ลมพัดเอื่อยๆ หอบเอาความเย็นเยียบของฤดูใบไม้ร่วงมากระทบผิว แต่ซูอวี้หลันกลับไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด เพราะความร้อนผ่าวจาก 'ธนบัตร' ในมือมันแผ่ซ่านไปถึงขั้วหัวใจ!
เด็กสาวก้มมองธนบัตรใบละสิบหยวนจำนวนแปดใบ พร้อมกับตั๋วเนื้อ ตั๋วผ้า และตั๋วอุตสาหกรรมอีกปึกเล็กๆ ด้วยมือที่สั่นเทา
"แปดสิบหยวน... นี่มันแปดสิบหยวนเลยนะพี่ใหญ่จ้าว!" ซูอวี้หลันเบิกตาโต
"เงินเดือนคนงานในโรงงานทอผ้าที่ตัวอำเภอ เดือนหนึ่งยังได้แค่ยี่สิบกว่าหยวนเอง นี่พี่เอาสบู่ก้อนเดียวไปขายได้ราคาขนาดนี้เชียวหรือ!"
จ้าวฉือมองท่าทางตื่นเต้นของเด็กสาวด้วยสายตาเรียบเฉย แต่แฝงความเอ็นดูไว้ลึกๆ
"ภริยาของหัวหน้าฝ่ายผลิตในตัวอำเภอกำลังเตรียมงานแต่งให้ลูกสาว พอเห็นสบู่หอมก้อนนี้ หล่อนก็แทบจะคว้าไปจากมือฉัน ยอมทุ่มทั้งเงินหยวนและตั๋วปันส่วนเพื่อแลกมันมา... นี่คือส่วนแบ่งสี่ส่วนของเธอ"
ซูอวี้หลันรีบพับเงินและตั๋วปันส่วนทั้งหมดซุกเข้าในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แม้ในใจจะแอบคิดว่า 'โอ้โห! สบู่ก้อนละไม่กี่สิบบาทในยุคฉัน เอามาฟันกำไรในยุค 70 ได้ถึงสองร้อยหยวน! อัตราแลกเปลี่ยนนี้มันปล้นกันชัดๆ!' แต่ใบหน้าภายนอกกลับฉีกยิ้มหวานประจบประแจง
"พี่ใหญ่จ้าวช่างมีฝีมือการค้าลึกล้ำจริงๆ! การได้ร่วมงานกับพี่ถือเป็นวาสนาของฉันโดยแท้!"
ชายหนุ่มร่างสูงส่ายหน้าเบาๆ
"เก็บเงินให้ดี อย่าให้คนในบ้านซูเห็นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นภัยแก่ตัวเธอเอง... พรุ่งนี้ฉันมีธุระที่ตัวอำเภอ คงไม่ได้เข้าป่า อีกสองวันค่อยมาพบกันที่เดิม"
"รับทราบสหายจ้าว! เดินทางปลอดภัยนะจ๊ะ!" ซูอวี้หลันโบกมือหยอยๆ มองส่งแผ่นหลังกว้างของอดีตนายทหารจนลับสายตา
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นแล้ว เด็กสาวก็รีบหลับตา เพ่งสมาธิวาร์ปกลับเข้าสู่มิติวิเศษทันที
"อาเป่า! ฉันเอาเงินหยวนมาฝาก!" ซูอวี้หลันตะโกนลั่นห้องนั่งเล่น
เธอไม่ได้เอาเงินไปแลกเป็นแต้มระบบ เพราะเงินหยวนและตั๋วปันส่วนพวกนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้ชีวิตบนโลกภายนอก เธอต้องการเก็บออมไว้เป็น 'ทุนรอน' สำหรับการแยกบ้านในอนาคต เซลส์สาวเดินตรงไปที่ห้องทำงานของตัวเองในมิติ เปิดตู้เซฟดิจิทัลที่ซ่อนอยู่หลังกรอบรูป แล้วยัดเงินกับตั๋วทั้งหมดเข้าไปอย่างแน่นหนา
"อยู่ที่นี่ปลอดภัยที่สุด ต่อให้แม่เฒ่าซูจะพลิกแผ่นดินหา ก็ไม่มีวันเจอสมบัติของฉันหรอก!"
...
ช่วงเย็นของวันนั้น ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนลับแนวเขา เสียงระฆังเลิกงานของคอมมูนดังกังวานไปทั่วหมู่บ้านสือหลิน
ซูอวี้หลันที่แอบกลับมานอนซมคลุมโปงอยู่บนเตียงเตา แง้มตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงบ่นกระปอดกระแปดดังมาจากลานหน้าบ้าน
"โอ๊ย... ปวดหลังไปหมดแล้ว... มือฉันพองเป็นตุ่มน้ำใสเลย..."
เสียงสะอื้นไห้ของซูเยว่เล่อดังแว่วมา เด็กสาววัยสิบสี่ปีที่ปกติมักจะสวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านและนั่งรอกินข้าวสวยร้อนๆ บัดนี้สภาพไม่ต่างจากขอทาน เสื้อกันหนาวเลอะเทอะไปด้วยโคลนและเศษหญ้าหมู รองเท้าผ้าใบขาดวิ่นเปื้อนดินแดง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าที่เคยจิ้มลิ้มบัดนี้ดำคล้ำจากการตากแดดมาทั้งวัน
"บ่นอะไรนักหนา! แกเพิ่งจะตัดหญ้าหมูไปได้แค่ตะกร้าเดียวเองนะ นังเยว่เล่อ! แต้มแรงงานวันนี้แกได้แค่สองแต้มเท่านั้น สู้เด็กเจ็ดขวบบ้านหวังยังไม่ได้เลย!" เสียงของแม่เฒ่าซูด่าทอตามมาติดๆ
"ก็ฉันทำไม่เป็นนี่จ๊ะท่านย่า! ปกติพี่อวี้หลันเป็นคนทำทั้งหมด..." ซูเยว่เล่อเถียงเสียงอ่อย
"งั้นก็ไปตักน้ำมาล้างหน้าซะ! แล้วอย่าหวังว่าจะได้กินแป้งย่าง คืนนี้แกได้กินแค่น้ำต้มผักเท่านั้น!" แม่เฒ่าซูประกาศกร้าว ก่อนจะเดินปึงปังเข้าครัวไป
ซูเยว่เล่อยืนกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ มือที่พองพุบพองของหล่อนสั่นเทิ้ม ความโกรธเกรี้ยวทั้งหมดถูกพุ่งเป้าไปที่คนๆ เดียว... ซูอวี้หลัน!
นังตัวซวย! เพราะมันคนเดียวที่แกล้งป่วย วันนี้ฉันถึงต้องมาตากแดดตัดหญ้าจนมือพังแบบนี้!
ด้วยแรงโทสะ ซูเยว่เล่อเดินกระแทกเท้าตรงดิ่งไปยังห้องดินเหนียวซอมซ่อของพี่สาวทันที หล่อนถีบประตูไม้เปิดออกอย่างแรง!
ปัง!
ซูอวี้หลันที่นอนอยู่บนเตียงแกล้งสะดุ้งสุดตัว เธอหรี่ตามองน้องสาวดอกบัวขาวที่บัดนี้สภาพดูไม่จืดด้วยสายตาใสซื่อ
"น้องเยว่เล่อ... กลับมาแล้วหรือจ๊ะ เหนื่อยไหม..."
"ไม่ต้องมาเสแสร้ง!" ซูเยว่เล่อตวาดแหว พุ่งตัวเข้ามาที่ข้างเตียง
"แกไม่ได้ป่วยจริงใช่ไหม! แกแค่แกล้งทำเพื่อหลอกให้ท่านย่าใช้ฉันไปทำงานแทน! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ นังขี้เกียจ!"
พูดจบ ซูเยว่เล่อก็ยื่นมือที่เปื้อนโคลนหมายจะกระชากผ้าห่มของซูอวี้หลันออก
แต่มีหรือที่เซลส์สาวผู้ผ่านการตบตีแย่งชิงยอดขายมานับไม่ถ้วนจะยอมให้เด็กเมื่อวานซืนมารังแก?
ซูอวี้หลันกะจังหวะอย่างแม่นยำ ในเสี้ยววินาทีที่มือของซูเยว่เล่อสัมผัสโดนผ้าห่ม เธอจงใจทิ้งน้ำหนักตัวกลิ้งตกลงมาจากเตียงเตา ตุบ! ร่างของเธอกระแทกพื้นดินเหนียวอย่างแรง พร้อมกับปัดชามใส่น้ำเปล่าที่วางอยู่บนเก้าอี้ไม้จนตกลงมาแตกกระจาย!
เพล้ง!!
"โอ๊ยยย!!" ซูอวี้หลันกรีดร้องเสียงหลง บีบน้ำตาเม็ดโตให้ร่วงเผาะๆ ทันที
"น้องเยว่เล่อ! พี่ขอโทษ! พี่ป่วยจนไม่มีแรงไปตัดหญ้าหมูแทนจริงๆ น้องอย่าตีพี่เลยนะจ๊ะ! อย่าตีพี่เลย!"
เสียงกระเบื้องแตกและเสียงกรีดร้องของซูอวี้หลันดังลั่นจนทะลุไปถึงห้องครัว
เพียงอึดใจเดียว แม่เฒ่าซูที่กำลังหงุดหงิดหิวข้าวก็ถือทัพพีไม้พุ่งพรวดเข้ามาในห้อง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ ซูอวี้หลันนอนขดตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นที่มีเศษชามแตกกระจาย ใบหน้าซีดเซียวเปื้อนน้ำตา ส่วนซูเยว่เล่อยืนคร่อมร่างพี่สาวด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด มือยังค้างอยู่ในท่าที่เหมือนกำลังจะตบตี!
"นี่พวกแกทำบ้าอะไรกัน!" แม่เฒ่าซูตวาดลั่น
"ท่านย่า! นังอวี้หลันมันแกล้ง..."
เพียะ!!
ยังไม่ทันที่ซูเยว่เล่อจะพูดจบ ทัพพีไม้ในมือแม่เฒ่าซูก็ฟาดลงบนท่อนแขนของหล่อนอย่างจัง!
"โอ๊ย! ท่านย่าตีฉันทำไม!" ซูเยว่เล่อร้องไห้โฮ
"ฉันตีคนเนรคุณอย่างแกน่ะสิ!" แม่เฒ่าซูชี้หน้าด่าอย่างเหลืออด
"วันนี้แกหาแต้มแรงงานมาได้แค่สองแต้ม ทำให้บ้านเราเสียเปรียบคนอื่น กลับมาถึงยังไม่รู้จักไปช่วยแม่แกทำกับข้าว ดันมารังแกนังอวี้หลันที่นอนป่วยจนชามแตกอีก! แกรู้ไหมว่าชามใบนี้ต้องใช้ตั๋วอุตสาหกรรมแลกมาฮะ นังเด็กผลาญสมบัติ!"
ในยุคที่ทุกอย่างต้องประหยัดมัธยัสถ์ การทำข้าวของแตกหักถือเป็นความผิดร้ายแรงในสายตาของแม่เฒ่าซูผู้ตระหนี่ถี่เหนียว
"ฮึก... ท่านย่าจ๋า อย่าโทษน้องเลยจ้ะ เป็นเพราะฉันเองที่หลบมือของน้องไม่พ้น ชามถึงได้ตกลงมาแตก..." ซูอวี้หลันที่นอนอยู่บนพื้นช้อนตาขึ้นมอง แกล้งพูดจาปกป้องน้องสาว แต่เนื้อแท้คือการราดน้ำมันลงบนกองไฟชัดๆ!
"ได้ยินไหม! ขนาดพี่แกป่วยใกล้ตาย แกยังจะไปตบตีมันอีก!" แม่เฒ่าซูหันไปถลึงตาใส่ซูเยว่เล่อ
"คืนนี้แกไม่ต้องกินข้าวจริงๆ แล้ว! คุกเข่าสำนึกผิดอยู่หน้าลานบ้านจนกว่าฉันจะสั่งให้ลุก ไปเดี๋ยวนี้!"
"ท่านย่า! ฉันถูกใส่ความ!" ซูเยว่เล่อกระทืบเท้า ร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด แต่เมื่อเห็นสายตาอำมหิตของแม่เฒ่าซู หล่อนก็จำต้องวิ่งร้องไห้กระซิกๆ ออกไปคุกเข่าที่ลานบ้าน ท่ามกลางลมหนาวที่พัดโชยมา
แม่เฒ่าซูสบถด่าอีกสองสามคำ ก่อนจะเดินกระแทกส้นเท้ากลับไปทำกับข้าวต่อ ไม่สนแม้แต่จะพยุงหลานสาวคนโตให้ลุกขึ้น
เมื่อประตูปิดลง ซูอวี้หลันที่แกล้งทำตัวสั่นเป็นลูกนก ก็ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า น้ำตาบนใบหน้าหายวับไปราวกับสั่งได้ รอยยิ้มร้ายกาจกระตุกขึ้นที่มุมปาก
เด็กสาวเดินไปที่หน้าต่างกระดาษ แง้มดูซูเยว่เล่อที่กำลังนั่งคุกเข่ากอดอกหนาวสั่นอยู่กลางลานบ้าน
หึ! รสชาติของการเป็นลูกชังมันหนาวเหน็บแบบนี้แหละ... ค่อยๆ ซึมซับมันเข้าไปนะ นังดอกบัวขาว!