บทที่ 4 คืนที่ประวัติศาสตร์ไม่ควรเปลี่ยน
“ปล่อยนะ โอ๊ยเบาๆ ไม่ต้องผลักฉันเดินเองได้” ซูเข่อซินหันไปตวาดแหว เมื่อถูกผลักโดยของผู้ชายตัวใหญ่บึกบึนที่ไม่ใช่ผู้ชายทั่วไป แต่เป็นทหารที่แข็งแรงดั่งหินผา
ร่างบอบบางเซถลาตามแรงผลัก ประตูม่านกระโจมเปิดออกพร้อมกับร่างของเธอถลาล้มลงไปพื้นพรมหยาบๆ
รองแม่ทัพกู่เหยียนเงยหน้าขึ้นจากแผนที่บนโต๊ะ แววตาคมเข้มกวาดมองร่างที่ล้มคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าอย่างเย็นชา
ทหารที่คุมตัวซูเข่อซินปล่อยแขนเธอ ร่างบางยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น เส้นผมของเธอหลุดลุ่ยปกแก้มที่ซีดเซียว
กู่เหยียนก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังทหารกระทบพื้นดังชัดในความเงียบ
“แม่ทัพหลินเยี่ยน ท่านคิดจะทำอะไร”
ซูเข่อซินเงยหน้าขึ้นทันที แววตาไม่ยอมแพ้แม้ร่างกายจะสั่นจากความเจ็บ
“ฉันเป็นตัวประกัน ไม่ใช่คนของหย่งเหอ หรือพวกคุณคาดหวังให้ฉันปักหลักอยู่รอคำตัดสินหรือไง”
เพราะอารมณ์โมโหที่ถูกลากถูลู่ถูกังทำให้เจ้าตัวหลลงลืมสรรพนามที่ควรใช้ไปชั่วขณะ และที่น่าตะลึงพรึงเพริดกว่าคือร่างที่เหยียดยาวนิ่งบนเตียงด้านใน ข้างเตียงมีชายสูงวัยที่กำลังก้มๆเงยๆกับกล่องยาไม้
มองปราดเดียวซู่เข่อซินก็แน่ใจว่าคือหมอหลวง และคนบนเตียงคือ เขา
หญิงสาวซ่อนความสมใจกับความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง
ดวงตารองแม่ทัพหรี่ลงเล็กน้อย คำพูดคำจาที่แม่ทัพตรงหน้าใช้สะกิดใจให้เขาชะงัก
“ท่านยิ่งไม่ควรคิดหนี หากไม่เพราะท่านอ๋องกำชับไว้ ข้าคงไม่มีทางเหลือหัวของท่านไว้บนบ่า”
ซูเข่อซินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก นี่ไม่ใช่ละครที่สถานการณ์นอดีตจะเป็นไปตามบทละครย้อนยุค แต่เธอกำลังเผชิญหน้ากับความจริง เจ็บจริง ไม่มีตัวแสดงแทน
“ไหนๆท่านก็เหลือหัวของข้าไว้แล้ว นั่นน่ะ ท่านอ๋องเป็นอะไรหรือ”
เธอสลัดความหวาดกลัวทิ้ง แม้จะยังมือไม้สั่นอยู่ก็ตาม
รองแม่ทัพกู่เหยียนมองตาม เขาหรี่ตามองแม่ทัพหลินเยี่ยน
“ท่านอ๋องจะไม่ตายง่ายๆให้ท่านได้สมใจ”
ซูเข่อซินมุมปากกระตุก อิตานี่ปากช่างกวนบาทาเสียจริง หน้าตาก็ดีอยู่หรอก แต่นิสัยก็คงติดลูกพี่มา
“ไม่ตายตอนนี้แน่ๆ” เธอพึมพำเสียงเบา
กระนั้นก็ทำให้รองแม่ทัพที่ได้ยินชัดหูชะงัก
“เจ้าว่าอะไร” ปลายดาบแหลมถูกตวัดจ่อคอขาวที่ยังมีรอยแผลเดิม
ซูเข่อซินสะดุ้งวาบ หากไม่กล้าขยับ
คนพวกนี้เอะอะก็ชักดาบจ่อคอ
“ฉัน เอ่อ ข้าหมายถึง อาการท่านอ๋องไม่ได้หนักขนาดนั้นกระมัง”
หมอหลวงชะงักมือ เข็มเงินในมือยังคงเปลี่ยนสีในทันที ไร้อาการไหวติง ลมหายใจรวยไร อาการแบบนี้หรือเรียกว่าไม่หนัก
ชายสูงวัยถอนหายใจหนัก ยาที่เพิ่งให้เจิ้นเป่ยอ๋องกินเข้าไปไม่อาจยื้อเวลาได้นานขนาดนั้น
“ข้าเกรงว่าท่านรองแม่ทัพจะต้องแจ้งข่าวของท่านอ๋องในเร็วๆนี้” น้ำเสียงอ่อนแรงของชายสูงวัยสิ้นหวัง
“ไม่มียาที่ไหนรักษาได้อีกแล้วเหรอท่านหมอ ขอเพียงท่านเอ่ยข้าจะไปตามหาทันที”
ชายสูงวัยส่ายหน้าไปมาช้าๆพร้อมกับถอนหายใจ
“ชีพจรท่านอ๋องอ่อนแรงลงทุกที พิษชนิดนี้ข้าไม่เคยเจอมาก่อน”
รองแม่ทัพกู่เหยียนหลับตา สองมือกำแน่น ในขณะที่สมองของซูเข่อซินกำลังรื้อฟื้นความทรงจำที่เธอหมกมุ่นมาระยะหนึ่ง
แม่ทัพเจิ้นเป่ยอ๋องเคยถูกพิษ หรือเคยเกือบตายเพราะพิษหรือไม่ ในบันทึกประวัติศาสตร์ไม่มีประโยคเหล่านั้นผ่านตาเธอมาก่อน
“ท่านแน่ใจหรือว่าเป็นเพราะพิษ” ซูเข่อซินเอ่ยช้าๆ ก่อนจะพูดต่อโดยไม่ทันยั้งคิด
“เดิมที…ท่านอ๋องของพวกท่านก็ไม่ได้สิ้นพระชนม์เพราะยาพิษเสียหน่อย”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งกระโจมเงียบกริบ
กู่เหยียนหันขวับมาทันที แววตาคมวาววับด้วยความระแวง
“เจ้ากำลังกล่าวสิ่งใด”
ซูเข่อซินเงียบไปชั่วอึดใจ ในความจริงแล้วเธอไม่รู้ว่าพิษนั้นคืออะไร ไม่รู้แม้กระทั่งว่าจะรักษาอย่างไร
แต่ในโลกของเธอโลกที่มีตำราแพทย์ มีภาพถ่าย มีงานวิจัยเกี่ยวกับบาดแผลจากอาวุธโบราณ ซู่เข่อซินเคยอ่านกรณีของผู้บาดเจ็บจากลูกศรอาบพิษมาก่อน
หลายครั้ง คนไม่ได้ตายเพราะพิษโดยตรงแต่ตายเพราะเศษโลหะค้างในแผล หรือเพราะเลือดออกภายในที่ไม่มีใครมองเห็น
ซู่เข่อซินไม่ใช่หมอแต่เธอเข้าใจร่างกายมนุษย์มากกว่าคนในยุคนี้จะอธิบายได้ด้วยคำว่า หยินหยาง หรือ ลมปราณ และที่สำคัญ เจิ้นเป่ยอ๋องไม่ควรตายตอนนี้
หากเขาสิ้นพระชนม์คืนนี้ ประวัติศาสตร์ย่อมไม่มี กบฏดาบจันทร์โลหิต ในภายหลัง
นั่นหมายความว่า…อาการของเจิ้นเป่ยอ๋องในตอนนี้ต้องมีทางรอด
ซูเข่อซินเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“ข้าไม่ได้รู้วิธีถอนพิษ” เธอเอ่ยตรงๆ
“แต่ข้ารู้ว่าคนที่ยังมีชีพจร แม้อ่อนแรงเพียงใดก็ยังไม่ใช่คนตาย”
หมอหลวงขมวดคิ้ว
“เจ้ากำลังพูดเรื่องใด”
“ถ้าพิษร้ายแรงจริง ชีพจรควรเต้นกระชั้นก่อนจะขาดไม่ใช่หรือ แต่นี่กลับช้าลงเรื่อยๆ ราวกับถูกบางอย่างกดไว้”
ภาพในความทรงจำของเธอผุดขึ้น อาการของผู้ป่วยที่ระบบหายใจถูกกด หัวใจเต้นช้าเลือดไหลเวียนติดขัด
หญิงสาวมองไปยังคนที่นอนหายใจรวยรินบนเตียง
“พิษอาจมีจริง แต่บางทีสิ่งที่อันตรายกว่าคือสิ่งที่ยังค้างอยู่ในบาดแผล”
หมอหลวงชะงัก
กู่เหยียนดึงดาบเก็บก่อนจะก้าวตรงไปหาคนบนเตียง สำรวจแผลของเจิ้นเป่ยอ๋องในทันที
ลูกศรถูกถอนออกแล้ว แต่ไม่มีใครตรวจลึกไปกว่านั้น
ซูเข่อซินพูดต่อ เสียงมั่นคงขึ้นเล็กน้อยแม้หัวใจยังเต้นแรง
“พวกท่านไม่ลองดูพวกเศษศร เศษเหล็ก หรือเลือดที่คั่งอยู่ข้างใน…” เดาไปเรื่อย ซูเข่อซินกล่าวกับตัวเองในใจ แต่ที่เดาไปเรื่อยก็ใช่ว่าเรื่องพวกนี้จะไม่มีหลักการมารองรับ
คำว่าเลือดคั่ง ทำให้หมอหลวงนิ่งไป
เจิ้นเป่ยอ๋องครางแผ่วเบาเหมือนร่างกายยังต่อสู้
หมอหลวงค่อยๆ ขยับเข้าไปตรวจแผลใหม่ นิ้วมือกดลึกลงกว่าเดิม
“มีบางอย่างจริงๆ…” ชายสูงวัยพึมพำ
กู่เหยียนหันกลับมามองนางอีกครั้ง สายตาคราวนี้ไม่ใช่เพียงระแวงแต่เริ่มมีแววประเมิน
ทว่าเสียงไอสั้นๆก่อนแม่ทัพใหญ่จะกระอักเลือดสีเข้มออกมาแล้วแน่นิ่งไป
หมอหลวงชะงักเบิกตาโตค้าง ไม่ต่างจากรองแม่ทัพกู่เหยียน
หมอหลวงเร่งรีบจับชีพจรคนเจ็บ
“ไม่มีชีพจร”
“เวรละ” หญิงสาวพึมพำรีบขยับกายลุก หนทางที่เขาจะรอดนอกจากสิ่งที่เธอคาดเดา คือการช่วยชีวิตแบบที่เคยร่ำเรียนมา
ทว่านายทหารตัวยักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังกดไหล่เธอลงจนล้มคะมำ
“ปล่อยข้า”
รองแม่ทัพกู่เหยียนหันขวับกลับมา ดวงตาวาวโรจน์
“ท่านต้องให้ข้าช่วยแม่ทัพของพวกท่านเดี๋ยวนี้ หรือจะปล่อยให้เขาตายก็ตามใจ” อะไรบางอย่างในความคิดของซูเข่อซินบอกเธอว่า นี่อาจเป็นทางรอดเดียวของกบฏผู้โหดเหี้ยมอย่างเจิ้นเป่ยอ๋อง
และนี่อาจเป็นทางเดียวที่ประวัติศาสตร์จะยังดำเนินต่อไป
“เจ้าน่ะหรือจะอยากช่วยชีวิตท่านอ๋อง”
“โธ่เว้ย!” ซูเข่อซินสบถ พร้อมกับพุ่งตัวอย่างรวดเร็วจนนายทหารที่แม้จะระวังก็ยังเงื้อดาบขึ้นไม่ทัน
ร่างระหงโผถึงตัวคนเจ็บ ขึ้นนั่งคร่อมร่างใหญ่แน่นิ่ง มือบางสั่นเล็กน้อยขณะวางฝ่ามือลงบนอกของเจิ้นเป่ยอ๋อง กายหนาเย็น แต่ยังไม่เย็นจนไร้ชีวิต
เธอสูดลมหายใจลึก
ปลายดาบสองดาบพร้อมจ้วงแทง ทว่าเธอไม่สนใจอีกแล้ว ถ้าจะตายตอนนี้ก็ตายเถอะเพราะยังไงก็ต้องตายอยู่ดี
หญิงสาววางสันมือทาบเหนือกระดูกอก ตำแหน่งที่เธอจำได้จากการฝึกอบรม
หนึ่ง
สอง
สาม
แรงกดลงสม่ำเสมอ หนักและเร็วพอให้หน้าอกยุบลงเล็กน้อย
หมอหลวงขมวดคิ้ว ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ไม่ต่างจากรองแม่ทัพและนายทหารที่รีรอจะฟาดดาบลงไป
“นางกำลังทำร้ายท่านอ๋อง!” นายทหารร่างยักษ์ร้องขึ้น
กู่เหยียนยกมือห้ามพร้อมกันกับหมอหลวงสูงวัย มือข้างหนึ่งของเขาจับชีพจรแม่ทัพไปด้วย
ดวงตาของหมอหลวงที่โชกโชนการรักษามาทั้งชีวิตเบิกตากว้าง เขาไม่แน่ใจว่าชีพจรที่หายไปเมื่อครู่จะกลับมาแล้วหรืออย่างไร
ซูเข่อซินไม่ได้หยุด เธอนับในใจกดต่อเนื่อง ยังคงรักษาจังหวะ สามสิบครั้งแล้วก้มลงแนบริมฝีปากกับปากของเขา
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นภายในกระโจมหลังใหญ่
“ท่าน” หมอหลวงหน้าถอดสี
นางเป่าลมเข้าไปก่อนจะยกศีรษะเขาเล็กน้อยเพื่อเปิดทางเดินหายใจอย่างที่เคยเรียน
หนึ่งครั้ง สองครั้ง แล้วกลับมากดหน้าอกอีกครั้ง
เหงื่อซึมเต็มหน้าผากมน แขนทั้งสองข้างเริ่มสั่นจากแรงกดต่อเนื่องยาวนาน
ด้วยกำลังของสตรีเช่นเธอ การกดหน้าอกติดต่อกันเช่นนี้ย่อมสิ้นแรงรวดเร็วหากไม่มีใครช่วยเปลี่ยนมือ จังหวะการกระตุ้นหัวใจย่อมแผ่วลงในไม่ช้า
อย่าตายนะ… อย่างน้อยก็อย่าตายตอนนี้ ไม่งั้นเธอก็เหนื่อยเปล่าน่ะสิ
กด
กด
กด
ทันใดนั้นร่างแกร่งบนเตียงกระตุกแรง ตามมาด้วยเสียงไอสำลักดังขึ้น เลือดสีเข้มพุ่งออกจากมุมปาก
หมอหลวงรีบจับชีพจรอีกครั้ง
“ชีพจร…กลับมาแล้ว” คำพูดนั้นทำให้ทั้งกระโจมเงียบสนิท
ซูเข่อซินทรุดนั่งลงทันที แขนสั่นจนแทบยกไม่ขึ้น
กู่เหยียนมองนางด้วยสายตาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่เพียงตัวประกันแต่เป็นคนที่เพิ่งดึงแม่ทัพใหญ่แห่งหย่งเหอกลับมาจากความตาย
“เจ้าทำสิ่งใดลงไปกันแน่…” เขาพึมพำ
ซูเข่อซินหอบหายใจ
“ช่วยชีวิตเขาไงเล่า” เธอตอบเรียบๆเสียงเบาก่อนจะล้มตัวลงข้างกายหนาแล้วนิ่งสนิทไป