Destiny Project: อยู่ดี ๆ ก็รักมึง

ตอนที่ 1: "งั้นก็อย่าจีบ"

👁️ 3 อ่าน

 

“งั้นก็อย่าจีบ”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเหมือนไม่มีอะไร

แต่สายตา…

ไม่ได้ล้อเล่นเลยสักนิด

ผมยิ้ม ขยับเข้าไปอีกนิด

“ไม่ทันแล้วว่ะ”

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ผมเพิ่งเจอเขาไม่ถึงชั่วโมง

แต่ดูเหมือนผมจะหาเรื่องให้ตัวเองตั้งแต่วันแรก

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น

ตอนที่ผมยังไม่รู้เลยว่า…

แค่รอยยิ้มเดียว

จะทำให้เรื่องมันไปไกลขนาดนี้

❖ ❖ ❖

POV: AIDEN

ประตูรถตู้ถูกเปิดออก กลิ่นเค็มจาง ๆ ของทะเลปะทะมากับแสงแดดบ่ายที่สะท้อนผิวน้ำจนผมต้องหรี่ตา

ผมหยุดยืนอยู่ตรงขั้นบันได มองออกไปข้างหน้า

เอาจริง…

ในคลิปว่าสวยแล้ว

ของจริงแม่งโคตรโกง

น้ำทะเลสีเขียวอมฟ้าไล่ไปจนสุดสายตา ด้านหลังมีภูเขาเขียวทึบเหมือนฉากหนัง ส่วนตรงกลางคือรีสอร์ตสีขาวเงียบ ๆ ที่ดูแพงตั้งแต่ยังไม่ต้องก้าวเข้าไป

Wellness by the Sea

สถานที่ฝึกงานสองเดือนกว่าของพวกเรา

และเป็นโปรเจกต์ที่อาจตัดสินอนาคตหลังเรียนจบของผม

“โคตรสวยเลยว่ะ”

ผมสะพายกระเป๋าลวก ๆ แล้วหันไปหาคนข้าง ๆ

“ถ้ามาทำงานแล้วได้วิวแบบนี้ทุกวันนะ กูยอมทำโอฟรีเลยจริง ๆ”

เซนเลิกคิ้วใส่

“มึงยังไม่ได้เริ่มงานเลย จะทำโอซะแล้ว”

“เอ้า วิวดีขนาดนี้ กูยอมดิ”

“เขาไม่ได้จ้างมึงมาดูวิวค่ะ”

มันส่ายหน้า แต่ปากยิ้ม

ผมหัวเราะ แล้วเดินลงจากรถพร้อมมัน

จังหวะก้าวของเราคุ้นเคยจนแทบไม่ต้องหันมองกันด้วยซ้ำ

เซนยังเหมือนเดิม ตัวเพรียว ๆ เดินไว ๆ แบบที่ถ้าเผลอแป๊บเดียวก็หายไปไหนไม่รู้ ต่างจากผมที่ช่วงนี้โดนทักบ่อยเกินว่าตัวใหญ่ขึ้น

เซนเหลือบมองแขนผม ก่อนหัวเราะในลำคอ

“มึงไปกินอะไรมาเนี่ย ตัวใหญ่ขึ้นชิบ”

ผมยักไหล่

“กูโตตามวัยปะ”

“วัยมึงหรือวัยควาย”

“อ้าว ด่ากูเฉย”

เซนเดินเร็วขึ้น แล้วจงใจชนไหล่ผมเบา ๆ ตอนเดินผ่าน

ผมหันไปมอง มันยิ้มกวนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เออ แบบนี้แหละ

ตั้งแต่เด็กจนโต มันก็เป็นแบบนี้มาตลอด

ลมทะเลพัดแรงขึ้น ผมหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว

“เออ เซน”

“หืม”

“มึงขึ้นไปรอก่อนดิ ห้องประชุมอะ เดี๋ยวกูตาม”

เซนหยุดเดินทันที

“อะไรของมึง จะเริ่มงานแล้วนะ”

“เข้าห้องน้ำก่อน แป๊บเดียว”

มันจ้องหน้าผมอยู่สองวิ เหมือนกำลังประเมินว่าเชื่อได้แค่ไหน

“ไว ๆ นะมึง”

“เออ กูรู้น่า”

เซนส่ายหัว แต่ก็ยอมเดินแยกขึ้นไปทางอาคารหลัก

ผมมองมันหายเข้าไปด้านใน ก่อนเลี้ยวไปอีกทาง

ทางเดินไปห้องน้ำเงียบกว่าด้านหน้า มีเพียงเสียงลมทะเลลอดผ่านอาคารเข้ามาเป็นช่วง ๆ เสียงรองเท้าผมกระทบพื้นดังแผ่ว ๆ ท่ามกลางความเงียบ

แล้วผมก็ได้ยินเสียงหนึ่ง

“จิ๊บ…”

ผมหยุด

“จิ๊บ ๆ …”

เสียงดังมาจากข้างกำแพงเตี้ยใต้ต้นไม้

ผมขมวดคิ้ว แล้วก้าวเข้าไปดู

ก่อนจะเห็นใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น

ผู้ชายคนหนึ่งกำลังก้มตัวลง มือข้างหนึ่งรองอะไรเล็ก ๆ ที่ขยับยุบยิบอยู่ในอุ้งมือ

ลูกนก

ผมชะงัก

ไม่ใช่เพราะลูกนก

แต่เพราะคนที่กำลังอุ้มมันอยู่

เขายืนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นดอกเกด เสื้อเชิ้ตขาวปลิวตามแรงลม เส้นผมสีดำอ่อนนุ่มปรกลงข้างแก้ม

ทุกอย่างในตัวเขาดูเงียบ

แต่ไม่จาง

เขาประคองลูกนกเหมือนกลัวมันจะเจ็บแม้แต่นิดเดียว ก่อนเขย่งปลายเท้าขึ้น ค่อย ๆ วางมันกลับเข้าไปในรังอย่างเบาที่สุด

แล้วพึมพำเบา ๆ

“คราวหน้าระวังหน่อยนะ”

แม่นกส่งเสียงร้องอยู่ด้านบน

เขาเงยหน้ามอง แล้วรอยยิ้มบาง ๆ ก็ผุดขึ้นตรงมุมปาก

แค่นั้นเอง

แค่รอยยิ้มเดียว

แต่ผมกลับยืนนิ่งเหมือนลืมหายใจ

แสงแดดตกกระทบเสี้ยวหน้าของเขาพอดี ปลายผมปลิวผ่านแก้ม ขณะที่เขายกมือปัดมันออกอย่างไม่ใส่ใจ

และผมก็เห็นดวงตาคู่นั้นชัด ๆ เป็นครั้งแรก

นิ่ง

อ่อนโยน

และดึงสายตาจนรู้สึกไม่ดีต่อใจเลย

ผมไม่รู้ว่าตัวเองยืนมองอยู่นานแค่ไหน

รู้ตัวอีกที เขาก็เดินหายไปแล้ว

ใต้ต้นดอกเกดเหลือเพียงเงาไม้ ลมทะเล และความรู้สึกแปลก ๆ ที่ยังค้างอยู่กลางอกผม

แต่ในตอนนั้น ผมยังไม่รู้เลยว่า…

คนที่ดูเข้าถึงยากคนนั้น

กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของผม

ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา

❖ ❖ ❖

POV: KIN

อีกฟากหนึ่งของอาคาร Wellness

ผมมาถึงระเบียงก่อน

ลมทะเลพัดแรงกว่าที่คิด ชายเสื้อเชิ้ตขยับตามแรงลม สายตาผมมองออกไปไกล

ผมไม่ได้มองวิว

แต่มองเวลา

ภามบอกว่าจะไปห้องน้ำ แล้วหายไปนานกว่าที่ควร

ผมเหลือบมองนาฬิกาอีกครั้ง ปลายนิ้วแตะหน้าปัดเบา ๆ อย่างเคย

สิบสี่นาทีสิบเจ็ดวินาที

สำหรับคนอื่นอาจไม่นาน

แต่สำหรับภาม มันนานกว่าปกติ

เสียงหัวเราะดังขึ้นจากลานด้านล่าง ผมหันไปมองโดยอัตโนมัติ

เด็กฝึกงานอีกมหาวิทยาลัยสองคนกำลังเดินผ่านลานหิน

คนหนึ่งตัวเพรียว ท่าทางกวน ๆ

อีกคนสูงกว่า ผิวแทน ผมสีน้ำตาลทองยุ่งนิด ๆ

พวกเขาหัวเราะเสียงดังเกินสถานที่ ยิ้มง่ายเกินคนเพิ่งมาฝึกงาน และมองทุกอย่างเหมือนโลกนี้น่าสนุกไปหมด

ผมจำหน้าไว้เฉย ๆ ก่อนละสายตากลับ

โฟกัสงาน

โฟกัสเวลา

โฟกัส—

เสียงฝีเท้า

ภามเดินกลับมาแล้ว

เสื้อเชิ้ตขาวของเขามีรอยฝุ่นจาง ๆ ตรงปลายแขน

ไม่ใช่แบบที่ควรเกิดกับภาม

“ช้า”

ภามพยักหน้า

“นิดนึง”

ผมไม่ถามต่อ

แต่สายตาไล่จากปลายแขนขึ้นไปถึงหน้าเขาแล้วหยุด

ภามไม่ได้หลบตา เขานิ่งเหมือนเดิม

ผมขยับเข้าไปใกล้อีกครึ่งก้าว เอื้อมมือจับข้อมืออีกฝ่ายอย่างเป็นธรรมชาติ

ภามชะงัก

เล็กมาก

แต่ผมรู้

ผมเลื่อนจากข้อมือไปที่ปลายนิ้ว

พลิกขึ้นเบา ๆ มีรอยแดงจาง ๆ ตรงปลายนิ้ว

ไม่มีแผลเปิด ไม่มีเลือด แต่มันเพิ่งเกิด

ผมมองอยู่นานกว่าที่ควร

ไม่ใช่เพราะมันร้ายแรง

แต่เพราะมันอยู่บนมือของภาม

“โดนอะไรมา”

ภามมองมือผมแวบหนึ่ง ก่อนตอบ

“ลูกนกตกจากรัง”

ผมหยุดมือไปครู่หนึ่ง

ภาพต่อขึ้นมาเองในหัว

ภามเอื้อมมือเอาลูกนกกลับรัง โดยไม่สนเสื้อ ไม่สนฝุ่น และไม่สนว่าตัวเองจะโดนจิกหรือเปล่า

ภามเป็นแบบนี้เสมอ

ผมปล่อยมือเขาคืนไปช้า ๆ

“ไม่มีแผล”

ภามพยักหน้า

“อืม”

ผมถอยกลับมายืนระยะเดิม แต่ปลายนิ้วยังจำความอุ่นของมืออีกฝ่ายได้ชัด

“ตื่นเต้นไหม”

ผมถามขณะที่สายตายังมองออกไปข้างหน้า

“เฉย ๆ”

ภามตอบทันที

ผมหลุดหัวเราะในลำคอ

“คำตอบมึงนี่กันตายได้ทุกสถานการณ์จริง ๆ”

ภามไม่ตอบ

ผมล้วงมือลงกระเป๋า ขยับตัวยืนขนานกับเขา

“ที่นี่ไม่ธรรมดา ทั้งรีสอร์ต ทั้งโปรเจกต์ ทั้งโอกาสหลังฝึก ถ้าคะแนนไม่ถึง อาจารย์ไม่ดัน กูว่าไม่รอด”

“มึงเก่ง”

ผมสบตากับเขาแค่เสี้ยววินาที แล้วหลบสายตาตัวเองไปที่ทะเล

ภามนิ่งไปนิดเดียว

ก่อนหันกลับไปมองน้ำเหมือนเดิม

“น่ารำคาญ”

“เอ้า ก็ชมไง”

ผมหลุดหัวเราะกับคำด่าของเขา

ลมพัดแรงขึ้นจนปลายเสื้อเชิ้ตกระทบลำตัวเบา ๆ เราสองคนยืนเงียบกันอยู่พักหนึ่ง

ผมมองเส้นขอบฟ้า แล้วพูดขึ้นเบา ๆ

“ตอนประกาศชื่อ…”

ภามไม่หันมา

แต่ผมรู้ว่าเขาฟัง

“กูคิดนะ ว่าถ้าไม่มีมึง กูจะยังอยากมาที่นี่ไหม”

คำพูดนั้นตรงเกินไป

มันคือความจริงทั้งหมดจากใจผม

แต่ผมรู้ดีว่าต้องซ่อนมันไว้ในน้ำเสียงของเพื่อน

ภามตอบทันที

“มึงก็ยังได้มาอยู่ดี”

ผมพยักหน้า

“ก็ใช่”

ผมเว้นไปนิดหนึ่ง

“แต่มันก็ดีที่เป็นมึง”

ภามเงียบ

ก่อนตอบสั้น ๆ

“อืม”

เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ดังขึ้น ภามยกข้อมือดูนาฬิกา แสงแดดสะท้อนผ่านกระจกหน้าปัดวูบหนึ่ง

“ได้เวลาแล้ว”

เขาพูดเหมือนสั่งตัวเอง แล้วหมุนตัวเดินออกไป

ผมไม่ได้ตอบ

แค่เดินตามครึ่งก้าวด้านหลัง

ระยะเดิม

ทางเดินแคบลงนิดหนึ่ง เงาของเราทั้งคู่ซ้อนกันเป็นช่วง ๆ ก่อนแยกออกเมื่อถึงประตูห้องประชุม

ผมเอื้อมมือเปิดประตูให้ภามอย่างเคยชิน

เขาเดินผ่านเข้าไป ไหล่เฉียดกันเบามาก

แต่ผมรู้สึก

และเลือกจะไม่ขยับหนี

ผมก้าวตามเข้าไป

เสียงภายนอกถูกตัดขาด เหลือเพียงลมหายใจและจังหวะฝีเท้าที่ก้าวไปพร้อมกัน

❖ ❖ ❖

POV: AIDEN

ห้องประชุมกระจกใสอยู่ติดทะเล

แสงแดดสะท้อนผิวน้ำลอดเข้ามากระทบโต๊ะไม้ยาวกลางห้อง เหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ผมดันเก้าอี้ออกแล้วนั่งลงแบบไม่คิดอะไร แขนพาดพนักหลัง สายตามองรอบห้องไปเรื่อย

เอกสารถูกจัดวางเรียบร้อยเกินไป

เหมือนรอให้พวกเรามาทำให้มันยุ่ง

เซนนั่งข้าง ๆ เหมือนเดิม ผมไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่ามันนั่งท่าไหน

ผมกวาดสายตาไปเรื่อย ๆ

ไม่ได้โฟกัสอะไรจริงจัง

จนกระทั่ง—

แกร๊ก

ประตูเปิด

แสงจากด้านนอกพุ่งเข้ามาแค่เสี้ยววินาที ก่อนถูกเงาของคนที่เดินเข้ามาบดบัง

ผมหยุดมองทันที

เหมือนสมองมันเลือกเองว่าจะโฟกัสอะไร

ผู้ชายคนนั้น

คนใต้ต้นดอกเกด

ผมเผลอนั่งตัวตรงขึ้นนิดหนึ่ง

ผมสีดำเส้นเล็กปรกหน้าผาก เสื้อเชิ้ตขาวเรียบ สีหน้าธรรมดาเกินไปจนต้องมองซ้ำ

เขาไม่ได้มองใครเป็นพิเศษ

แค่เดินเข้ามา เลือกที่นั่ง วางของ

ทุกอย่างเงียบ เรียบ ง่าย

แต่สายตาผมดันไม่ยอมไปไหน

ตั้งแต่จังหวะที่เขาดึงเก้าอี้ออก ไปจนถึงวินาทีที่เขาวางปากกาลงบนโต๊ะ

ผมมองอยู่แบบนั้น

เหมือนคนเสียมารยาท

แต่หยุดไม่ได้

ผมต้องเจอคนนี้อีกตั้งสองเดือนกว่า

ผมกลืนน้ำลายเบา ๆ

ไหวไหมวะ ไอ้เด้น

แล้วก็เผลอยิ้มกับตัวเอง

“ยินดีต้อนรับสู่ Wellness by the Sea นะคะ”

เสียงพี่เลี้ยงดึงผมกลับมา

ผมพยักหน้าเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังเหม่อ

“ก่อนเริ่มงาน แนะนำตัวกับบอกความถนัดสั้น ๆ นะคะ”

ห้องเงียบไปนิดหนึ่ง

ผมยกมือขึ้นก่อน

“สวัสดีครับ ผมเอเดน วรินทรวัฒน์ ศิริเมธา จากมหาวิทยาลัยปราณบุรีครับ”

ผมยิ้มบาง ๆ

“ชื่อจริงกับชื่อเล่นเหมือนกันครับ แต่เพื่อนชอบเรียกไอ้เด้น มันบอกผมเหมือนหมาโกลเด้น”

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นในห้อง

ผมยักไหล่

“ผมถนัดคุยกับลูกค้า อ่านสถานการณ์หน้างาน แล้วก็ปรับตัวไวครับ”

พูดจบ ผมเหลือบมองไปทางเขา

แค่แวบเดียว

มุมปากเขาขยับขึ้นนิด ๆ

เหมือนยิ้มผ่านสายตามากกว่า

หัวใจผมสะดุดไปหนึ่งจังหวะ

ยิ้มเล็ก ๆ นั้นอันตรายต่อใจผมมาก

เซนเป็นคนต่อ

“สวัสดีครับ เซน ศรัณย์ วชิรานนท์ จากที่เดียวกับเอเดนครับ”

น้ำเสียงมันนิ่ง แต่ติดเล่นนิด ๆ

“ผมถนัดหาทางเลือกใหม่ ๆ ถ้าหน้างานเปลี่ยน ผมปรับได้”

มันเว้นจังหวะ

“แต่จะพยายามไม่ทำให้พังนะครับ”

ผมหัวเราะในลำคอ

แล้วก็เห็นผู้ชายอีกคนที่นั่งข้างภามเหลือบมองมัน

สูง โปร่ง เสื้อเรียบ แว่นเรียบ สีหน้าเรียบ

เรียบทุกอย่างจนเหมือนมีคำว่า “มาตรฐาน” แปะอยู่บนหน้าผาก

เซนยิ้มตอบทันที

เออ…

เอาเข้าสิ

เริ่มแล้ว

บรรยากาศมันตึงนิด ๆ แบบไม่ต้องพูด

คนต่อไปคือเขา

“สวัสดีครับ ผมภาม กฤตภาส โมริ จากเซนต์มิคาแอล”

เสียงนิ่ง

สั้น

แต่ชัดจนทั้งห้องฟัง

“ผมถนัดดูภาพรวม ความต่อเนื่องของงาน และรับฟังทีมครับ”

ไม่มีคำเกิน

ไม่มีการขายตัวเองเกินจำเป็น

แต่ผมนั่งนิ่งไปเลย

แม่งเอ๊ย

เท่ฉิบหาย

คนสุดท้ายคือคนข้างเขา

“ผมคิน ธีรคินทร์ ธนาวัฒนศักดิ์ครับ จากที่เดียวกับภาม”

น้ำเสียงสุภาพกว่าทุกคน

“ผมถนัดวางขั้นตอน ตรวจความชัดเจน และจัดระบบงานครับ ถ้าอะไรไม่ชัด ผมจะขอเช็กก่อน”

ชัดเจนว่า

คนนี้เป็นคนประเภทที่ถ้าบอกว่าไฟไหม้ เขาน่าจะถามก่อนว่าจุดเกิดเหตุอยู่ตรงไหน มีทางออกกี่ทาง และใครรับผิดชอบถังดับเพลิง

เซนหันมายิ้มกับผม

ผมรู้ทันทีมันคิดอะไร

อย่าเพิ่งแกล้งเขา ไอ้เซน

มึงใจเย็นก่อน

พี่เลี้ยงยิ้มบาง ๆ ก่อนเปิดสไลด์แรกบนจอ

“โปรเจกต์ของพวกคุณในสองเดือนนี้ คือออกแบบแพ็กเกจ Wellness Experience ใหม่ให้กับรีสอร์ตค่ะ”

หน้าจอเปลี่ยนเป็นภาพลูกค้าหลายกลุ่ม ทั้งวัยทำงาน คู่รัก และคนที่ต้องการพักฟื้นร่างกายกับใจ

“โจทย์คือ ไม่ใช่แค่ทำสปาแล้วจบ แต่ต้องสร้างประสบการณ์ตั้งแต่การประเมินลูกค้า การดูแลระหว่างเข้าพัก ไปจนถึงความรู้สึกหลังกลับบ้าน”

ผมนั่งตัวตรงขึ้นนิดหนึ่ง

พี่เลี้ยงพูดต่อ

“พวกคุณต้องออกแบบทุกอย่างตั้งแต่ศูนย์ ทั้งชื่อโปรเจกต์ แนวคิดหลัก ขั้นตอนบริการ รายละเอียดแพ็กเกจ และวิธีทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเขาได้กลับไปในเวอร์ชันที่ดีขึ้นกว่าเดิม”

ผมเลิกคิ้ว

“เริ่มจากศูนย์เลยเหรอครับ”

“ใช่ค่ะ ศูนย์แบบที่ยังไม่มีแม้แต่โครงร่าง”

คำตอบนั้นทำให้ผมยิ้มกว้างออกมาทันที

แทนที่จะเครียด ผมกลับรู้สึกว่าเลือดในตัวมันสูบฉีด

โอเค

งานยากแบบนี้แหละที่น่าสนุก

“ได้ครับพี่ พวกผมจัดเต็มให้อยู่แล้ว”

เซนพยักหน้าช้า ๆ เหมือนเห็นด้วย

ส่วนคิน…

ผมเหลือบไปเห็นมือเขากำปากกาแน่นขึ้นนิดหนึ่ง

คนนี้คงแบกความตั้งใจไว้เต็มบ่า

แต่คนที่ดึงความสนใจผมไปได้มากที่สุดยังเป็นคนเดิม

ภามวางปากกาลงบนโต๊ะช้า ๆ

เสียงคลิกเบา ๆ นั้นกลับดึงจังหวะทุกอย่างให้หยุดนิ่ง

“ต้องทำเป็นทีม?”

เสียงเขานิ่งสนิท

“ใช่ค่ะ ทุกคนต้องแชร์ไอเดียและร่วมมือกันออกแบบโปรเจกต์ ทุกขั้นตอน”

ภามพยักหน้าช้า ๆ

ผมมองเขาแล้วหลุดยิ้ม

คนอะไร แค่ถามคำเดียวก็ทำให้ห้องดูจริงจังขึ้นได้

เซนเอนตัวไปด้านหลัง

“งั้นก่อนจะเริ่มรื้อโครงสร้าง เราต้องมีชื่อโปรเจกต์ก่อนนะ”

ผมพยักหน้า

“เอาแบบที่ลูกค้าเข้ามาแล้วรู้สึกเหมือนได้เปลี่ยนเป็นคนละคนดีไหม”

ทุกคนหันมามอง

ผมพูดต่อ

“ไม่ใช่แค่มาซื้อบริการแล้วจบ แต่เหมือนได้รีเซ็ตตัวเองจริง ๆ ทั้งร่างกาย ความคิด แล้วก็ความรู้สึก”

คินพยักหน้าเบา ๆ

“เหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่”

คำว่าเริ่มต้นชีวิตใหม่วนอยู่ในหัวผมเหมือนจิ๊กซอว์ที่เกือบจะลงตัว

จนกระทั่ง—

“Destiny”

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นสั้น ๆ

ผมหันไปมองภามทันที

เจ้าของเสียงยังคงสีหน้าเรียบเฉย เหมือนไม่ได้พูดอะไรสำคัญ

“โชคชะตาเหรอ”

ผมทวนคำ

ภามพยักหน้า

“Destiny เพราะ Wellness ไม่ใช่แค่การมานวดให้หายปวดเมื่อย”

เขาพูดช้า ๆ น้ำเสียงยังนิ่งเหมือนเดิม

“แต่คือการปรับ Holistic Wellbeing สมดุลองค์รวมทั้งกายและใจ บางคนมาที่นี่เพราะเหนื่อยกับอะไรก็ตามในชีวิต”

ภามเงยหน้าขึ้นมองจอ

“ถ้าเราทำให้เขาออกจากที่นี่ในเวอร์ชันที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้… มันก็คือการเปลี่ยนโชคชะตาเล็ก ๆ ของเขาเหมือนกัน”

ทั้งห้องเงียบไปครู่หนึ่ง

แต่เป็นความเงียบที่ทุกคนกำลังซึมซับความหมายของมัน

ผมมองภามนิ่ง

เพราะคำว่า Destiny เขาพูดมันเหมือนเชื่อจริง ๆ

เหมือนเห็นภาพนั้นอยู่ในหัวก่อนทุกคน

เซนยิ้มมุมปาก

“Destiny Project… ฟังดูเหมือนชื่อซีรีส์ดังเลยว่ะ แต่ชอบนะ”

คินพยักหน้า

“ชัดเจนดีครับ”

ผมหันไปสบตากับภามอีกครั้ง

เขาไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม

แต่คำว่าโชคชะตาของเขายังตกค้างอยู่ในใจผมอย่างประหลาด

“โอเค”

ผมสรุป

“งั้นเอาชื่อนี้แหละ”

ทุกอย่างดูลงตัวอย่างน่าประหลาด

ราวกับว่าชื่อนี้ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรก

เหมือนกับที่พวกเราสี่คนต้องมาเจอกันที่นี่

❖ ❖ ❖

หลังประชุม ประตูเปิดออก ลมทะเลพัดเข้ามาจนผมต้องสูดหายใจลึกหนึ่งที

เหมือนเพิ่งออกจากอะไรสักอย่าง

ผมหันไปหาสองคนจากเซนต์มิคาแอล แล้วรีบพูดก่อนใคร

“คุณภาม คุณคินครับ…”

ผมยิ้ม

“ไหน ๆ ก็ทีมเดียวกันแล้ว จะสุภาพไปอีกนานแค่ไหน”

เซนหัวเราะเบา ๆ ข้างหลัง

“กูรออยู่เหมือนกัน”

คินเลิกคิ้ว

ผมยิ้มกวน

“ขอใช้กู–มึงได้ไหม จะได้ไม่เกร็ง”

ผมเหลือบมองภาม

เขายืนฟังเฉย ๆ ก่อนตอบสั้น ๆ

“ตามสบาย”

สั้น

แต่พอ

เซนพยักหน้า

“กูเอาด้วย”

คินถอนหายใจเบา ๆ

“ถ้าทำให้งานง่ายขึ้น ก็โอเค”

ผมยิ้มกว้าง

“ดี งั้นเริ่มเลยนะ”

ผมก้าวออกนำ โดยมีเสียงฝีเท้าอีกสามคนตามมา

จากคนแปลกหน้าที่ยังไม่รู้จักกันดี

ตอนนี้มันยังไม่ใช่คำว่าทีมเต็มตัว

แต่ผมรู้

เรากำลังจะไปทางเดียวกันแล้ว

และไม่รู้ทำไม

การเริ่มต้นครั้งนี้มันน่าสนุกกว่าที่คิดไว้เยอะเลย

❖ ❖ ❖

ล็อบบี้ของรีสอร์ตเย็นกว่าด้านนอกทันทีที่พวกเราเดินเข้ามา

ไม่ใช่แค่เพราะแอร์

แต่เพราะทุกอย่างในนี้ถูกจัดวางให้คนที่ก้าวเข้ามารู้สึกช้าลงโดยไม่รู้ตัว

กลิ่นไม้หอมลอยจาง ๆ อยู่ในอากาศ ผสมกับกลิ่นซีทรัสสะอาด ๆ ที่แตะปลายจมูกแบบไม่รบกวนเกินไป

เสียงดนตรีเบามาก

เบาจนเกือบเหมือนไม่มี

แต่พอเงียบไปนาน ๆ ถึงรู้ว่ามันกำลังพยุงบรรยากาศทั้งห้องเอาไว้

แสงไฟสีอุ่นทอดลงบนพื้นหินเรียบเงา เฟอร์นิเจอร์สีครีมกับไม้โทนอ่อนทำให้ที่นี่ดูแพงแบบไม่ต้องพยายาม

ไม่ใช่ความหรูที่ตะโกนใส่หน้า

แต่เป็นความหรูที่ทำให้คนเผลอเบาเสียงลงเอง

ผมยืนพิงเคาน์เตอร์นิด ๆ ระหว่างรอกุญแจห้อง นิ้วเคาะผิวไม้เป็นจังหวะ

สายตาเจ้ากรรมดันไหลไปหยุดที่เดิม

ภาม

เขายืนห่างออกไปไม่ไกล ท่ายืนเหยียดตรงนิ่งสนิท สีหน้าปกติของเขาเดาอะไรไม่ได้เลย

เหมือนคนที่ต่อให้เอาพายุไปวางตรงหน้า ก็อาจจะแค่กะพริบตาหนึ่งทีแล้วถามว่า “มีอะไร”

ผมหรี่ตามอง ชั่งน้ำหนักบางอย่างในหัว

แล้วก็ตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้อีกนิด

“เออ…”

ภามปรายตามามอง

“เมื่อกี้ในห้องประชุมคนเยอะ กูฟังผ่าน ๆ ชื่อมึง พอ พาน หรือ ภอ สำเภา ยังไงนะ”

ผมถามออกไปหน้าตาเฉย

ทั้งที่ชื่อภามวนอยู่ในหัวจนแทบจะสลักลงเส้นสมองแล้ว

ภามเงียบไปอึดใจหนึ่ง

ก่อนตอบเสียงเรียบ

“ภาม ภอ สำเภา”

“อ๋อ ภาม”

ผมพยักหน้าช้า ๆ แกล้งทำเหมือนเพิ่งบันทึกข้อมูลลงเมมโมรี่

พอได้มายืนใกล้ ๆ ผมถึงได้กลิ่นหอมสะอาดจาง ๆ จากตัวเขา

ไม่ใช่น้ำหอมฉุน ๆ

แต่เป็นกลิ่นเย็นนิด ๆ คล้ายเปปเปอร์มินต์ผสมอะไรบางอย่างที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกสงบ

แปลกดี

เพราะยิ่งอยู่ใกล้

ใจผมกลับยิ่งเต้นแรง

ปากมันไปไวกว่าสมอง

“หน้ามึงนี่…”

ภามมองนิ่ง

ผมยิ้ม

“แพงว่ะ”

ความเงียบตกลงกลางวงทันที

เซนที่ยืนอยู่ด้านหลังหลุดขำพรืด

คินหันขวับมามองเหมือนกำลังประเมินว่านี่คือสถานการณ์จีบ หรือสถานการณ์หาเรื่อง

ส่วนภาม…

เขาจ้องผมตรง ๆ

ไม่หลบตา

“งั้นก็อย่าจีบ”

เสียงเรียบ

เย็น

และตัดบทได้ไร้เยื่อใยมาก

ผมยิ้มมุมปาก

ขยับเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง

ไม่ใกล้จนเสียมารยาท

แต่ใกล้พอให้เขารู้ว่าผมตั้งใจ

“ไม่ทันแล้วว่ะ”

คินสำลักไอเบา ๆ

เซนหัวเราะหนักกว่าเดิม

ภามหลับตาลงเสี้ยววินาที คล้ายกำลังระงับอารมณ์ ก่อนถอนหายใจออกมา

“น่ารำคาญ”

ผมเลยยิ้มค้างอยู่ตรงนั้นยิ้มค้างอยู่แบบนั้น ท่ามกลางกลิ่นไม้หอม แสงอุ่น และเสียงคลื่นที่ดังอยู่ไกล ๆ นอกกระจก

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เขาอาจไม่ได้อนุญาตอะไรเลย

เขาบ่นว่าน่ารำคาญ

แต่ไม่ได้เดินหนี

และสำหรับคนอย่างผม…

แค่นั้นก็มากพอให้เริ่ม

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!