ลำนำย่ำราตรี

ตอนที่ 9: ตอนที่ 8 : ภารกิจลุล่วง?

👁️ 1 อ่าน

ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 8 : ภารกิจลุล่วง?

ภายในห้องลับที่มืดสลัว แสงเทียนเพียงไม่กี่เล่มเต้นเร่าวูบไหว สาดส่องเงาของโต๊ะกลมและเก้าอี้ไม้แกะสลักห้าตัวที่ตั้งตระหง่านล้อมรอบ

บนเก้าอี้ตัวหนึ่งปรากฏร่างของชายชราผู้มีเรือนผมสีขาวโพลนเรียบยาวจรดแผ่นหลัง แสงเทียนที่สาดกระทบเผยให้เห็นใบหน้าขาวซีดราวกับศพและนัยน์ตาเบิกกว้างที่จ้องเขม็งอย่างผิดมนุษย์ เขากวาดสายตาเย็นชาไล่มองเก้าอี้ที่ยังคงว่างเปล่าทีละตัว ก่อนจะหยุดสายตาอันเหนื่อยหน่ายลงที่ตะเกียงแก้วสีหม่นซึ่งดับสนิทอยู่เบื้องหน้า

ปลายนิ้วเหี่ยวย่นเคาะลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะเชื่องช้า... ทว่าชวนให้อึดอัด

เพียงครู่ต่อมา อากาศเหนือเก้าอี้สามตัวก็เกิดการบิดเบี้ยว ก่อนจะปรากฏกลุ่มก้อนเงาร่างสามสายขึ้นพร้อมกัน ทันทีที่ปรากฏกาย สายตาทั้งสามคู่ต่างจดจ้องไปยังตะเกียงแก้วดับสนิทเบื้องหน้าชายชรา จากนั้นจึงปรายตามองไปยังเก้าอี้ตัวที่ห้าซึ่งยังคงว่างเปล่าโดยไม่ได้นัดหมาย

“เฮ้อ... ข้าเตือนพวกเจ้าแล้ว ว่าไอ้เจ้าวิญญาณสวะนั่นมันไม่ได้เรื่อง” เงาร่างผอมเพรียวแค่นเสียงหยันขึ้นเป็นคนแรก

“ช่างมันประลัยเถอะ เราก็แค่ให้โอกาสมันได้พิสูจน์ตัวเอง และมันก็ดันพลาดเอง” เงาร่างบึกบึนที่โดดเด่นด้วยเขาคู่โค้งโง้งบนศีรษะเอ่ยสมทบด้วยน้ำเสียงดุดัน

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งเงาร่างที่นั่งไขว่ห้างก็บิดกายเล็กน้อย เผยให้เห็นทรวดทรงเว้าโค้งเย้ายวนภายใต้ความมืด ก่อนจะเปล่งน้ำเสียงแหบพร่าทรงเสน่ห์ออกมา

“อา... สุดท้ายขยะก็ยังเป็นขยะอยู่วันยังค่ำ อุตส่าห์ได้โอกาสเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นผู้อาวุโสทั้งที... แล้วท่านจะเอายังไงต่อล่ะ ‘อสีวิสะ’”

สิ้นประโยคนั้น สายตาทั้งสามคู่ก็เบนกลับมาจับจ้องที่ชายชราผมขาวผู้มีนามว่าอสีวิสะ

เมื่อถูกตั้งคำถาม ปลายนิ้วที่เคาะโต๊ะก็หยุดชะงัก ชายชราพ่นลมหายใจออกทางจมูก เสียงดัง ฟ่อ... ฟ่อ... คล้ายเสียงขู่ของอสรพิษร้าย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเย็นเยียบ

“อย่างไรเสีย เพื่อจะสานต่อภารกิจที่ ‘หัวหน้า’ มอบหมายไว้ เราก็ต้องรวบรวมผู้อาวุโสให้ครบทั้งห้าตำแหน่ง” เขาเหลือบมองเก้าอี้ที่ว่างเปล่าแล้วเอ่ยต่อ “ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้มีพวกหน้าใหม่ ๆ ที่กำลังฉายแววอยู่บ้าง บางทีเราน่าจะลองหยิบเจ้านั่นมาใช้งานดู”

เงาร่างยักษ์มีเขาคัดค้านทันควัน โดยให้เหตุผลว่าภารกิจสำคัญเช่นนี้ควรให้โอกาสพวกขิงแก่มากประสบการณ์มากกว่าเด็กเมื่อวานซืน เงาร่างผอมเพรียวจึงสวนกลับด้วยน้ำเสียงเสียดสี

“คราวก่อนก็เป็นเจ้านี่แหละที่เสนอโอกาสให้ไอ้วิญญาณเฒ่านั่น แล้วสุดท้ายเป็นไง? พังไม่เป็นท่า!”

ทั้งสองเริ่มสาดฝีปากใส่กันจนบรรยากาศในห้องตึงเครียด กระทั่งเงาร่างทรงเสน่ห์ต้องเอ่ยขัดขึ้น

“ก็ดีเหมือนกันนี่ ให้พวกรุ่นใหม่ ๆ ได้เห็นว่าถ้ามีฝีมือก็มีโอกาสก้าวหน้า พวกมันจะได้มีกำลังใจดิ้นรนฝึกฝนกันหน่อย อย่างแย่ที่สุด... ถ้ามันล้มเหลวอีกเราก็แค่เขี่ยทิ้งแล้วหาคนใหม่ ยังไงซะพวกเบี้ยใช้แล้วทิ้งก็มีถมเถไป”

อสีวิสะยันตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ พร้อมกับถอนหายใจยาว “ข้าจะจัดการเรื่องตัวแทนคนใหม่นี้เอง ส่วนพวกเจ้าก็จงเร่งกลับไปเตรียมการในส่วนของตัวเองเสีย อย่างน้อยก็ให้งานคืบหน้าและพร้อมที่สุดก่อนที่หัวหน้าจะกลับมา โทสะของท่านที่เกิดจากความล่าช้าเรื่องผู้อาวุโสลำดับที่ห้า จะได้เบาบางลงสักนิดก็ยังดี”

เพียงแค่ได้ยินคำว่า ‘โทสะของหัวหน้า’ เงาร่างทั้งสามก็ชะงักงัน บรรยากาศแห่งความยำเกรงแผ่ซ่านจนทุกคนต่างนิ่งเงียบ

“ข้าจะส่งสายสืบไปดูว่าใครกันแน่ที่สอดมือเข้ามาจัดการวิญญาณเฒ่านั่น” ชายชรากล่าวสรุป “โชคดีที่เรายังไม่ได้แพร่งพรายรายละเอียดแผนการให้มันรู้ ไม่เช่นนั้น หากพวกนักท่องราตรี หรือพวก ‘แพทยาคม’ ได้กลิ่นเข้าล่ะก็... หัวหน้าไม่เอาพวกเราไว้แน่ สำหรับคราวนี้ เลิกประชุมเพียงเท่านี้”

สิ้นคำประกาศ ร่างเงาทั้งสองก็ค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดมิด ทว่าเงาร่างยั่วยวนกลับยังคงหยัดยืน เธอจ้องมองแผ่นหลังของชายชราแล้วเอ่ยถาม

“ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ ว่าตอนนี้หัวหน้าหายไปไหน... และกำลังทำอะไรอยู่?”

อสีวิสะถอนหายใจ เสียง ฟ่อ... ฟ่อ... ดังลอดไรฟันอีกครั้ง “'ชตุกา'... ข้าบอกเจ้าไม่ได้จริงๆ หัวหน้าสั่งห้ามเอาไว้เด็ดขาด แต่ถ้าเจ้ากังวลเรื่องความปลอดภัยของท่านล่ะก็ ข้าขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า... หัวหน้าเพิ่งทะลวงขีดจำกัด ก้าวขึ้นสู่ ‘ระดับ 5’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านย่อมไม่มีทางเป็นอะไรแน่นอน”

การประชุมลับในห้องมืดสลัวยุติลงเพียงเท่านั้น แสนงเทียนดับลงและบรรยากาศเย็นเยียบก็ปกคลุมไปทั้งห้อง

ณ คฤหาสน์เก่าของคุณปู่

ทิวารินค่อย ๆ ปรือเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพแรกที่พร่ามัวค่อย ๆ ปรับโฟกัสจนชัดเจน... และสิ่งที่จ่อห่างจากปลายจมูกเธอไปไม่ถึงคืบ คือหัวกระบองมหากัณฑ์อันแสนคุ้นเคย!

ความหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาจุกอก แต่สมองที่ยังคงมึนเบลอทำให้เธอไม่มีเรี่ยวแรงพอจะพ่นคำด่าใด ๆ ออกไป

“ยัยบื้อ! ยัยบื้อ! นั่นเธอใช่ไหม!?” รัตติกาลตะคอกถาม นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็งอย่างระแวดระวัง พร้อมง้างกระบองมหากัณฑ์ในมือเตรียมฟาดได้ทุกเมื่อ

“จะโวยวายทำไมเนี่ย... ฉันชื่อทิวา... ทิวารินน่ะ เลิกเรียกยัยบื้อสักที หนวกหูชะมัด...” หญิงสาวบ่นอุบอิบด้วยน้ำเสียงงัวเงียคล้ายคนเมาค้าง พลางยกมือขึ้นปัดป่ายปลายกระบองตรงหน้าให้ออกพ้นทาง

“สำเร็จแล้วยัยหนูรัตตี้! ดูในมือของนางสิ!” เสียงมหากัณฑ์ส่งกระแสจิตดังก้องกังวาน

รัตติกาลลดกระบองลงแล้วหลุบตามองตาม เมื่อเพ่งมองไปที่มือของทิวาริน เธอก็ต้องเบิกตากว้าง สิ่งที่ปรากฏคือ ‘ตะกอนพลังมืด’ สีม่วงอมดำขนาดเท่าลูกมะนาว ซึ่งแผ่กลิ่นอายลึกลับออกมา ไม่เพียงเท่านั้น ที่ข้อมือของทิวายังมีกำไลสีทองประดับอัญมณีหลากสีส่องประกายหรูหราสวมอยู่อีกด้วย

รัตติกาลไม่แน่ใจนักว่าไอ้กำไลลิเกนั่นมันมาอยู่บนข้อมือยัยบื้อตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่สำหรับก้อนตะกอนพลังมืดนั้น... มันคือหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันว่าทิวารินสามารถเอาชนะวิญญาณร้ายระดับสามตนนั้นได้ด้วยตัวเองจริงๆ!

วินาทีนั้น ความรู้สึกมากมายตีรวนขึ้นในอกของรัตติกาล ทั้งโล่งใจที่อีกฝ่ายปลอดภัย ทึ่งในความสามารถ แอบฉงนสงสัย และลึก ๆ... ก็อดที่จะรู้สึกอิจฉาในพรสวรรค์ก้าวกระโดดของมือใหม่คนนี้ไม่ได้

เมื่อเริ่มตั้งสติได้ ทิวารินก็ยกก้อนตะกอนพลังมืดในมือขึ้นมาจ้องมองใกล้ ๆ ด้วยความสงสัย แต่เมื่อเพ่งลึกลงไปภายใต้พื้นผิวสีม่วงดำนั้น เธอกลับเห็นเงาบางอย่างกำลังแหวกว่ายเคลื่อนไหวอยู่ภายใน!

“เหวอ!” ทิวาสะดุ้งสุดตัวด้วยความขยะแขยงจนเผลอปล่อยก้อนตะกอนหลุดมือกลิ้งหลุน ๆ ไปบนพื้น

มหากัณฑ์ที่รอคอยอยู่แล้วแทบจะคลั่ง มันส่งกระแสจิตสั่นระริกด้วยความหิวกระหาย อ้อนวอนให้รัตติกาลพามันเข้าไปใกล้ ๆ ก้อนพลังงานแสนอร่อยนั่นเพื่อดูดกลืน ทว่าทันใดนั้นเอง...

“อย่าเพิ่งกลืนกินมัน นำมันกลับมาตรวจสอบที่ใต้ศาลก่อน ในตะกอนนั่นอาจจะยังมีข้อมูลที่หลงเหลือและเป็นประโยชน์กับเราอยู่”

เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังแทรกขึ้นมาจากมุมมืดไม่ไกลนัก! รัตติกาลสะดุ้ง ขยับตัวตั้งการ์ดทันที เธอจำได้แม่นยำว่านั่นคือเสียงของ ‘แด๊ดดี้’ แวบแรกเธอคิดว่าหัวหน้าใหญ่แอบตามมาคุมงานถึงที่ แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า แด๊ดดี้เคยบอกไว้ชัดเจนว่าตัวเขาและพวกคุณลุงอีก 3 คน ‘ไม่สามารถก้าวเท้าออกจากใต้ศาลได้’

เมื่อเงาร่างต้นเสียงค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากมุมมืดสลัว แงสงไฟที่สาดกระทบก็ทำเอาทุกคนถึงกับนิ่งอึ้ง... เพราะผู้ที่เดินนวยนาดเข้ามา กลับกลายเป็นแมววิเชียรมาศตัวอ้วนกลม!

“ศ... ศรีนวลเหรอ?” ทิวารินเบิกตากว้าง น้ำเสียงสั่นเครือ

เจ้าแมวหน้าดำเงยหน้ามองทิวา ก่อนจะร้องตอบเสียงใส “เมี้ยว~” พร้อมกับเดินเตาะแตะเข้ามาเอาลำตัวนุ่มนิ่มถูไถออดอ้อนรอบ ๆ ขาของเธอ

เมื่อเห็นดังนั้น ความเข้มแข็งที่พยายามฝืนไว้ก็พังทลาย ทิวาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า คว้าเจ้าแมวอ้วนมากอดแนบอกแน่น น้ำตาแห่งความโล่งใจรื้นขึ้นมาคลอเบ้า “แกยังไม่ตายจริงๆ ด้วย... ดีใจจังเลย... ฉันกังวลแทบแย่ว่าถ้าฉันได้ร่างนี้คืนมา แล้ววิญญาณของแกจะเป็นยังไงต่อไป”

ทว่าจู่ ๆ เสียงของแด๊ดดี้ก็ดังกังวานขึ้นจากร่างของศรีนวลอีกครั้ง จนทิวาสะดุ้งโหยงแทบปล่อยแมวหลุดมือ!

“ต้องขอบคุณพลังวิญญาณอันบริสุทธิ์ของเธอต่างหาก ที่ช่วยขจัดพิษงูและสมานบาดแผลให้มันจนหายสนิท พอวิญญาณของเธอหลุดออกจากร่างไป วิญญาณของเจ้าแมวที่หลับใหลอยู่ลึก ๆ จึงถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาแทนที่ ทั้งที่มันเคยตายไปแล้วครั้งหนึ่งแท้ ๆ... จะเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์ก็คงไม่ผิดนักหรอก”

คราวนี้ทั้งทิวาและรัตติกาลตั้งใจสังเกตให้ดี จึงพบว่าต้นกำเนิดเสียงของแด๊ดดี้ แท้จริงแล้วดังทะลุออกมาจาก ‘กำไลข้อเท้า’ ที่ศรีนวลสวมอยู่นั่นเอง! รัตติกาลคิดเอาเองว่ากำไลนี้นอกจากจะเป็นไอเทมช่วยชีวิตตามที่ทักกี้บอกแล้วยังสามารถใช้สื่อสารทางไกลได้อีกด้วย

“พาตัวเองออกจากคฤหาสน์หลังนั้นก่อนเถอะ” แด๊ดดี้สั่งการผ่านกำไลแมว “เดี๋ยวฉันจะส่งทีมเก็บกวาดเข้าไปเคลียร์พื้นที่ รวมทั้งให้ตรวจสอบอาการของทุกคนในบ้านให้ละเอียด จากนั้นเราค่อยมาว่ากันอีกที”

ทิวารินอิดออดเล็กน้อย ลึก ๆ เธออยากจะนั่งเฝ้าดูอาการของคุณปู่ด้วยตัวเอง แต่แด๊ดดี้พูดกลั้วหัวเราะให้เธอเชื่อใจ รับรองว่าทีมงานของเขาเป็นมืออาชีพระดับพระกาฬ รัตติกาลเองก็พยักหน้าสำทับเพื่อยืนยัน หญิงสาวจึงจำยอมพยักหน้ารับในที่สุด

“เดินไหวไหมล่ะนั่น” รัตติกาลหันมาถามพลางเลิกคิ้ว

“สบ๊ายยย~” ทิวาตอบกลับเสียงสูงปรี๊ดพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ ทว่าทันทีที่ออกแรงก้าวขา อาการหน้ามืดก็เล่นงานจนร่างบางเซถลาจะล้มหน้าคะมำ

หมับ!

รัตติกาลพุ่งตัวเข้ามาคว้าเอวบางไว้ได้ทันท่วงที ท่อนแขนแข็งแรงโอบประคองร่างของทิวาไว้แน่น จังหวะนั้นเองที่ใบหน้าของทั้งสองคนขยับเข้าใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนของกันและกัน

ตึกตัก... ตึกตัก...

หัวใจของทิวาเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอกอย่างห้ามไม่อยู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยเผลอช้อนขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของอีกฝ่าย ขณะที่รัตติกาลเองก็ชะงักงัน เผลอสบตากับยัยบื้อในอ้อมแขนนิ่งค้างไปชั่วขณะ โลกทั้งใบคล้ายจะหยุดหมุน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบงันและไออุ่นที่แผ่ซ่าน...

ทว่า... เมื่อความเงียบสงบปกคลุม เสียงแปลกประหลาดบางอย่างก็ค่อย ๆ ดังขึ้น

ซู้ดดด... ซู้ดดดด... ซู้ดดดดดด!!!

เสียงสูดปากดังก้องกังวานขัดจังหวะ เมื่อทั้งสองสะดุ้งและเหลียวมองตามเสียง ก็เห็นว่าต้นตอมาจากเจ้ากระบองมหากัณฑ์ ที่กำลังพยายามทำเสียงดูดน้ำลายอย่างบ้าคลั่ง เล็งเป้าหมายไปที่ถุงผ้าข้างเอวของรัตติกาล ซึ่งมีตะกอนพลังมืดอยู่ภายในไว้นั่นเอง!

รัตติกาลและทิวารินได้สติ รีบผละออกจากกันราวกับถูกไฟช็อต ใบหน้าของทิวาเห่อร้อน ขณะที่รัตติกาลทำเป็นกระแอมไอแก้เก้อ ท่ามกลางเสียงบ่นกระปอดกระแปดโวยวายของเจ้ากระบองเฒ่าที่ต้องอดทนข่มความหิวโหยเอาไว้

“ร... ระวังหน่อยสิ เดินให้มันดี ๆ” รัตติกาลดุเสียงห้วน พยายามเบือนหน้าหนีไปทางอื่นไม่ยอมสบตา ขณะเดียวกันก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเล็กที่ติดกับเข็มขัดหนัง ดึงบางอย่างออกมายัดใส่มือทิวา “เอาไป! เช็ดหน้าซะบ้าง หน้าเธอตอนนี้มอมแมมเหมือนคนไม่เคยอาบน้ำมาตั้งแต่เกิดเลยนะ”

ทิวาก้มมองของในมือ มันคือผ้าเช็ดหน้าเรียบ ๆ สีดำสนิท ‘สีดำเนี่ยนะ? ผ้าเช็ดหน้าบ้าอะไร รสนิยมมืดมนอะไรเบอร์นั้นแม่คุณ’ เธอแอบค่อนขอดในใจ แต่ขณะที่ยกมันขึ้นมาแตะซับคราบฝุ่นบนใบหน้า กลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นโคโลญจน์อ่อน ๆ ก็แตะจมูก จนเธอเผลอสูดดมเข้าไปเต็มปอด

‘หอมจัง...’ ทิวาคิด หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าแดงระเรื่อเปื้อนยิ้มบาง ๆ

รัตติกาลไม่ได้หันกลับมามองอาการของทิวาริน เธอหมุนตัวก้าวฉับ ๆ ออกเดินนำไปแทบจะทันที ทิวารินหันขวับกลับไปมองคุณปู่ที่เตียงเป็นครั้งสุดท้าย คราวนี้เปลือกตาของคุณปู่ปิดสนิท ลมหายใจเข้าออกลึกและยาวสม่ำเสมอ เป็นจังหวะของคนที่กำลังหลับสนิทอย่างสบายใจ เธอจึงระบายยิ้มอย่างโล่งอก ก่อนจะก้าวเท้าเดินตามแผ่นหลังของรัตติกาลออกไป โดยมีเสียงมหากัณฑ์ส่งกระแสจิตอ้อนวอนขอกินก้อนตะกอนมืดดังแว่วมาเป็นระยะ

ณ ห้องพักนักดนตรี ผับใต้ศาลเจ้า

แด๊ดดี้หยัดตัวลุกขึ้นยืนจากโซฟาหนัง เขาบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบจนกระดูกลั่นกอบแกบ ชายวัยกลางคนเดินตรงไปยังตู้ล็อกเกอร์เหล็กเก่า ๆ มุมห้อง ก่อนจะปลดสร้อยคอ ดึงลูกกุญแจดอกเล็กที่ห้อยติดตัวไว้ตลอดเวลาออกมาเสียบไขเปิดตู้ใบนั้น

ภายในล็อกเกอร์ไม่ได้มีอาวุธหรือของมีค่าใด ๆ หากแต่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารเก่าเก็บและอัลบั้มรูปถ่ายปกหนังที่วางเรียงราย เขาเอื้อมมือหยิบอัลบั้มเล่มหนึ่งออกมา เปิดพลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดชะงักลงที่รูปถ่ายใบหนึ่งที่เริ่มซีดจาง

นัยน์ตาที่เคยขี้เล่นของแด๊ดดี้บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำและแฝงไปด้วยความเจ็บปวด เขาจ้องมองภาพถ่ายใบนั้นอยู่นานเนิ่นนาน ก่อนจะพรูลมหายใจออกมายืดยาวและพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา...

“เธอคิดจะทำอะไรกันแน่... เมขลา”



💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!