บทที่ 3 : เงาร้ายจากราชสำนัก
“ข้าเคยได้ยิน…มาบ้างเท่านั้น” ซูเข่อซินตอบช้าๆเสียงอ่อน
การเล่าเรื่องของเธอในตอนนี้เขาจะเชื่อหรือไม่ก็อีกเรื่อง แต่ก็น่าจะดีกว่าคำตอบที่ตรงไปตรงมา เช่น รู้หรือไม่รู้
เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามนิ่งที่สุด
“คือ…ข้าเพียงแต่คาดเดาว่าท่านเป็นใคร”
ความเงียบแผ่ขยายออกไปอีกครั้ง ครั้งนี้ยาวนานกว่าเดิม
เขาไม่ตอบทันที ทว่าจ้องนางราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดนั้น ในที่สุดมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย
ไม่ถึงกับเป็นรอยยิ้ม แต่ก็ไม่ใช่ความเย็นชา
“เช่นนั้นดูเหมือนว่าที่เจ้ารู้จะมีประโยชน์มากกว่าที่ข้าคาดไว้ ปลดเชือกแล้วดูแลนางให้ดี” เขาหันไปสั่งทหารด้วยน้ำเสียงสั้นและเด็ดขาด
ก่อนจะหยุดลงที่ประโยคสุดท้าย โดยไม่หันกลับมา
“แม่ทัพหลินเยี่ยนรักษาชีวิตของเจ้าให้ดี หากข้ากลับมาแล้วพบว่าเจ้าตาย ข้าจะตามไปลากเจ้ากลับมาจากนรก”
คำพูดนั้นไม่ใช่คำขู่แต่เป็นคำตัดสิน
แม่ทัพหลินเยี่ยนสำหรับเขาแล้ว คือตราบาป คือความชิงชังที่ในครั้งนั้นทำให้ทหารของเขากว่าสามร้อยนายต้องตายอย่างอนาท
สงครามแม้ไม่ได้ต้องตรงไปตรงมานัก แต่การสั่งการลวงล่อจากหลินเยี่ยนทำให้เขาเคียดแค้นมาจนทุกวันนี้
หุบเขาเฟิงหยาเป็นเส้นทางแคบ หน้าผาสูงสองด้าน ลมแรง และมีทางออกเพียงสองทิศเหมาะสำหรับการซุ่มโจมตี แต่ไม่เหมาะสำหรับกองทัพใหญ่ที่เคลื่อนพลอย่างเป็นระเบียบ
ในวันนั้นกองทัพของเจิ้นเป่ยอ๋องได้รับข่าวกรองว่ากองกำลังของแคว้นชิงอันแตกพ่าย และกำลังถอนทัพอย่างร้อนรน
ข่าวนั้นเป็นของจริง เพียงแต่เป็นความจริงที่ถูกจัดฉาก
แม่ทัพหลินเยี่ยนสั่งให้ทหารถอนกำลังบางส่วนอย่างเปิดเผย ทิ้งเสบียง ทิ้งอาวุธ และปล่อยเชลยศึกจำนวนหนึ่งให้ข่าวแพร่กระจายอย่างจงใจว่า ชิงอันกำลังพังทลาย
เจิ้นเป่ยอ๋องไม่ใช่คนสะเพร่าแต่ในสนามรบ โอกาสที่ศัตรูอ่อนแอคือสิ่งที่ไม่อาจมองข้าม
กองทัพหย่งเหอจึงไล่ตามเข้าไปในหุบเขาเฟิงหยา โดยแบ่งกำลังออกเป็นสามส่วนเพื่อปิดทางหนี นั่นคือจุดที่หลินเยี่ยนรออยู่
เมื่อกองทัพหลักของหย่งเหอเข้าไปลึกพอ ทางออกด้านหลังถูกถล่มด้วยหินและไม้ซุงที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
ลมแรงในหุบเขาถูกใช้จุดไฟ ควันหนาทึบปกคลุมทัศนวิสัยจนคำสั่งไม่อาจส่งต่อได้
ไม่ใช่การรบซึ่งหน้า ไม่ใช่การปะทะแบบกองทัพกับกองทัพ แต่เป็นการ ล่อ ปิด และฆ่า
ทหารหย่งเหอกว่าสามร้อยนายไม่ได้ตายในสนามรบ แต่ตายในความสับสน ตายในควันไฟ ตายในความพยายามช่วยพวกเดียวกันออกจากกับดัก
หลินเยี่ยนไม่ไล่ฆ่า ไม่เก็บศพ และไม่รับชัยชนะ นางสั่งให้ถอนทัพทันทีทิ้งไว้เพียงหุบเขาที่เต็มไปด้วยศพ และความพ่ายแพ้ที่ไม่มีใครอยากจดจำ
ครั้งนี้เป็นทีของเขา แม่ทัพหลินเยี่ยนจะกลายเป็นหมากที่มีประโยชน์เกินกว่าที่คิด
ซูเข่อซินยังไม่ชัดเจนนักว่าการเอ่ยชื่อ เจิ้นเป่ยอ๋องออกมา ไม่ใช่เพียงการเปิดโปงตัวตนของเขา
แต่เป็นการพาตัวเองก้าวลึกลงสู่ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าแม่ทัพหลินเยี่ยนมีจุดจบอย่างไร
หญิงสาวลับตาลงช้าๆ แรงตึงที่ข้อมือคลายลงเมื่อเชือกถูกปลด เลือดเริ่มไหลเวียนกลับมา ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นจนเธอเผลอสูดลมหายใจแรง ใจสะท้านไหวกับชะตาของตัวเอง
การไว้ชีวิตจากเจิ้นเป่ยอ๋องนั่นไม่ใช่ความเมตตาแต่เป็นการ เก็บไว้ใช้งาน
เธอก็รู้ดีว่าในสนามการเมืองและสงครามคนที่ถูกเก็บไว้ ย่อมมีโอกาสตายได้ทุกเมื่อ
เจิ้นเป่ยอ๋องออกเดินทางกลับวังหลวงในรุ่งเช้าวันถัดมา ข้อความลับส่งมาถึงเขาอย่างเร่งด่วน
กลับวังโดยเร็ว
เขาอ่านจบก่อนเผาทิ้ง ไม่มีใครรู้ว่าขณะม้าศึกเคลื่อนออกจากค่าย แต่เงาร้ายจากราชสำนักได้เคลื่อนไหวไปก่อนหน้าแล้ว
เส้นทางกลับวังผ่านป่าทึบช่วงหนึ่ง เป็นทางเส้นทางที่ควรจะปลอดภัย แต่เขาและทหารติดตามไม่ถึงร้อยนายก็ระมัดระวังตัวอย่างดี
ทว่าจู่ๆเสียงสายธนูดังขึ้นฉับพลัน ลูกศรพุ่งทะลุอากาศในระยะใกล้เกินหลบ
เจิ้นเป่ยอ๋องเอนกายหลบได้เพียงครึ่งเดียวคมศรปักเข้าที่ไหล่ เลือดสาดเปื้อนเสื้อคลุมสีเข้ม
เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกับความโกลาหล มือสังหารในชุดดำปรากฏตัวจากพงไม้หลายทิศทาง
ทุกการเคลื่อนไหวแม่นยำ รวดเร็ว คนพวกนี้ถูกฝึกมาอย่างดี
ดาบปะทะกันในระยะประชิด เจิ้นเป่ยอ๋องฝืนยืนหยัด แม้พิษจากลูกศรเริ่มแผ่ซ่าน
รู้ว่าเขากำลังโดนพิษเพราะลมหายใจเริ่มติดขัด สายตาเริ่มพร่าเลือน
เจิ้นเป่ยอ๋องไม่มีโอกาสแม้จะยกปลายดาบขึ้นป้องกันในตอนที่อีกฝ่ายฟาดดาบลงกลางอกพร้อมกับสติที่ดับวูบลง
เสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินคือเสียงคำรามของม้า และเสียงตะโกนของรองแม่ทัพที่ตามติดมา
เสียงโกลาหลดังขึ้นภายนอกกระโจม ซูเข่อซินเอียงหูฟังก่อนจะเดินไปแง้มม่านออกเพียงเล็กน้อย
เบื้องหน้าคือเหล่าทหารหลายนายวิ่งสลับสับเปลี่ยน ก่อนจะมีขบวนนายทหารหามเปลที่มีคนเจ็บอยู่ด้านบน
จากตรงนี้เธอมองไม่ชัดนักว่าคนบนเปลหามคือใคร แต่จะใครก็ช่างเถอะ เรื่องเดียวตอนนี้ที่ซูเข่อซินต้องคิดคือเธอจะหาทางออกไปจากตรงนี้ได้ยังไง
ในหน้าประวัติศาสตร์ไม่มีเรื่อวราวของแม่ทัพหญิงหลินเยี่ยน เธอไม่รู้ชะตากรรมของแม่ทัพหญิงคนนี้ ดังนั้นสิ่งที่ซูเข่อซินทำได้ คือการเอาตัวรอดเฉพาะหน้า
ซูเข่อซินถอยออกจากม่านประตูอย่างเงียบเชียบ เสียงฝีเท้าทหารที่วิ่งสวนกันไปมา เสียงสั่งการที่สั้นและรีบเร่งผิดปกติ ล้วนบอกได้ชัดว่าเกิดเรื่องใหญ่
หรือว่า…
หญิงสาวบีบมือเข้าหากัน เหตุใดถึงได้รู้สึกกดดันในใจอย่างประหลาด
เสียงด้านนอกเงียบไปแล้ว ยิ่งเงียบลงมากเท่าไหร่ยิ่งบ่งบอกว่าคนบาดเจ็บยิ่งสำคัญมากเท่านั้น
และยิ่งสำคัญมากเท่าไหร่บางทีนี่อาจเป็นช่องให้เธอมีทางหลบหนี
ภายในกระโจมหลังใหญ่เคร่งเครียดกว่าที่คิด ชีพจรของเจิ้นเป่ยอ๋องอ่อนลงทุกที ลมหายใจเริ่มขาดเป็นช่วง สีหน้าไร้เลือดฝาดผิดปกติสำหรับคนที่เพิ่งผ่านการเสียเลือด
หมอหลวงเปลี่ยนเข็มเงินอย่างรวดเร็ว เข็มที่ปักลงไปเปลี่ยนสีเกือบในทันที
“ถึงแม้พิษออกฤทธิ์ช้า แต่ก็ร้ายแรงถึงชีวิต หากไม่รีบถอนพิษในสามชั่วยามนี้เราคง…”
คำตอบนั้นเหมือนมีดกรีดผ่านความเงียบ
รองแม่ทัพกำมือแน่น สายตามองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าของเจิ้นเป่ยอ๋องซีดขาว ริมฝีปากไร้สี ลมหายใจแผ่วจนแทบมองไม่เห็นการขยับ
ทหารรอบกระโจมขยับตัวอย่างกระสับกระส่าย ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำว่า สิ้นพระชนม์ ออกมาตรงๆ
คำสั่งถูกส่งออกไปอย่างรวดเร็ว เพิ่มกำลังยาม ปิดข่าว ห้ามผู้ใดเข้าออกค่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
ในค่ายหย่งเหอข่าวการลอบสังหารแม่ทัพใหญ่อันตรายยิ่งกว่าศึกนอกด่านหลายเท่า
ซูเข่อซินแง้มม่านกระโจมอีกครั้ง คบเพลิงถูกจุดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ทหารยามหนาแน่น
หญิงสาวถอนหายใจ เธอลืมคิดไปได้อย่างไรว่าพวกเขาไม่มีทางหย่อนยานให้กับสถานการณ์แบบนี้
แต่บางทีคนบาดเจ็บเมื่อครู่ อาจไม่ใช่เจิ้นเป่ยอ๋อง เขาไม่น่าจะตายง่ายๆในตอนนี้
เพราะตามบันทึกประวัติศาสตร์ เจิ้นเป่ยอ๋องสิ้นพระชนม์เพราะถูกประหารโทษฐานกบฏ
เสียงกุกกักหน้ากระโจมดังขึ้นก่อนใครบางคนจะเปิดม่านเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารที่มีแค่ข้าวกับถ้วยซุปเนื้อชิ้นเล็กๆสองสามชิ้น
นายทหารผู้นั้นกำลังถอยหลังกลับออกไปหากซูเข่อซินตัดสินใจในเสี้ยววินาที
“เดี๋ยวก่อน”
เขาชะงักเลิกคิ้วเล็กน้อย มองเธอด้วยสายตาระวัง
ชื่อเสียงของแม่ทัพหลินเยี่ยนไม่ได้ธรรมดาแม้จะเป็นสตรี แต่แม่ทัพหลินเยี่ยนทั้งเก่งกาจด้านม้าเร็ว ดาบ และแม้กระทั่งแผนการรบ หลายครั้งพ่ายแพ้ให้กับหย่งเหอ แต่หลายครั้งทัพหย่งเหอก็ต้องล่าถอย อีกครั้งที่ทหารหย่งเหอต้องตายถึงสามร้อยนายในคราวเดียวกันนั้นยังสร้างความเกลียดแค้นและโศกเศร้าไม่จางหาย
“มีคนบาดเจ็บ ใครหรือ”
เขาเม้มริมฝีปากแน่น ทหารเช่นเขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูดมากกับศัตรู โดยเฉพาะศัตรูที่ชื่อหลินเยี่ยน ผู้ซึ่งมีน้ำหนักมากพอจะทำให้ค่ายทั้งค่ายตึงเครียด
นายทหารขยับจะหันหลังกลับ
ซูเข่อซินรู้ดีว่าหากปล่อยให้โอกาสนี้หลุดไป เธอจะไม่ได้รู้อะไรอีก
“ข้าแค่ถาม” เธอพูดต่อราวกับไม่ได้ใส่ใจนัก ทั้งที่ใจกำลังเต้นแรงเพราะความอยากรู้
“ในค่ายที่สงบดีอยู่ จู่ๆก็เพิ่มยาม ไฟสว่างจ้าไปหมด แล้ว… ข้าก็เห็นหมอด้วย หมอหลวงใช่ไหม ถ้าไม่ใช่คนสำคัญ พวกเจ้าคงไม่ทำถึงเพียงนี้”
รู้สิ ซูเข่อซินรู้ดีว่าหมอหลวงในยุคสมัยนี้แต่งกายอย่างไร
เขาชะงักอีกครั้ง ความเงียบยืดเยื้อเพียงชั่วลมหายใจก่อนที่เขาจะพูดออกมาโดยไม่สบตา
“ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าควรรู้”
คำตอบนั้นยืนยันมากกว่าการปฏิเสธ
ซูเข่อซินพยักหน้าเล็กน้อยเหมือนยอมรับ
“ถ้าไม่ใช่เจิ้นเป่ยอ๋อง งั้นก็คงเป็นคนที่สำคัญใกล้เคียงกัน” นางพูดราวกับเอ่ยกับตัวเอง
นายทหารเงยหน้าขึ้นทันที สายตาแข็งกร้าวขึ้นในเสี้ยววินาทีมากพอจะทำให้เธอมั่นใจว่าเดาถูก
“หุบปากแล้วกินอาหารของเจ้าไปซะ”
นายทหารกล่าวจบก็หันหลังจากไปทันที คราวนี้ไม่หยุดอีก
ม่านกระโจมปิดลงทิ้งไว้เพียงความเงียบกับกลิ่นซุปจางๆ
ซูเข่อซินมองถาดอาหารตรงหน้า ข้าวธรรมดากับซุปใสเนื้อเพียงไม่กี่ชิ้น
เธอนั่งลงช้าๆ ความคิดในหัวเริ่มประมวลเรื่องราวอีกครั้ง
บันทึกประวัติศาสตร์เล่มนั้นกล่าวถึงเจิ้นเป่ยอ๋องถูกประหารในข้อหากบฏ เกิดจากแผนการของราชสำนัก ที่นอกจากสั่นคลอนความสัมพันธ์ของสองพี่น้องแล้ว ยังสั่นคลอนบัลลังก์ทองให้ล่มสลายหลังจากการประหารของกบฏไม่นาน
ซู่เข่อซินไม่ได้แตะอาหาร
อาหารเล่านี้ไม่ได้แย่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่ความอยากรู้จากกระโจมใหญ่ที่ตั้งเยื้องเข้าไปด้านในนั้นต่างหากที่กำลังดึงความสนใจของเธอให้ความอยากอาหารหดหายไป
หญิงสาวเปิดม่านอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีอะไรหยุดเธอได้อีกต่อไปแล้ว