ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 9 : บาดเจ็บทางวิญญาณ
บรรยากาศภายในโรงอาหารของศูนย์ฝึกที่เงียบสงบในยามวิกาล แสงไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวสาดกระทบความว่างเปล่า มีเพียงเด็กหนุ่มนามว่า ‘ฉัตร’ ที่กำลังนั่งซดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควันฉุยอยู่เพียงลำพัง
เขาคือเด็กหนุ่มวัย 16 ปี ที่มีรูปลักษณ์สะดุดตา ผมทรงอันเดอร์คัตสีดำสนิทรับกับใบหน้าคมคายและผิวขาวจัด แม้อายุจะยังน้อย แต่ด้วยส่วนสูงถึง 175 เซนติเมตร และมัดกล้ามเนื้อที่ดูกำยำสมส่วนเกินวัย ทำให้เขามักจะตกเป็นเป้าสายตาอยู่เสมอ
“กินของไร้ประโยชน์ดึก ๆ ดื่น ๆ อีกแล้วนะฉัตร”
เสียงใส ๆ ทักทายดังขึ้นทำลายความเงียบ ฉัตรชะงักตะเกียบแล้วหันไปมอง พบว่าเป็นเพื่อนร่วมทีมชายและหญิงอีกสองคนของเขา ทั้งคู่ดึงเก้าอี้นั่งลงร่วมโต๊ะอย่างไม่เกรงใจ ก่อนจะเริ่มเปิดบทสนทนาถามไถ่กันไปมาว่าทำไมป่านนี้ถึงยังไม่ยอมหลับยอมนอน ซึ่งคำตอบที่หลุดออกมาก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน... ตื่นเต้นจนข่มตาไม่ลง
สืบเนื่องจากวันนี้ หลังจากการฝึกภาคสนามแบบทีมสุดโหดสิ้นสุดลง ครูฝึกได้เรียกเหล่านักเรียนหัวกะทิร่วมร้อยชีวิตไปรวมตัวกัน เพื่อแจ้งรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับการเลื่อนขั้นขึ้นเป็น ‘สมาชิกกระทรวงแพทยาคม’ อย่างเต็มตัว หลังจากที่พวกเขาต้องอดทนฝึกฝนเลือดตาแทบกระเด็นมาถึง 3 ปีเต็ม
กฎเกณฑ์ในการบรรจุนั้นชัดเจน... แต่ละทีมจะถูกส่งตัวไป ‘ฝึกงาน’ ตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ พวกเขาต้องปฏิบัติภารกิจและทำงานร่วมกับองค์กรท้องถิ่นในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อให้ได้รับการประเมินและใบรับรองผลงานเสียก่อน จึงจะมีสิทธิ์กลับมายื่นคำร้องขอเลื่อนขั้นที่กระทรวงได้
“ฉันอยากไปแดนใต้สุด ๆ เลยแงะ” เด็กสาวเท้าคาง ดวงตาเป็นประกายฝันหวาน “ถ้าได้ประจำแถวติดทะเลนะ จะใส่บิกินี่ลงเล่นน้ำทุกวันหยุดเลยคอยดู!”
“ตื่นก่อนเจ๊!” เพื่อนหนุ่มข้าง ๆ หัวเราะลั่นจนเกือบหงายหลัง “คิดว่ากระทรวงจะส่งพวกเราไปพักร้อนหรือไง ต่อให้มีทะเล เธอก็คงโดนถีบลงไปลุยภารกิจใน ‘รอยพับ’ ใต้สะดือทะเลมากกว่าล่ะมั้ง... ส่วนฉันนะ เล็งแดนตะวันตกไว้เลย ข่าวลือหนาหูมากว่าแถวนั้นยังมีโบราณสถานกับดันเจี้ยนที่ยังไม่มีใครค้นพบเพียบ! ลองคิดดูสิ สมบัติล้ำค่า ไอเทมแรร์... หวานเจี๊ยบ!”
ในขณะที่เพื่อนทั้งสองกำลังถกเถียงเรื่องอนาคตกันอย่างออกรส ฉัตรกลับทำเพียงนั่งนิ่งเงียบ ควันจากชามบะหมี่ลอยผ่านใบหน้าเรียบเฉยที่กำลังจมจ่อมลงสู่ห้วงความทรงจำในวัยเด็ก...
เงาร่างของเด็กสาวผมยาวสีน้ำตาลดำที่หันมายิ้มกว้างให้เขา รอยยิ้มที่สดใสเสียยิ่งกว่าแสงตะวัน พร้อมกับเสียงเจื้อยแจ้วกังวานใสที่ยังคงดังก้องอยู่ในส่วนลึกของหัวใจไม่เคยเลือนหาย
“ฉัตร! มัวยืนเหม่ออะไรอยู่ ตามมาเร็ว ๆ สิ ฉันจะพาไปดูลูกแมวในห้องเก็บของ!”
“เฮ้ย ฉัตร... แล้วนายล่ะ ตัดสินใจหรือยังว่าจะเลือกลงพื้นที่ไหน?”
เสียงเรียกซ้ำ ๆ พร้อมกับแรงสะกิดที่หัวไหล่ ปลุกให้เด็กหนุ่มตื่นจากภวังค์ ฉัตรกะพริบตาไล่ความทรงจำแสนอบอุ่นนั้นออกไป นัยน์ตาสีเข้มแปรเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ก่อนจะเอ่ยตอบออกไปแทบจะในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“เมืองจตุคีรี”
ณ ห้องพักนักดนตรี ผับใต้ศาลเจ้า
หากใครเปิดประตูเข้ามาเห็นภาพนี้ คงคิดว่าหลุดเข้ามาในกองถ่ายหนังมาเฟียฮ่องกงเป็นแน่
ทิวารินและรัตติกาลนั่งไหล่แทบจะชนกันอยู่บนโซฟากลางห้อง โดยถูกล้อมกรอบด้วย ‘แด๊ดดี้’ ในมาดมาเฟียใหญ่ และนักดนตรีร่างกำยำในชุดสูทเนี้ยบกริบแต่ดันสวม ‘ไอ้โม่ง’ ปิดบังใบหน้าอีกสองคน ขณะที่คนสุดท้ายแยกตัวออกไปนั่งกอดอกเงียบ ๆ อยู่บนเก้าอี้มุมห้อง บรรยากาศอึมครึมและกดดันจนทิวาอดคิดในใจไม่ได้ว่า ‘นี่มันฉากจับเด็กสาวมาเรียกค่าไถ่ชัด ๆ !’
“พวกเธอบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” แด๊ดดี้เอ่ยถามทำลายความเงียบ น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความห่วงใย
รัตติกาลเบือนหน้าหนีไปทางอื่นพร้อมกับส่ายหัวปฏิเสธเงียบ ๆ ขณะที่ทิวารินตอบกลับอย่างฉะฉาน “หนูไม่เป็นไรค่ะ”
เธอเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองไปที่ท่อนแขนขวาของรัตติกาลที่ห้อยตกลงมาแนบลำตัวอย่างผิดธรรมชาติ แล้วตัดสินใจถามขึ้น “แด๊ดดี้คะ... ถ้าเราบาดเจ็บจากภายในมนตร์ลวงตา มันจะมีผลกระทบกับร่างกายภายนอกด้วยไหมคะ?”
แด๊ดดี้พยักหน้ารับช้า ๆ แววตาขี้เล่นจางหายไป เปลี่ยนเป็นจริงจัง “มนตร์ลวงตาแบ่งแยกย่อยเป็นสองระดับ คือ ‘ภายนอก’ และ ‘ภายใน’...”
ชายวัยกลางคนอธิบายด้วยท่าทีของอาจารย์ผู้เจนจัด “ภายนอก คือการร่ายมนตร์สร้างภาพมายาหลอกตาเนื้อของเป้าหมาย ให้เห็นภาพตามที่ผู้ร่ายต้องการ ถือว่าเป็นทักษะพื้นฐานสำหรับมนตร์ลวงตา แต่สำหรับมนตร์ลวงตา ‘ภายใน’... มันคือการกระชากจิตวิญญาณของเป้าหมายเข้าไปขังในโลกมายา ซึ่งผู้ร่ายเป็นคนสร้างกฎเกณฑ์และควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้ดั่งใจนึก ถือเป็นขั้นสูงของวิชาสายนี้ อย่างน้อยต้องเป็นจอมเวทระดับ 3 ขึ้นไปเท่านั้นจึงจะใช้ได้ เพราะมันสูบกลืนพลังงานของผู้ร่ายมหาศาล”
“และเนื่องจากร่างกายของผู้ที่ติดอยู่ในภาพมายาคือ ‘ร่างวิญญาณ’ อาการบาดเจ็บใด ๆ ที่เกิดขึ้น จึงถือว่าเป็นการ ‘บาดเจ็บทางวิญญาณ’ โดยตรง ซึ่งมันจะสะท้อนกลับมาส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกายเนื้อในโลกแห่งความเป็นจริง...” แด๊ดดี้เว้นจังหวะให้ข้อมูลซึมซาบ
“หนักเบาก็ขึ้นอยู่กับบาดแผล หากเป็นแค่รอยขีดข่วนหรือแผลตื้น ๆ วิญญาณก็จะสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ เหมือนที่ร่างกายคนเราสมานแผลได้เอง แต่ถ้าถึงขั้นรุนแรงจน ‘สูญเสียอวัยวะ’... ก็เท่ากับว่าวิญญาณดวงนั้นจะอยู่ในภาวะพิการ ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมกายเนื้อในส่วนที่วิญญาณขาดหายไปได้อีกต่อไป...”
แด๊ดดี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของทิวาริน “และที่เลวร้ายที่สุด... คือถ้าวิญญาณตายภายในภาพมายานั้น ร่างกายบนโลกความจริงก็จะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา นอนเป็นผักไปตลอดกาล”
ได้ยินดังนั้น ทิวาก็ถึงกับหน้าซีดเผือด หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อนึกย้อนไปถึงฉากที่เธอเอาตัวเองเข้าไปเป็นเป้าล่อคมเขี้ยวของเจ้าอสูรยักษ์ตัวนั้น หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายฝืดคอ รำพึงกับตัวเองในใจ ‘พระเจ้า... โชคดีแค่ไหนที่รอดมาได้ ฉันจะไม่เอาตัวเข้าไปเสี่ยงบ้าบิ่นแบบนี้อีกแล้วเด็ดขาด!’
จากนั้นเธอจึงเหลียวไปมองรัตติกาลด้วยสายตาเป็นห่วง ทว่ารัตติกาลกลับทำเพียงขมวดคิ้วมุ่น และพึมพำลอดไรฟันด้วยความหงุดหงิด “จุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง...”
แด๊ดดี้สังเกตเห็นทิวารินที่พยายามขยิบตาส่งสัญญาณบางอย่างมาให้ เขาเดาทางได้ทันทีจึงหันไปสั่งเสียงเฉียบขาด “รัตตี้... ไปให้ ‘อัส’ ตรวจสอบอาการดูซะ”
รัตติกาลถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีขัดใจ แต่ก็ยอมก้าวเดินไปหา ‘อัส’ มือเบสในชุดสูทสวมไอ้โม่งที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องแต่โดยดี
เมื่อตัวปัญหาเดินออกไป แด๊ดดี้ก็หันมาคลี่ยิ้มเอ่ยชมทิวาริน “เก่งมากนะยัยหนู ที่สามารถจัดการกับวิญญาณร้ายจอมเวทระดับ 3 ได้ด้วยตัวเอง ทั้งที่เพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่โลกผู้วิเศษได้แค่สองวัน... เล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยสิ ว่าตอนอยู่ข้างในนั้น เธอเอามันลงได้ยังไง?”
ทิวารินทำท่าทางเอียงคอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตีหน้าซื่อตาใสเล่าออกมาง่าย ๆ ว่า “คือ... หลังจากที่หนูพุ่งเข้าไปในร่าง รอบตัวมันก็ขาวโพลนไปหมดเลยค่ะ หนูใช้ตาทิพย์ควานหาตัวเจ้าวิญญาณนั่นอยู่นานสองนาน... แล้วบังเอิญไปเจอมันนั่งขดตัวตัวสั่นงันงก หมดสภาพไร้เรี่ยวแรงอยู่ที่มุมหนึ่ง หนูเลยวิ่งเข้าไปตบหน้ามันเต็มแรงด้วยฝ่ามือเดียวเพียะ! แล้วหนูก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับตะกอนพลังมืดก้อนนั้น กับกำไลแปลก ๆ ในมือนี่ค่ะ”
แด๊ดดี้ฟังแล้วถึงกับแอบกลอกตาเบ้ปากในใจ ลึก ๆ เขาไม่ได้คิดว่าเด็กสาวตรงหน้าโกหกแต่อย่างใด ความทรงจำของเธอน่าจะถูกอำนาจบางอย่างบิดเบือนไป เพียงแต่ว่ามันโคตรจะไม่เนียน ราวกับคนจัดฉากตั้งใจตะโกนใส่หน้าเขาว่า ‘ก็ฉันไม่อยากให้แกรู้ความจริง จะทำไมล่ะ!’
จังหวะนั้นเอง ชายชุดสูทสวมไอ้โม่งที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ด้านซ้ายของแด๊ดดี้ก็ทนไม่ไหว เอ่ยปากขอดูกำไลบนข้อมือของทิวารินด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าและท่าทีกระตือรือร้นจนออกนอกหน้า ทิวาจำเสียงแหลม ๆ คุ้นหูนี้ได้ทันทีว่าเขาคือ ‘ทักกี้’ ลุงคลังแสงที่เธอเคยตามรัตติกาลไปเบิกไอเทมคราวก่อนนั่นเอง หญิงสาวจึงถอดกำไลสีทองประดับอัญมณีหลากสีออกแล้วยื่นให้เขาอย่างว่าง่าย
ทักกี้รับมันไปประคองราวกับเป็นไข่ในหิน เขาควักแว่นขยายคู่ใจขึ้นมาส่องพลิกดูทุกซอกทุกมุม ครู่เดียวดวงตาภายใต้ไอ้โม่งก็เบิกกว้าง เขาอุทานออกมาเสียงหลงราวกับคนเสียสติ “มหัศจรรย์... โคตรมหัศจรรย์! กำไลวงนี้มีการสลักอักขระเวทที่ซับซ้อนและร้อยเรียงกันอยู่หลายสิบชั้น! อักขระพวกนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ช่วยประสานพลังเวทของอัญมณีหลากสีที่ปกติมักจะต่อต้านและหักล้างกันเอง ให้สามารถสอดประสานกันได้อย่างลงตัวในไอเทมชิ้นเดียว... บ้าไปแล้ว! ปกติแล้วแค่จะเจียระไนจับคู่เวท 2 ชนิดรวมกันยังยากแทบรากเลือด... แต่นี่มีถึง 7 เม็ด! โครงสร้างของมันอยู่เหนือความรู้ความเข้าใจของฉันไปไกลลิบเลย!”
ทักกี้เงยหน้าขึ้นมามองทิวารินด้วยสายตาเว้าวอนสุดขีด มือสองข้างกุมกำไลแน่น “หนูจ๋า! ฉันขอร้องล่ะ ฉันอยากจะนำมันไปศึกษาวิเคราะห์อย่างละเอียด... ขออนุญาตเถอะนะ ได้โปรด!”
ทิวารินทำตัวไม่ถูก หันไปมองหน้าแด๊ดดี้เพื่อขอความช่วยเหลือ เมื่อเห็นชายวัยกลางคนพยักหน้าอนุญาตกลาย ๆ เธอจึงยอมพยักหน้ารับ ทันทีที่ได้รับไฟเขียว ทักกี้ก็ลุกพรวดและพุ่งทะยานออกไปทางประตูหลังอีกบานด้วยความเร็วสูง หายลับเข้าไปในโซนที่ทิวายังไม่เคยเข้าไปสำรวจ
แด๊ดดี้หันมายิ้มขำ ๆ “ไม่ต้องตกใจไปหรอก ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับไอเทมเวทมนตร์แปลก ๆ หมอนั่นก็มักจะมีอาการคลั่งไคล้แบบนี้แหละ ฉันรับรองได้เลยว่ากำไลของเธอจะไม่มีทางเกิดรอยขีดข่วนแม้แต่รอยเดียว เพราะในบรรดาพวกเราทั้งหมด ทักกี้คือคนที่ทะนุถนอมและหวงแหนไอเทมต่าง ๆ ยิ่งกว่าชีวิตตัวเองซะอีก”
ระหว่างนั้น รัตติกาลก็เดินหน้ามุ่ยกลับเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ ทิวาริน อัสเดินตามมาหยุดยืนตรงหน้าแด๊ดดี้ บรรยากาศในห้องกลับมาตึงเครียดอีกครั้งเมื่อถึงเวลารายงานผลการตรวจ
“วิญญาณของรัตตี้... สูญเสียแขนขวาไปครับ” อัสกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่น “นั่นทำให้เธอสูญเสีย ‘เจต’ หรือเจตจำนงในการเชื่อมต่อและควบคุมแขนขวาของกายเนื้อไปด้วย”
ทิวารินใจหายวาบ หันไปมองท่อนแขนขวาของรัตติกาลที่ตอนนี้ไร้ความรู้สึกราวกับท่อนไม้
“วิธีการรักษาที่ผมรู้มีอยู่สองทาง...” อัสอธิบายต่อ “หนึ่ง... คือการหาแขนขวาที่เข้ากันได้จากวิญญาณดวงอื่น ตัดและนำมาเย็บติดผสานเข้ากับวิญญาณของเธอ วิธีนี้รวดเร็วที่สุด แต่ประสิทธิภาพการใช้งานจะไม่มีวันกลับมาเต็มร้อยเหมือนแขนเดิมของตัวเอง”
“ส่วนทางที่สอง... คือการใช้มนตร์รักษาปรับแต่งวิญญาณ กระตุ้นในส่วนแขนที่ขาดหายไปให้ค่อย ๆ งอกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ วิธีนี้เมื่อเสร็จสิ้นจะได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์เกือบเต็มร้อย แต่มีข้อเสียและผลข้างเคียง คือ... พลังวิญญาณโดยรวมของเธอจะหดหายและลดลงไปกว่าครึ่งจนกว่าการงอกใหม่จะเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของพลังวิญญาณพื้นฐาน... ในกรณีของรัตตี้... อย่างเร็วที่สุดน่าจะ 6 เดือน หรืออย่างช้าก็ 1 ปีครับ”
ทันทีที่ได้ยินคำวินิจฉัย รัตติกาลก็ลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าเรียบตึงไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ “หนูเหนื่อยมากแล้ว ขอตัวไปนอนพักก่อนนะ”
เธอคว้ากระบองมหากัณฑ์ขึ้นมาพาดบ่าด้วยมือซ้าย แล้วก้าวเดินจ้ำอ้าวออกไปทางประตูบานเดียวกับที่ทักกี้เพิ่งวิ่งออกไปโดยไม่หันกลับมามอง มหากัณฑ์ส่งกระแสเสียงโอดครวญว่ายังไม่ได้กินตะกอนพลังเลย แต่รัตติกาลก็ไม่ได้สนใจมัน ทิวารินได้แต่นั่งเม้มปากแน่น มองตามแผ่นหลังที่ค่อย ๆ หายลับไป
“เฮ้อ... ยัยหนูนี่ มักจะชอบแบกเรื่องหนัก ๆ เอาไว้คนเดียวเสมอเลย” แด๊ดดี้ถอนหายใจยาวเหยียดพร้อมกับยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรง ๆ เพื่อไล่ความเครียด ก่อนจะหันไปพยักพเยิดสั่งอัสที่ยังยืนค้ำหัวอยู่ให้นั่งลง
อัสทำท่าทางอิดออดเหมือนไม่อยากจะอยู่ตรงนี้ต่อ แด๊ดดี้จึงเอ่ยดักคอเสียงเข้ม “นั่งลงเถอะน่า ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์วิญญาณ นายน่าจะสนใจหัวข้อต่อไปที่เรากำลังจะคุยกัน”
เมื่อถูกกดดัน อัสจึงจำยอมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่ว่างข้าง ๆ ทิวาริน... ซึ่งเป็นที่นั่งเดิมของรัตติกาล
ทิวารินสะดุ้งเฮือก รีบหดตัวหลบลีบจนหลังแทบจะฝังเข้าไปในพนักพิงโซฟา ในใจพลันกรีดร้องโหยหวน ‘ใครก็ได้... เอาฉันออกไปจากตรงนี้ทีเถอะ!’ โชคยังดีที่บนตักของเธอยังมี ‘ศรีนวล’ เจ้าแมววิเชียรมาศอ้วนกลม ที่ตอนนี้นอนขดตัวหลับตาพริ้มอย่างสบายใจ พอให้ใช้เป็นเกราะกำบังทางใจได้บ้าง
ทว่า... ความสงบสุขของทิวาก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อชายชุดสูทสวมไอ้โม่งอีกคนที่นั่งเงียบเป็นเป่าสากไม่เคยปริปากพูดคำใดมาตั้งแต่ต้น จู่ ๆ ก็เอ่ยโพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“เจ้าแมวตัวนี้... ไม่ปกติ”
ไม่พูดเปล่า ชายร่างกำยำลุกพรวดขึ้นมาแล้วยื่นหน้าสวมไอ้โม่งเข้ามาใกล้ ๆ ศรีนวลอย่างจับผิด เมื่อเห็นดังนั้น แด๊ดดี้ที่กำลังเครียด ๆ และอัสที่เพิ่งนั่งลง ต่างก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาทันที ทั้งสามคนพร้อมใจกันลุกขึ้น แล้วขยับตัวยื่นหน้าเข้ามาจ้องมองเจ้าแมวอ้วนบนตักของทิวารินเป็นตาเดียว!
ทิวาที่จู่ ๆ ก็ถูกชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สามคนรุมจ้องหน้าในระยะประชิด ถึงกับเบิกตากว้าง หดตัวหนีสุดชีวิตพร้อมกับรวบกอดศรีนวลเอาไว้แน่นด้วยความหวาดระแวงขั้นสุด หญิงสาวกรีดร้องลั่นอยู่ในใจ
‘อะไรของพวกลุงเนี่ยยย!! ใครก็ได้ช่วยฉันที!!’