บทที่ 1 : บรรทัดที่หายไป
กระดาษเก่าไม่เคยไร้เสียง ซูเข่อซินเชื่อเช่นนั้น เพียงแต่มันเลือกจะพูดกับคนที่พร้อมฟังเท่านั้น
แสงโคมไฟในห้องคลังเอกสารสาดลงบนโต๊ะไม้ยาว เผยให้เห็นต้นฉบับเล่มหนึ่งที่ถูกวางแยกออกจากกองเอกสารอื่นอย่างระมัดระวัง กระดาษบางจนเห็นเส้นใย หมึกจาง และมีคราบสีเข้มฝังลึกอยู่ในเนื้อกระดาษ
คราบนั้นไม่ใช่หมึก แต่คลับคล้ายเป็นรอยเลือด
หญิงสาวในชุดเสื้อสีฟ้าอ่อนนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะ ปลายนิ้วที่สวมถุงมือแตะขอบกระดาษอย่างแผ่วเบา การเคลื่อนไหวทุกครั้งช้าและแม่นยำ ราวกับกลัวว่าความจริงบางอย่างจะพังทลายลง เพียงเพราะแรงกดที่มากเกินไป
ชื่อที่เขียนไว้บนหน้าปกจางเลือน แต่ยังอ่านได้ชัด
ดาบจันทร์โลหิต
ไม่ใช่ชื่อของอาวุธ หากเป็นฉายาของบุรุษผู้หนึ่งในบันทึกประวัติศาสตร์ เขาคืออ๋องผู้ทรยศ
แม่ทัพใหญ่ที่ยกกองทัพก่อกบฏ บุรุษที่ถูกประหารเพราะหักหลังราชสำนัก
เอกสารเกี่ยวกับเขามีมากมาย ราชโองการ รายงานศึก คำพิพากษา และถ้อยคำประณามที่ถูกคัดลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกฉบับล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกัน
เขามีกองกำลังในมือ เขามีอำนาจ และเขาเลือกทรยศ
ประวัติศาสตร์สรุปเช่นนั้น แต่ต้นฉบับเล่มนี้แตกต่างออกไป ถ้อยคำระมัดระวัง ประโยคยืดยาวราวกับผู้เขียนพยายามอธิบายบางอย่างให้พ้นจากกรอบที่ประวัติศาสตร์กำหนดไว้ ไม่เร่งรัด ไม่ตัดสิน หากเหมือนต้องการให้ผู้อ่าน คิดตาม
ซูเข่อซินไล่สายตาลงมาทีละบรรทัด จนถึงหน้าสุดท้าย บรรทัดสุดท้ายหยุดกลางประโยค
หมึกขาดหาย พู่กันเหมือนถูกยกขึ้นอย่างกะทันหัน
“ดาบจันทร์โลหิตมิได้คิดกบฏ หากแต่…”
ไม่มีคำต่อ
ความเงียบในห้องคลังเงียบกว่าปกติ
หญิงสาวขมวดคิ้ว ไม่ใช่เพราะประโยคไม่สมบูรณ์ แต่เพราะมันไม่ควรจบเช่นนี้ คนที่เขียนบันทึกเช่นนี้ ย่อมไม่หยุดกลางความคิด เว้นแต่จะไม่มีโอกาสเขียนต่อเสียมากกว่า
อะไรบางอย่างทำให้เธอคิดไปแบบนั้น
ปลายนิ้วแตะแผ่วเบาลงบนตำแหน่งที่หมึกจางผิดปกติ ในวินาทีนั้น แสงโคมเหนือศีรษะสั่นไหว
หัวใจซูเข่อซินเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ ลมหายใจเริ่มติดขัดพร้อมกับแสงสว่างรอบกายพร่าเลือน ทันใดนั้นคล้ายโลกเริ่มหมุนคว้างเชื่องช้าก่อนจะทวีความเร็ว เพียงพริบตาความมืดก็กลืนทุกอย่างไป
เสียงโห่ร้องดังระงมท่ามกลางควันไฟ กลิ่นไหม้คละคลุ้งในอากาศ
ซูเข่อซินสะดุ้งตื่น
เสียงโลหะกระทบกัน เสียงตะโกนสั่งการ และเสียงกรีดร้อง หญิงสาวผุดลุกขึ้นนั่น ตากลมเบิกตากว้างก่อนจะขยับกายไปด้านหลัง หากก็ต้องย่นใบหน้าเพราะความเจ็บร้าวทั่วกาย
ใจเธอเต้นแรงกับภาพตรงหน้า ที่ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเสียง ทุกอย่างชัดเจนเกินไปจนไม่มีทางเป็นเพียงภาพหลอน
หรือหากจะเป็นความฝัน ฝันนี่ก็คงจะเหมือนจริงจนเกินไป
หญิงสาวกวาดสายตาที่ยังพร่าเลือนเล็กน้อย เหนือศีรษะของเธอไม่ใช่เพดาน แต่เป็นท้องฟ้าสีหม่นที่ถูกควันบดบัง พื้นใต้กายแข็งเย็นและหยาบ
มือบางที่แตะลงไปบนพื้นนั้น ไม่ใช่พื้นกระเบื้องเรียบ หากเป็นหินที่เต็มไปด้วยฝุ่นและคราบสกปรก
หญิงสาวฝืนลุกขึ้นยืน เสียงโหวกเหวกดังรอบด้าน ผู้คนวิ่งหนีกันอลหม่าน ม้าศึกแตกตื่น เปลวไฟลุกไหม้กับเสียงเหล็กกระทบกันดังไม่ขาด
ภาพโกลาหลตรงหน้าแปลกประหลาด ราวกับเป็นหนึ่งในฉากละครกลางมหรสพขนาดใหญ่
อาคารบ้านเรือนที่ปรากฎตรงหน้าไม่ใช่ในยุคสมัยของเธอ
ทว่า…คล้ายสนามรบในสมัยโบราณหลายร้อยปี
“ถอย! ถอยไปทางปีกซ้าย!”
เสียงตะโกนดังผ่านหู เป็นภาษาที่คุ้นเคยจนน่าประหลาด ร่างหนึ่งวิ่งผ่านหน้าไป เสื้อเกราะเปื้อนเลือด ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
การฆ่าฟันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาโดยไม่มีใครสนใจว่าใครเป็นใคร
“หลบไป!”
เสียงเตือนดังใกล้เกินกว่าจะตั้งตัว แรงกระแทกจากด้านข้างผลักร่างของเธอล้มลงกับพื้นหิน ภาพตรงหน้าหมุนคว้าง เลือดสาดผ่านใบหน้า ร้อน สด และจริงเกินกว่าจะเป็นภาพฝันอีกแล้ว
ร่างใหญ่โตนั้นล้มลงตรงหน้า ธนูปักทะลุอกซ้าย ดวงตาของเขาเบิกค้างก่อนจะแน่นิ่งไป
ลมหายใจของซูเข่อซินสั่นถี่
เสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาใกล้ เสียงตะโกนโหวกเหวกดังไม่หยุด เธอถอยหลังโดยไม่รู้ตัว จนแผ่นหลังชนกับรถเข็นไม้เก่าล้อแตก มีผ้าหยาบคลุมกองของบางอย่างไว้
สัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวที่ยังทำงานอยู่ผลักดันให้เธอก้มตัวลง หลบหลังรถเข็นอย่างลนลาน ลมหายใจขาดเป็นช่วงเพราะพยายามกลั้นเสียงไว้
ในหัวของเธอจู่ๆก็ปรากฎภาพจากต้นฉบับเก่าซ้อนทับขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
บรรทัดที่ขาดหาย เหตุการณ์ที่ไม่มีคำอธิบาย
หรือว่า…
เงาร่างของใครบางคนทอดผ่านพื้นหินใกล้จุดที่เธอซ่อนตัวอยู่ ซูเข่อซินกลั้นหายใจ มือกำแน่น
แม้เธอจะใช้ชีวิตอยู่กับประวัติศาสตร์มาเกือบครึ่งชีวิต ซู่เข่อซินคือนักวิจัยเอกสารประวัติศาสตร์ เธออยู่กับเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาค่อนชีวิตก็จริง แต่เรื่องเช่นนี้ควรเป็นเพียงอดีต นิยายย้อนยุคสักเรื่อง หรือไม่ก็เป็นซีรีย์ที่กำลังโด่งดังเท่านั้นไม่ใช่หรือ
มันไม่ควรเป็นสิ่งที่เธอกำลังเผชิญในตอนนี้ มือบางที่ยังคงสวมถุงมือสั่นเทาเมื่อยกขึ้นมองในระยะใกล้ คราบฝุ่นไม่ควรเป็นสีแดงฉาน สดและกลิ่นคาว
ประวัติศาสตร์ไม่มีควรช่องว่างให้ปาฏิหาริย์ ควรมีเพียงความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล
ทว่า กลิ่นคาวเลือดยังคงอยู่ ความเย็นของพื้นหินยังซึมผ่านเสื้อผ้านั้นกำลังบอกว่านี่คือความจริง
เธอหรี่ตาเล็กน้อย มองลอดผ่านซี่ไม้ของรถเข็น เงาร่างนั้นขยับออกไป เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออก ลมหายใจที่กลั้นไว้ถูกปล่อยออกมาอย่างสั่นเทา
สายตาของเธอเลื่อนไปยังถนนเบื้องหน้า ตรงนั้นท่ามกลางควันไฟและเสียงศึก มีชายคนหนึ่งยืนอยู่
ร่างกายสูงใหญ่ เสื้อเกราะเปื้อนเลือด ดาบในมือสะท้อนแสงไฟวาบวูบ เขายืนนิ่ง ไม่เหมือนผู้ที่กำลังหลงอยู่ในความโกลาหล หากราวกับเป็นศูนย์กลางของมัน
หัวใจของซูเข่อซินเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
ดาบจันทร์โลหิต ชื่อนั้นผุดขึ้นมาในความคิดของเธอ
ชื่อที่ไม่ใช่ในฐานะกบฏ หากเป็นบุรุษในประวัติศาสตร์ที่เธอกำลังให้ความสนใจ
และในวินาทีนั้นเอง ซูเข่อซินรู้สึกตัวว่าเธอไม่ได้เป็นเพียงผู้หลงทางในอดีต แต่อาจกำลังยืนอยู่กลางเรื่องราวที่บรรทัดหนึ่งถูกลบหายไปจากประวัติศาสตร์
ยังไม่ทันได้คิดหรือจินตนาการอื่นใด ปลายดาบเย็นเฉียบก็จ่อเข้าที่ลำคอ
คมดาบเฉือนผิวบางเพียงนิดจนเลือดซึมออกมาเป็นเส้นบาง ๆ ความเย็นยะเยือกแล่นผ่านต้นคอ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้นจากด้านหลัง
“อย่าขยับ” น้ำเสียงนั้นนิ่ง เรียบ และไม่เปิดโอกาสให้ต่อรอง
ซูเข่อซินหยุดหายใจโดยอัตโนมัติ ปลายนิ้วที่กำชายเสื้อหยุดชะงัก ความวุ่นวายรอบตัวเหมือนถูกตัดขาด เหลือเพียงแรงกดของดาบและการรับรู้ว่าคนที่อยู่ด้านข้างไม่ใช่ทหารธรรมดา
“ถอดผ้าคลุม” คำสั่งสั้นๆ ดังขึ้นอีกครั้ง
มีดาบเล่มอื่นขยับเข้ามาใกล้ เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่ล้อมวงโดยไม่ต้องมีใครตะโกนสั่ง ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีระเบียบ ราวกับนี่ไม่ใช่การปราบจลาจล แต่เป็นการกวาดล้างที่เตรียมไว้แล้ว
ซูเข่อซินค่อยๆ ยกมือขึ้นตามคำสั่ง ดึงผ้าคลุมศีรษะออกอย่างช้าๆ แสงไฟจากคบเพลิงสาดลงบนใบหน้า
ในวินาทีนั้น แรงกดของดาบเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะ จำได้
“เป็นเจ้า” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย
หากมากพอให้เธอรับรู้
ซูเข่อซินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก สมองคิดเวียนวนว่าเธอเป็นใคร คนพวกนี้ถึงจำเธอได้
หัวใจของเธอเต้นแรง ปลายดาบกดแน่นขึ้นจนเลือดไหลซึมมากกว่าเดิม
“รนหาที่เองแท้ๆ เอาตัวไป!”
คำสั่งเพียงคำเดียว
ทหารรีบเข้ามาควบคุมร่างของเธออย่างชำนาญ เชือกเส้นหยาบรัดข้อมือแน่น ความเจ็บแล่นขึ้นทันที
ซูเข่อซินถูกผลักให้เดินไปข้างหน้า ท่ามกลางคบเพลิงและสายตานับสิบคู่
เธอไม่เห็นใบหน้าของชายคนนั้นชัดเจน
มีเพียงเงาสูงใหญ่ที่อยู่บนหลังม้าตัวใหญ่
เดินนำหน้าขบวนอยู่ไม่ไกล