เซียวอวี้ฉีและเซียวลู่เฟยเดินทางกลับวังหลวงพร้อมกัน ตลอดทางเขามองออกว่าในหัวของเซียวลู่เฟยมีแต่ความสงสัยในความสัมพันธ์ของพี่น้องตระกูลกวนเป็นอย่างมาก แต่เซียวอวี้ฉีกลับไม่ได้ปริปากอะไรออกมา
วังหลวงแห่งนี้กว้างขวางใหญ่โต เซียวอวี้ฉีที่เดินเข้ามาถึงด้านในพระราชวังแล้ว ราวกับได้ย้อนกลับไปในสมัยวัยเยาว์ เขาชอบวิ่งเล่นอยู่ที่อุทยานหลวงอยู่เสมอ
เขาและพี่ชายเกิดจากมารดาเดียวกัน ก่อนเสด็จแม่จะจากไปได้กำชับให้พวกเขาสองพี่น้องช่วยดูแลกันให้ดี เขาและพี่ชายก็ทำตามรับสั่งมาโดยตลอด ไม่เคยทะเลาะกัน อีกทั้งยังช่วยเกื้อหนุนกันเป็นอย่างดี เสด็จพี่มีอายุมากกว่าเขาพอสมควร ด้วยเดิมทีเสด็จแม่คิดว่าจะไม่อาจมีบุตรได้อีกแล้ว แต่ยี่สิบปีต่อมาก็ให้กำเนิดเขาที่เป็นลูกหลงออกมาท่ามกลางความตกใจของเหล่าขุนนาง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาและเซียวลู่เฟยจึงดูอายุไม่ต่างกันมากนัก และสามารถพูดคุยกันได้อย่างสนิทใจ
เมื่อทราบว่าน้องชายเข้าวังมา ซึ่งน้อยครั้งนักที่เซียวอวี้ฉีจะโผล่หน้ามาให้เห็น แม้แต่ประชุมยามเช้าบางครั้งเขายังคร้านจะมา หลงตี้เซียวฉยงจึงสั่งให้คนเตรียมอาหารเอาไว้ และให้คนไปเชิญฉีกุ้ยเฟยและองค์ชายรองเซียวฉงจวินมาร่วมกินดื่มด้วยกัน
เซียวอวี้ฉีไม่ค่อยชอบงานรื่นเริงมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่งหลงตี้เซียวฉยงก็เข้าใจดี เขาจึงสั่งให้มีเพียงดนตรีคลอประสานเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบเหงาเพียงเท่านั้น อย่างไรนี่ก็เป็นเพียงงานเลี้ยงในหมู่พระญาติย่อมไม่ต้องมีพิธีรีตองอันใดให้มากความ
“อาอวี้ ยากนักที่เจ้าจะเข้าวังมาพบข้า วันนี้กินดื่มให้พอใจ แล้วนอนพักในวังหลวงสักคืนเถอะ ได้ยินว่าเจ้าขอไปเป็นอาจารย์ที่สำนักศึกษาหลีฟานสตรีหรือ คิดอย่างไรกัน อยากหาสิ่งแปลกใหม่หรือว่าพึงใจสตรีคนใดในสำนักศึกษากันแน่”
หลงตี้เซียวฉยงกล่าวหยอกเย้าน้องชายอย่างเป็นกันเอง เซียวอวี้ฉียิ้มพลางส่ายหน้าเล็กน้อย
“เสด็จพี่กล่าวหนักเกินไปแล้ว ข้าเพียงอยากนำความรู้ที่ได้เรียนมาไปสั่งสอนผู้คน อยากหาสิ่งใดทำแก้เบื่อก็เท่านั้น ไม่ได้พึงใจสตรีคนใดเลยแม้แต่น้อย”
“เจ้าก็อายุไม่น้อยแล้ว ควรหาพระชายาสักคน ฉีกุ้ยเฟย ได้ยินว่าจวนตระกูลฉีของเจ้า มีหลานสาวคนหนึ่งถึงวัยออกเรือนแล้วใช่หรือไม่ มิสู้ส่งมาเป็นพระชายาของอาอวี้เป็นอย่างไร?”
ฉีกุ้ยเฟยได้ฟังก็ยิ้มแย้มออกมาก่อนจะเลิกคิ้วมองเซียวอวี้ฉี แต่กลับพบว่าชายหนุ่มมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้ายหรือใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เดิมทีนางอยากดึงเขามาเป็นพวก อยากให้เขาช่วยสนับสนุนเซียวฉงจวินให้ได้ขึ้นครองราชย์ แต่จนปัญญาที่เขาหัวแข็งยึดมั่นธรรมเนียมเดิมอย่างเคร่งครัด นางจึงวางแผนจะส่งฉีเสวียน หลานสาวเพียงคนเดียวของนางมาแต่งกับเขา ใช้แผนสาวงามล่อลวงจิตใจของเขา เดิมทีนางกำลังคิดไม่ตกว่าจะหาลู่ทางอย่างไรดี แต่ไม่คิดเลยว่าหลงตี้จะเป็นคนเอ่ยขึ้นมาด้วยองค์เอง เช่นนี้ก็นับว่าง่ายดายยิ่งแล้ว
“ทูลฝ่าบาท ฉีเสวียนอายุสิบห้าปีแล้วเพคะ นางยังไม่มีบุรุษที่พึงใจ ไม่กี่วันก่อนนางเข้าวังหลวงมาเยี่ยมหม่อมฉันและเปรยกับหม่อมฉันว่าพึงใจท่านอ๋องไม่น้อยเช่นกันเพคะ”
“ดี เช่นนี้นับว่าเป็นวาสนาอย่างสุดซึ้งเลย ว่าหรือไม่เล่าอาอวี้?”
“เวรกรรมต่างหากเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนในงานเลี้ยง “.........”
บรรดาผู้คนในงานเลี้ยงถึงกับเงียบกริบ ฉีกุ้ยเฟยเองก็หน้าถอดสี เซียวฉงจวินแม้จะไม่พอใจแต่กลับไม่อาจแสดงกิริยาใดได้ ส่วนเซียวหลงตี้นั้นก็เริ่มปั้นหน้าไม่ถูก แต่ไหนแต่ไรเซียวอวี้ฉีมีนิสัยไม่ค่อยเห็นหัวใครอยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าจะหนักหนาเอาการถึงขนาดนี้
“อาอวี้ เจ้าอย่าเอ่ยวาจาล้อเล่น”
“กระหม่อมไม่ได้ล้อเล่นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ได้ชอบคุณหนูฉี หากแต่งกันไปก็เท่ากับสร้างเวรสร้างกรรมต่อกัน มิสู้ตัดกรรมเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า กระหม่อมมีงานต้องสะสางต่อ พรุ่งนี้ยังต้องไปจัดการธุระที่นอกเมืองหลวง ขอตัวลาก่อน”
เอ่ยจบเขาก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมด ก่อนจะลุกขึ้นทำความเคารพทุกคนและเดินจากไปทันที ฉีกุ้ยเฟยลอบกำมือแน่น พลางคิดในใจว่าหากเขาไม่ยินยอม เห็นทีคงจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้เสียแล้ว
ด้านกวนเยวี่ยหลันและกวนเสี่ยวถิงเมื่อถูกส่งกลับจวนมาแล้วก็พากันเมามายไม่ได้สติ แม่ทัพใหญ่กวนเผิงและนางซูถึงกับส่ายหน้าอย่างคิดไม่ตก เดิมทีคิดว่ากวนเสี่ยวถิงจะห้ามปรามพี่สาวได้ แต่เขาไม่คิดเลยว่าพวกนางสองคนกลับพากันเมาแอ๋เช่นนี้
“ได้ยินว่าชินอ๋องส่งคนมาอารักขาหรือ?”
“เจ้าค่ะท่านพี่ บังเอิญว่าชินอ๋องไปเสวยอาหารที่ภัตตาคารของพวกเราพอดี”
“อืม จัดการส่งของขวัญไปขอบคุณท่านอ๋องเสียหน่อย อย่าได้เสียมรรยาท”
“เจ้าค่ะ”
นางซูเอ่ยรับคำก่อนจะเร่งจัดการทันที เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็มาดูกวนเยวี่ยหลันและกวนเสี่ยวถิงที่นอนกอดกันอยู่บนเตียง นางรู้สึกสงสัยและสับสนเป็นอย่างมาก
กวนเยวี่ยหลันดูเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก หญิงสาวไม่ได้ทำร้ายกวนเสี่ยวถิง แววตาที่มองแม่เลี้ยงเช่นนางก็ไม่ได้แข็งกร้าวเช่นแต่ก่อน
นางซูถอนหายใจออกมาก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาตนเอง ช่างเถิด อย่างไรการที่กวนเยวี่ยหลันเปลี่ยนไปในทางที่ดีก็ดีแล้วมิใช่หรือ พี่สาวของนางที่อยู่ในปรโลกจะได้หมดห่วงเสียที และหากพี่น้องรักใคร่กันเช่นนี้นางก็พอจะวางใจลงไปได้มาก
เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางก็ยิ้มออกมาเต็มใบหน้า พลางกระชับผ้าห่มคลุมให้บุตรสาวและหลานสาวอย่างใส่ใจก่อนจะรีบไปเตรียมของสำหรับไหว้สุสานของพี่สาวในวันพรุ่งนี้
กวนเยวี่ยหลันและกวนเสี่ยวถิงตื่นขึ้นมาในช่วงเช้ามืดของอีกวัน พวกนางรู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก จึงสั่งให้สาวใช้ไปต้มน้ำแกงสร่างเมามาให้ดื่มเสียหน่อย เมื่อน้ำแกงอุ่นๆ ไหลลงท้องสตรีทั้งสองนางก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมาบ้าง
กวนเสี่ยวถิงหันมามองกวนเยวี่ยหลันก่อนจะเอ่ย
“ข้าไม่เคยได้มองห้องของท่านให้ชัดเจนเลย ดูสิการตกแต่งงดงามมากๆ ทั้งภาพวาด เครื่องใช้ ล้วนประณีตทั้งหมด ต่างจากห้องของข้ายิ่งนัก ข้าน่ะหากอยากจะได้สิ่งใด ท่านแม่ล้วนห้ามทั้งสิ้น”
กวนเสี่ยวถิงพูดอย่างไร้เดียงสา ในน้ำเสียงนั้นไม่ได้แฝงความอิจฉาเลยแม้แต่นิดเดียว กวนเยวี่ยหลันที่นอนเอนกายอยู่บนเตียงจึงออกปากขึ้นว่า
“หากเจ้าชอบของสิ่งใดก็หยิบไปสิ หรืออยากได้อะไรเจ้าก็มาบอกข้า ข้าจะซื้อให้เจ้า แม่เจ้าไม่กล้ามีปัญหากับข้าหรอก”
กวนเสี่ยวถิงได้ฟังก็ยิ้มออกมาเต็มใบหน้าพลางเอ่ยหยอกเย้า
“จริงหรือ ท่านใจดียิ่งนัก ระยะนี้ได้เอาศีรษะไปกระแทกกับต้นไม้อะไรบ้างหรือไม่?”
“ทำไม ข้าใจดีเจ้าไม่ชอบหรือ?”
“ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่ข้ากลัวท่านจะเปลี่ยนใจ เอาอย่างนี้ท่านลองเอาหัวโขกเสาเตียงแรงๆ โขกบ่อยๆ จะได้ดีกับข้าตลอดไปอย่างไรเล่า”
“เจ้ามันน้องชั่วจริงๆ”
“ท่านชมข้าเกินไปแล้ว!”
หญิงสาวทั้งสองนอนสนทนากันต่ออีกครู่หนึ่ง เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันเริ่มมาเยือน คนของเรือนใหญ่ก็มาแจ้งว่าให้พวกนางเตรียมตัว เพราะต้องออกเดินทางไปที่สุสานบรรพชนนอกเมืองหลวง กราบไหว้ป้ายวิญญาณของอดีตฮูหยินใหญ่ผู้ล่วงลับ นั่นก็คือมารดาของกวนเยวี่ยหลันนั่นเอง
กวนเยวี่ยหลันได้ยินเช่นนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้คือวันครบรอบวันตายของท่านแม่นางนั่นเอง
“พี่หญิง รีบไปเปลี่ยนชุดก่อนเถอะ”
“อืม”
กวนเยวี่ยหลันพยักหน้ารับคำก่อนจะสั่งให้สาวใช้มาช่วยปรนนิบัติอาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้วไปกินอาหารเช้าที่เรือนใหญ่เสร็จเรียบร้อยก็เดินทางไปที่สุสานบรรพชนในทันที
ทุกปีพวกนางจะเดินทางมาที่นี่ สุสานบรรพชนของตระกูลกวนค่อนข้างใหญ่โตเป็นอย่างมาก ซ้ำยังอยู่ใกล้กับวัดบนเขาที่มีชื่อเสียง ที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบทั้งยังมีบ่าวรับใช้คอยดูแลทำความสะอาดร่วมหลายสิบคน ทำให้ที่นี่สะอาดร่มรื่นอยู่เสมอ
เดิมทีท่านพ่อจะติดตามไปด้วย แต่เพราะมีงานด่วนในค่ายทหาร ทำให้ไม่อาจติดตามไปได้ ทำได้เพียงส่งทหารมาอารักขาพวกนาง การมาไหว้ครั้งนี้จึงมีเพียงกวนเยวี่ยหลัน กวนเสี่ยวถิง และนางซูที่เดินทางมายังสุสานบรรพชน
กวนเยวี่ยหลันเมื่อได้กลับมาที่นี่อีกครั้งและได้มากราบไหว้มารดาผู้ล่วงลับก็รู้สึกตื้นตันในอก น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย นางซูและกวนเสี่ยวถิงที่เห็นก็อดที่จะน้ำตารื้นขึ้นมาไม่ได้เช่นเดียวกัน
หลังจากที่กราบไหว้เสร็จแล้ว พวกนางก็คิดว่าจะพักทานอาหารว่างแล้วค่อยกลับ แต่กวนเยวี่ยหลันกลับบอกว่านางเหนื่อยแล้วอยากกลับจวนโดยเร็ว ระหว่างทางค่อยหาร้านของว่างดี ๆสักร้านแล้วซื้อกลับไปกินที่จวนก็พอ นางซูและกวนเสี่ยวถิงเองก็ไม่คัดค้านอะไร
ที่นางทำเช่นนี้เพราะจำได้ว่าชาติก่อนเซียวอวี้ฉีจะถูกลอบทำร้ายและได้รับบาดเจ็บในเวลานี้ และนางก็เป็นคนช่วยเขาเอาไว้ แต่ยามนี้นางไม่อยากสานต่อวาสนาหรือเวรกรรมอะไรกับเขาอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่ว่านางใจดำ แต่นางไม่อยากพัวพันกับใครอีก จึงอยากหาทางหลีกเลี่ยงไปเสีย
แต่ผู้ใดจะคาดคิดกันเล่าว่ายังไม่ทันที่นางจะได้จากไปกลับเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาเสียก่อน
อยู่ๆก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งกระโดดเข้ามาทางกำแพง เนื้อตัวของเขาเปรอะเปื้อนดินโคลน แขนขวาก็มีรอยแผลจากคมดาบฟาดฟันจนโลหิตไหลซึมเป็นทางยาว เขากลิ้งตกลงมาจากกำแพงพลางส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เมื่อกวนเยวี่ยหลันเพ่งมองให้ดีๆ ก็ต้องร้องอุทานออกมาเสียงดัง
“เซียวลู่เฟย!”