รอยอาลัย

ตอนที่ 1: ตอนที่ 1

👁️ 115 อ่าน
22px

บทที่ ๑

รอยแรกแห่งอาลัย

สายลมหนาวต้นเดือนยี่พัดเอื่อยผ่านหมู่ต้นลำดวนในคุ้มหลวง กลีบดอกสีขาวนวลร่วงหล่นลงบนพื้นอิฐเก่าเบื้องล่างราวหิมะแห่งเมืองเหนือ

บุษยานั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่างเรือนไม้สัก มือเรียวประคองหนังสือที่เปิดค้างไว้ หากสายตากลับทอดมองออกไปไกลเกินกว่าตัวอักษรในหน้ากระดาษ

เช้าวันนั้น ทุกสิ่งดูเหมือนเดิม หากชีวิตของนางกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

เสียงฝีเท้าของพี่เลี้ยงดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่หญิงสูงวัยจะก้าวเข้ามาภายในห้อง

แม่หญิงเจ้าคะ...”

บุษยาเงยหน้าขึ้น ใบหน้างามแม้เรียบนิ่ง

เจ้าหลวงมีรับสั่งให้แม่หญิงเข้าเฝ้าเจ้าค่ะ”

นางพยักหน้าโดยมิได้เอ่ยสิ่งใด

ตลอดสิบเก้าปีที่ผ่านมา บุษยาถูกอบรมให้รู้หน้าที่ของตนเองเสมอ บุตรีแห่งราชสกุลย่อมมิอาจใช้ชีวิตตามอำเภอใจ

บางคราว ความสุข ความรัก หรือแม้แต่หัวใจของตนเอง ก็เป็นสิ่งที่ต้องมอบให้แก่เกียรติยศของตระกูล

แต่ในวันนั้น... นางยังไม่รู้เลยว่า สิ่งที่กำลังจะสูญเสียไปหาใช่อิสรภาพ หากคือความหวังทั้งชีวิต

แม่หญิงทราบหรือไม่เจ้าคะ ว่าเหตุใดเจ้าหลวงจึงเรียกพบ”

พี่เลี้ยงถามพลางยิ้ม

บุษยาส่ายหน้า

หญิงสูงวัยหัวเราะเบา ๆ

ก็เพราะอีกไม่นาน แม่หญิงจะได้เป็นเจ้าสาวแล้วอย่างไรเจ้าคะ”

หัวใจของบุษยากระตุกวูบ ใบหน้างามซุดลงถนัดตา ทว่าเรียวปากอิ่มยังปิดเงียบสนิท

นางมิได้ตอบหากปล่อยให้ความเงียบอื้ออึ้งปกคลุมความคิด

เรื่องการสมรสหาใช่สิ่งนอกเหนือความคาดหมายสำหรับสตรีในราชสกุล

บุษยารู้ดีว่าสักวันหนึ่ง ชีวิตของนางย่อมถูกกำหนดด้วยความเหมาะสมแห่งวงศ์ตระกูล มากกว่าความปรารถนาในหัวใจ

เพียงแต่นางไม่เคยนึกว่า วันนั้นจะมาถึงเร็วนัก

แม่หญิงทราบหรือยังเจ้าคะ ว่าเจ้าบ่าวเป็นผู้ใด”

พี่เลี้ยงถามต่อแม้จะเริ่มสังเกตให้ดวงหน้าผู้เป็นนายซีดเซียวลง

บุษยาส่ายหน้าอีกครั้ง

เจ้าน้อยสุริยะเจ้าค่ะ”

สิ้นคำนั้น หญิงสาวนิ่งงันไปชั่วขณะ ชื่อของเจ้าน้อยสุริยะมิใช่ชื่อที่นางไม่เคยได้ยิน

ตรงกันข้าม... ชื่อของเขาเป็นที่กล่าวขานอยู่เสมอในหมู่เจ้านายฝ่ายเหนือ ทั้งรูปงาม ทั้งเฉลียวฉลาด ทั้งเป็นที่โปรดปรานของผู้ใหญ่ในคุ้มหลวง

หากเรื่องที่ผู้คนกล่าวถึงมากที่สุด กลับมิใช่สิ่งเหล่านั้น หากเป็นเรื่องที่ว่า...

เจ้าน้อยสุริยะมีสตรีผู้หนึ่งอยู่ในดวงใจอยู่ และผู้คนต่างลือกันว่า เขามิอาจลืมนางได้เลย กระนั้นก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าสถานการณ์ระหว่างเจ้าน้อยสุริยะกับคนรักของในเวลานี้เป็นเช่นไร เสียงลือเสียงเล่าอ้างเหล่านั้นจริงเท็จอย่างไรก็ล้วนแล้วแต่ผ่านมาและผ่านไปสำหรับนาง ไม่ต่างจากเรื่องอื่น

หากใครจะคิดว่าวันหนึ่งบุคคลนี้จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บุษยาก้มมองหนังสือในมือ ตัวอักษรตรงหน้าพร่ามัวลงอย่างประหลาด

นางมิอาจบอกได้ว่าเป็นเพราะแสงแดดยามสายที่ส่องลอดบานหน้าต่างเข้ามา หรือเพราะความคิดอันสับสนที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ

แม่หญิง...”

พี่เลี้ยงเรียกเบา ๆ

เจ้าน้อยสุริยะเป็นบุรุษที่ผู้คนกล่าวขานกันนัก หากได้สมรสกับท่าน นับเป็นวาสนาของสตรีหลายคนเลยนะเจ้าคะ”

บุษยาฝืนยิ้มบาง

หรือเจ้าคะ” น้ำเสียงของนางเรียบเฉยเสียจนผู้ฟังมิอาจล่วงรู้ความรู้สึกใด

หญิงสาวค่อย ๆ ปิดหนังสือในมือลง

วาสนา...

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นางได้ยินคำนี้อยู่เสมอ

วาสนาที่ได้เกิดในราชสกุล

วาสนาที่มีผู้คนรายล้อมปรนนิบัติ

วาสนาที่จะได้สมรสกับบุรุษผู้เพียบพร้อม

ทว่าแปลกเหลือเกิน... เหตุใดวาสนาที่ผู้คนต่างอิจฉา จึงทำให้หัวใจของนางหนักอึ้งถึงเพียงนี้

สายลมหนาวพัดผ่านเข้ามาอีกระลอก กลีบดอกลำดวนปลิวร่วงจากกิ่งไม้ ลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างเงียบงัน

บุษยาทอดสายตามองภาพนั้นอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นราวกับเป็นเพียงเรื่องธรรมดา

แล้ว...เรื่องที่ผู้คนลือกันเล่าเจ้าคะ”

พี่เลี้ยงชะงัก ดวงตาไหววูบไปเล็กน้อย หากบุษยาที่ได้ชื่อว่าเฉลียวฉลาดมีหรือจะมองไม่ทัน

เรื่องใดหรือเจ้าคะ” เสียงพี่เลี้ยงเบาหวิว

เรื่องสตรีผู้หนึ่ง ที่อยู่ในดวงใจของเจ้าน้อยสุริยะ ไม่มีใครจะสนใจเรื่องนี้กันเลยหรือไร”

สิ้นคำถามนั้น ห้องทั้งห้องพลันเงียบลง

หญิงสูงวัยเม้มริมฝีปากแน่นราวกับกำลังชั่งใจ

เรื่องบางเรื่องก็เป็นเพียงคำร่ำลือเจ้าค่ะ”

แต่ก็มีมูลอยู่บ้าง ใช่หรือไม่”

บุษยาถามต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

พี่เลี้ยงมิได้ตอบในทันที

เจ้าค่ะ...”

เพียงคำสั้น ๆ นั้น ก็เพียงพอแล้ว

บุษยาหลุบตาลง นางมิรู้จักสตรีผู้นั้นมิรู้ด้วยซ้ำว่านางมีตัวตนเช่นไร แต่ในห้วงเวลานั้น บุษยากลับรู้สึกประหนึ่งว่าหญิงแปลกหน้าผู้นั้นได้ก้าวเข้ามายืนอยู่ระหว่างนางกับชายผู้ซึ่งนางยังไม่ทันได้พบหน้า

และนั่นเป็นครั้งแรก... ที่บุษยารู้สึกหวาดหวั่นต่อชีวิตสมรสที่กำลังรออยู่เบื้องหน้า

บุษยาลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างเชื่องช้า

นางวางหนังสือเล่มโปรดลงบนโต๊ะไม้สักข้างหน้าต่าง ก่อนยกมือจัดสไบให้เรียบร้อยตามความเคยชิน

ไปกันเถิดเจ้าค่ะ”

พี่เลี้ยงรับคำพลางยิ้มกว้าง ทว่าบุษยากลับมิอาจยิ้มตอบได้เต็มที่

ระหว่างทางไปยังหอคำหลวง สายลมหนาวยังคงพัดเอื่อยผ่านแนวต้นลำดวน กลิ่นหอมอ่อนจางของดอกไม้ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ

ผู้คนภายในคุ้มต่างก้มศีรษะถวายความเคารพเมื่อเห็นนางเดินผ่าน

ทุกสิ่งยังคงเป็นเช่นเดิม หากในหัวใจของบุษยากลับรู้สึกประหนึ่งกำลังก้าวเข้าสู่โลกอีกใบหนึ่ง โลกที่มิอาจหวนกลับไปเป็นดังเดิมได้อีก

 

 

เมื่อมาถึงหอคำหลวง ข้าหลวงหน้าประตูรีบเปิดทางให้นางเข้าไปด้านใน

ภายในห้องรับรอง เจ้าหลวงประทับอยู่บนตั่งไม้แกะสลักลวดลายงดงาม ข้างกายมีเจ้าแม่และผู้ใหญ่อีกหลายคนร่วมอยู่ด้วย

ทันทีที่เห็นภาพนั้น บุษยาก็พอจะคาดเดาได้ว่า เรื่องในวันนี้หาใช่เรื่องเล็กน้อย

นางย่อตัวลงอย่างงดงาม

บุษยา ถวายบังคมเจ้าค่ะ”

เจ้าหลวงพยักหน้ารับ แววตาของผู้เป็นบิดาดูอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง

เข้ามาใกล้ ๆ ลูก”

บุษยาขยับเข้าไปนั่งตามคำสั่ง ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่ก่อนที่เจ้าหลวงจะเอ่ยขึ้น

ลูกคงทราบเรื่องแล้วกระมัง”

หญิงสาวก้มหน้าลงเล็กน้อย

เจ้าค่ะ”

แล้วคิดเห็นเช่นไร”

คำถามนั้นทำให้บุษยาชะงัก เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา น้อยครั้งนักที่ผู้ใหญ่จะถามความเห็นของนางในเรื่องสำคัญ

โดยเฉพาะเรื่องการสมรส

นางเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

หากเป็นพระประสงค์ของเจ้าหลวง ลูกก็พร้อมน้อมรับเจ้าค่ะ”

สิ้นคำตอบนั้น ผู้ใหญ่หลายคนต่างพยักหน้าด้วยความพอใจ มีเพียงเจ้าหลวงเท่านั้นที่ยังคงมองบุตรสาวนิ่ง

ราวกับอ่านความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบเรียบร้อยนั้น

บุษยา”

เจ้าค่ะ”

การเป็นภริยาของบุรุษผู้หนึ่ง มิได้อาศัยเพียงหน้าที่เท่านั้น”

หญิงสาวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น

แต่บางครั้งก็ต้องอาศัยความเข้มแข็งของหัวใจด้วย”

คำพูดนั้นทำให้นางรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาอย่างประหลาด ราวกับผู้เป็นบิดารับรู้บางสิ่งอยู่ก่อนแล้ว บางสิ่งที่นางเพิ่งได้ยินจากคำร่ำลือเมื่อครู่

เรื่องของสตรีอีกผู้หนึ่ง...

สตรีที่ครอบครองดวงใจของว่าที่สามีของนาง

บุษยาก้มหน้าลงอีกครั้งมือบางกำชายสไบแน่นโดยไม่รู้ตัว และเป็นครั้งแรกที่นางเริ่มเข้าใจว่า ชีวิตหลังจากนี้ อาจมิได้งดงามดังที่ผู้คนภายนอกมองเห็นเลยแม้แต่น้อย

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!