวิตโดยลำพังมากว่าสองปีแล้ว
ส่วนทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ตรงหน้านี้นั้น เจ้าของคือคนที่นางเคยหลงใหลพร่ำเพ้อเขาไปชั่วครู่ชั่วยามเพราะรูปกายภายนอก จนกระทั่งในวันที่เขาทั้งเหยียดหยาม ดูถูกและรังเกียจซูยา หัวใจนางแตกสลายนับตั้งแต่ตอนนั้น
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาปันตีกับซูยา ก็กลายเป็นศัตรูคู่แค้นกันอย่างสมบูรณ์
แต่เพราะปันตีไม่ใช่ชาวบ้านคนธรรมดาสามัญ แต่เป็นถึงบุตรชายคนรองของเจ้าหัวเมืองตะวันออก ซึ่งก็คือเมืองติดชายแดนตะวันออกที่นางอาศัยอยู่นับตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ จึงไม่บ่อยนักที่ซูยาจะพบเจอกับศัตรูผู้นั้นให้ต้องทั้งขุ่นเคืองใจ
ทว่าวันนี้อาจจะไม่ใช่วันดีสำหรับนางนัก
“ข้าบอกเอ็งแล้วใช่ไหมว่าอย่าให้นายท่านของข้าต้องลงมือเอง”
เสียงแว่วดังมา คนที่กำลังเอนกายเขนกชะงักหนังสือในมือเงี่ยหูฟัง
“อย่า อย่าทำข้าเลยขอรับ”
“ตอนทำเอ็งไม่คิด ทีงี้เอ็งกลับมาร้องขอชีวิตหรือ” เสียงกร้าวเปี่ยมไปด้วยอำนาจเอ่ยขึ้น
มือบางปิดหนังสือเล่มแดงแล้วถอนหายใจ ยืดตัวขึ้นแล้วเหวี่ยงขาทั้งสองข้างลงบนพื้น ใบหน้ามอมแมมกำลังทำสีหน้าเบื่อหน่ายเต็มกำลัง แต่ก็จำใจต้องลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงตุบ
“อย่า ข้าผิดไปแล้วขอรับท่านปัน”
ตุบ เพียงชายวัยกลางคนผู้นั้นกล่าวจบ ใบหน้านั้นก็ถูกซัดด้วยหมัดอีกครั้งจนฟุบลงกับพื้นดิน
“บุตรคนรองของเจ้าหัวเมืองตะวันออกทำร้ายตบตีชาวบ้านตาดำๆ รู้ถึงไหนอายไปถึงนั่น” เสียงใสเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่ร่างบอบบางกำลังใช้มือข้างหนึ่งกอดอก อีกข้างหนึ่งยกขึ้นเขี่ยเล็บ
ร่างสูงที่สวมชุดเกราะเฉกเช่นทหารทั่วไปของหัวเมืองตะวันออกชะงัก ใบหน้าคร้ามคมแดงก่ำขึ้นกว่าเดิมเท่าตัวเมื่อได้ยินเสียงใสจากทางด้านหลังที่เขาจดจำได้ดี
และนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้เขานึกหัวเสียไม่น้อยที่ดันจำได้
“แม่ซูยา อย่าเข้าไปยุ่ง”
เสียงกระซิบกระซาบจากหญิงชราที่ดังขึ้นทางด้านหลัง ซูยาหันไปมองกลุ่มแม่ค้าในตลาดที่เริ่มยืนเกาะกลุ่มลุ้นอยู่ไม่ไกลด้วยแววตาเรียบเฉย
หญิงสาวไม่กล่าวว่าอะไรแต่หันกลับมาปะทะกับนัยน์ตาคู่คมที่กำลังวาววาบอย่างไม่เกรงกลัว
นางไหวไหล่เล็กน้อย แล้วเยื้องย่างเข้าไปใกล้กลุ่มอันตพาลด้วยทีท่าใจเย็นระคนเบื่อหน่าย
“ถ้าเจ้าไม่อยากเดือดร้อนก็อย่ามายุ่งเรื่องของข้า” เสียงทุ้มเอ่ยช้าชัดคล้ายกำลังสะกดกลั้นอารมณ์โกรธที่กำลังพวยพุ่งเต็มที่
“อันที่จริงข้าก็ไม่อยากยุ่งนักหรอก แต่วันนี้เป็นวันหยุดของข้าและพวกเจ้ากำลังทำให้ข้าไม่มีสมาธิอ่านหนังสือได้แต่ยินแต่เสียงหมามันเห่า”
“เอ็งว่านายท่านข้าเป็นหมาหรือซูยา” เสียงกร้าวตวาดขึ้นจากชายหนุ่มร่างสูงที่เป็นทหารของปันตี พร้อมกับดาบเล่มยาวตวัดมาตรงหน้าซูยา
เสียงหวีดร้องเริ่มเซ็งแซ่ขึ้น ชาวบ้านเริ่มบางคนเริ่มขยับเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้จะเกรงกลัวปันตีกันก็ตาม
หากซูยานั้นไม่ได้เกรงกลัวต่อคมดาบเลยสักนิด นางยังคงประสานสายตากร้าวพอกันกับปันตีที่จ้องมาด้วยแววตากร้าว
ยิ่งเห็นเขากำลังบดกรามคล้ายสะกัดกั้นอารมณ์เกรี้ยวกราดที่กำลังพวยพุ่งขึ้นมากเท่าไหร่ ซูยายิ่งยกมุมปากค่อยๆแสยะยิ้มคล้ายกำลังล้อเลียนเขามากขึ้น
“ใครกันจะกล้าว่าท่านปันตีที่เป็นถึงบุตรชายคนรองของผู้ครองหัวเมือง ยิ่งใหญ่เสียขนาดนี้มีแต่คนจะเกรงกลัวละไม่ว่า ข้ากำลังว่าหมาต่างหาก”
“เอ็งกำลังว่านายของข้า”
“หยุดไอ้บุน เอาดาบลง” คนตัวโตสั่งเสียงเย็นเยียบ หากแววตาวาววับยังจับจ้องมายังดวงหน้าเล็กมอมเม็มอย่างโกรธขึ้ง
ปลายดาบถูกลดลงก็จริง ทว่าทหารของปันตีก็ยังคงตั้งท่าทีคล้ายจะพร้อมรบ
สงสัยเพราะไม่มีสงครามมาแรมปีเลยอยากนึกจับดาบจับไม้กันขึ้นมา
ซูยาเบะปาก หากแล้วก็ต้องคอตั้งตรงขึ้นเมื่อร่างสูงใหญ่เคลื่อนตัวมาหยุดตรงหน้าไม่ห่างกันนัก
มองเห็นเขาเอียงคอเล็กน้อย แววตากร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยน มองเห็นความดูถูกเหยียดหยาม และล้อเลียนเข้ามาแทนที่
“ไม่ใช่เพราะอยากเสวนากับข้าหรอกหรือถึงได้เข้ามาตอนนี้” เสียงทุ้มลดเบาลงจนแทบดันกันเพียงสองคน นั่นเพราะเขาเองก็โน้มหน้าลงมาหาคนที่ตัวเล็กกว่าสูงเพียงแค่อกเขา
ซูยาเม้มริมฝีปากแน่นใบหน้าแดงก่ำ แววตาคู่สวยเปลี่ยนเป็นวาวจ้าไม่พอใจ
“ยังรักข้าหรือ แต่เสียใจนะซูยา อย่างเจ้าให้เป็นแค่อนุข้ายังต้องคิดแล้วคิดอีก”
คำว่าอนุที่วิ่งเข้ากระทบโสดประสาททำให้ซูยาหมดความอดทน หญิงสาวยกหนังสือเล่มหนาสีแดงในฟาดลงบนอกเขาอย่างแรง
และเพราะปันตีไม่ทันได้ระวังตัว ด้วยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าลงมือกับเขาที่มีทั้งอำนาจและเงินตราเหนือคนทั้งเมืองนี้
ร่างสูงจึงเซไปด้านหลังหนึ่งก้าว หากแต่เพียงก้าวเดียวเท่านั้น เขาไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บเลยสักนิดด้วยชุดที่สวมใส่อยู่นั้นถูกออกแบบมาอย่างนี้เพื่อรับแรงกระแทกจากภายนอก
เพียงเสี้ยวนาทีที่ร่างสูงตั้งหลักได้ ปันตีก้าวกลับเข้ามาประชิดร่างเล็กอย่างรวดเร็ว ใบหน้ามอมแมมที่อยู่จนมองเห็นอะไรๆบนใบหน้าเล็กนั่นชัดเจน ตากลมยังคงวาววับ ปากอิ่มที่เขาเพิ่งสังเกตว่ามันสีชมพูระเรื่อกำลังเม้มริมฝีปาก จมูกโด่งเชิดนั้นดูจะรับกันดีกับโครงหน้าเรียวของเจ้าตัว
ทว่าเพราะความมอมแมมปกปิดบดบังที่เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าคนตรงหน้านี้ทำไมถึงไม่หัดทำตัวให้สวยงามเหมือนคนอื่นบ้างสักนิด
ไม่แน่หรอก ว่าหากคิดจะเล่นรักกับเขาบางทีเขาอาจจะรับเอาไว้พิจารณาได้
“อย่าหลงตัวเองนักเลย หากข้าได้ตัดใจแล้วก็ไม่มีวันหันกลับไป” มือบางใช้หนังสือเล่มเดิมผลักอกแกร่งนั้นออกห่างอีกครั้ง
“อย่าด่วนพูดออกมาเช่นนั้นนักเลย ใจเจ้า เจ้าย่อมรู้ดี และแววตาของคนย่อมไม่เคยโกหกใครได้ โดยเฉพาะกับข้า”
ใบหน้าเล็กเห่อร้อน ด้วยย่อมรู้ดีแก่ใจเช่นที่อีกฝ่ายกำลังพูด
ซูยาเม้มริมฝีปาก สะบัดหน้าแล้วก้าวออกไปจากตรงนั้น หากไปได้เพียงแค่ไม่กี่ก้าว เสียงทุ้มก็ดังขึ้นให้ต้องชะงัก
“ไปกันเถอะแล้วนับจากนี้ไปพวกเอ็งจะพาข้าไปจับใครก็อย่าพาวิ่งมาแถวนี้อีก” เสียงเยาะเย้ยของเขา พร้อมกับที่ใครอีกหลายคนที่ฟังอยู่ด้วยตรงนั้นต่างทำท่าเวทนาไปด้วย
ซูยากำหมัดแน่น ไม่นึกอยากหันกลับไปต่อปากต่อคำกับเขาอีก เรื่องราวระหว่างซูยากับปันตีชาวบ้านละแวกนี้ต่างรู้ดี เพราะเมื่อก่อนตอนที่ตาอัลให้นางเฝ้าร้านยาตรงหัวมุมตลาด ตอนนั้นยังจำได้ดีว่านางเฝ้ารอให้ปันตีมาหาไลลาแทบทุกวัน
ไลลาคือสาวสวยบุตรสาวเจ้าของหอสุราใจกลางตลาด โด่งดังในเรื่องของความงามและกิริยามารยาท แน่นอนว่าปันตีหรือแม่กระทั่งปันตาบุตรชายคนโตของเจ้าหัวเมืองตะวันออกต่างหมายปองไลลา กระนั้นก็ไม่ได้มีเพียงแค่สองคนนั้น ยังมีลูกหลานคนมีหน้ามีตาต่างบ้านต่างเมืองที่เฝ้าคลั่งไคล้หลงใหลในตัวนาง หากจวบจนเมื่อไม่นานมานี้ สุดท้ายไลลาก็หนีหายไปกับชายหนุ่มนักบัณฑิตท่านหนึ่ง นัยน์ว่าแอบรักกันมานาน
ครั้นเมื่อปันตาให้คนมาสู่ขอให้ครองเรือนโดยไม่สนใจว่าผู้เป็นน้องชายก็หมายตาอยู่เช่นกัน แต่แล้วท้ายที่สุดทั้งสองพี่น้องก็ไม่มีใครได้ไลลาไปครอบครองนาง
จนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าไลลากับหนุ่มบัณฑิตผู้นั้นหนีหายกันไปไกล ณ ที่แห่งใดถึงไม่มีใครพานพบเลย
กระนั้นแม้ไม่มีผู้ใดได้ครอบครองไลลา ก็ใช่ว่านางจะได้สมหวัง
ทุกวันที่ซูยาเฝ้ามองเขา เทียวนำข้าวปลาอาหาร ดอกไม้ ไปมอบให้เขา แม้ไม่เคยเลยสักครั้งที่ปันตีจะรับเองกับมือเพราะเป็นนายทหารของเขารับไว้ให้ แต่นางก็ดีใจปลาบปลื้มเสียจนเอากลับไปนอนพร่ำเพ้อได้เป็นคืน
จนกระทั่งในวันที่ปันตีชอกช้ำระกำใจ มันกลายเป็นวันวิปโยกสำหรับโซยาไปด้วย
นางเกือบจะดีใจที่เขารับช่อดอกไม้ที่นางอุตส่าห์เพียรข้ามเขาไปเก็บตั้งแต่เช้ามืด ปันตีเดินมารับมันด้วยมือของเขาเอง แต่เพราะความดีใจซูยาจึงไม่ทันได้สังเกตใบหน้าคร้ามคมนั้นบึ้งตึงโกรธขึ้นอยู่ ทันทีที่อีกฝ่ายรับดอกไม้ไปจากมือนาง
เสี้ยววินาทีช่อดอกไม้สดถูกเขวี้ยงลงกับพื้นดิน ท่ามกลางการตกตะลึงของซูยาและพ่อค้าแม่ค้าในละแวกนั้น
เสียงของปันตีตวาดก้องจนซูยาคิดว่าคงได้ยินกันทั่วทั้งตลาด
‘ข้าไม่ได้รักไม่ได้ชอบเจ้า อย่าเอาของพวกนี้มาให้ข้าอีก!’
ราวกับโลกใบนี้ถล่มลงมาบนหัว ซูยารู้สึกมึนและมืดมนไปชั่วขณะ ไม่ได้ยินหรือเห็นแม้กระทั่งตอนที่ร่างสูงควบม้าจากไปพร้อมกับเหล่าทหารของเขา นางไม่ได้เห็นสายตาเวทนา สงสารหรือเยาะเย้ยจากเหล่าพ่อค้าแม่ค้าหรือคนในละแวกนั้นเพราะหูตาที่พร่ามัว หากยังคงได้ยินเพียงเสียงแว่วมาให้ยิ่งเจ็บช้ำและอับอาย
‘ใครเขาจะรักชอบนังซูยากันเล่าดูผมเผ้าสิดูไม่ได้เอาเสียเลย’
‘น่าเวทนาจริงๆ’
ซูยาทั้งอับอายและเจ็บปวดจนไม่อยากต้องมานั่งขายของในตลาดอีกเลย แต่ก็ยังต้องจำใจออกมา แม้จะโดนมองด้วยสายตาทั้งสงสาร เวทนา บางคนก็สมน้ำหน้าที่ริอ่านไปหลงรักคนที่สูงส่งอย่างปันตีโดยไม่มองตัวเองเลย
แต่แล้วชะตาชีวิตของซูยาก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ราวกับจุดต่ำสุดของนางมันกำลังได้เกิดขึ้นเมื่อตาอัลป่วยหนักและเสียชีวิตลงในเวลาไม่นาน
หลังจากตาอัลจากไป จากที่เมื่อก่อนนางเป็นเพียงแค่ลูกมือให้ผู้เป็นตามาโดนตลอด ซูยาต้องออกไปเก็บสมุนไพรและปรุงยาด้วยตัวเองทั้งหมด เดิมตาอัลเป็นคนมีความรู้เรื่องปรุงยา แม้ไม่ได้เป็นหมอยารับรักษา ทว่าก็ยังมีคนมาให้ตาอัลดูอาการและจ่ายยา
ซูยาได้รับการถ่ายทอดทุกอย่างจากตาอัลมาตั้งแต่วัยเยาว์ ตำรามากมายที่นางอ่านและศึกษา หลายครั้งนางเอกเป็นคนรักษาคนป่วย
หากเมื่อตาอันจากไปกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง ซูยาต้องสู้เหนื่อยจนแทบขาดใจ
หญิงสาวตัวคนเดียวต้องทำทุกอย่างเองทั้งหมด ทำให้ซูยาไม่มีเวลามานั่งหรือคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นจากปันตีอีกเลย
เขาแทบหายไปจากมโนนึกคิดของนางด้วยซ้ำ
จนเมื่อปีที่แล้วในตลาดมีร้านหนังสือเล็กๆมาเปิดซูยาจะเดินเข้าไปเพื่อหาหนังสืออ่าน เมื่อก่อนกว่าจะได้หนังสือตำราหายากมาแต่ละเล่ม ซูยาต้องรอพ่อค้าที่มาจากเมืองอื่นผ่านมา จะซื้อแต่ละเล่มก็แสนแพงเหลือเกิน
อาศัยว่าหาหนังสือมาอ่านและเรียนรู้เองก็เท่านั้น ลุงปีย์เจ้าของร้านหนังสือเป็นคนแนะนำให้ซูยาลองสอบเข้าเป็นบัณทิตของสำนักหัวเมืองตะวันออก กินเงินเดือนของหัวเมืองดีกว่าจะมาเป็นแม่ค้าหรือหมอยาไร้ชื่อเช่นนี้
ทว่าซูยากลับไม่นึกอยากทำเช่นนั้น การเอาตัวเข้าไปในคุ้มหัวเมืองก็ต้องเผชิญหน้ากับปันตีนะสิ นางจะเอาตัวเองให้เข้าไปเจ็บช้ำน้ำใจอีกทำไม
ยิ่งเสียงเยาะเย้ยถากถางจากปันตียิ่งทำให้ซูยานึกขยาดในใจ เป็นแม่ค้าไปเช่นนี้แล้วอย่างไร ยิ่งตอนนี้ซูยาพอจะตั้งตัวได้บ้างแล้ว
กระนั้นแม้สถานะทางการเงินของซูยาจะไม่ได้ลำบากยากแค้นเมื่อแต่ก่อน แต่หญิงสาวก็ยังคงเป็นซูยาที่แสนจะมอมแมมทั้งเสื้อผ้าหน้าผม จนใครบางคนรังเกียจนั่นปะไร