ลำนำย่ำราตรี

ตอนที่ 8: ตอนที่ 7 : ก้อนผลึกปริศนานี่มันอะไรกัน?

👁️ 4 อ่าน

ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 7 : ก้อนผลึกปริศนานี่มันอะไรกัน?

ณ ผับใต้ดินที่ซ่อนตัวในตึกร้าง แสงไฟหลากสีสาดส่องตัดกับควันจาง ๆ บนเวที แด๊ดดี้และสมาชิกวง 3 คนในชุดสูทเนี้ยบเพิ่งสาดความมันส์ในบทเพลง ‘บันได 100 ขั้น’ จนจบลง

ชายวัยกลางคนที่เพิ่งโชว์ลีลาทั้งแร็ปและว้ากอย่างดุเดือดถึงกับยืนหอบแฮ่ก ๆ เขาใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ซึมตามกรอบหน้า ก่อนจะหันไปสั่งการสมาชิกอีกสามคนด้านหลัง

"พวกนายเล่นต่อเลยนะ ฉันจะขอตัวไปพักสักหน่อย... จะได้แอบดูพวกยัยหนูด้วย"

มือกีตาร์และมือกลองขานรับพร้อมเพรียงกันว่า "เยส บอส" ในขณะที่มือเบสเพียงแค่พยักหน้ารับคำเงียบ ๆ

แด๊ดดี้เดินหลบฉากเข้ามาในห้องพักนักดนตรี ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาหนังตัวเขื่องด้วยความเหนื่อยล้า เขายกรวมือขวาขึ้นมา เผยให้เห็นแหวนเงินเกลี้ยงเกลาประดับอัญมณีสีฟ้าเม็ดงามที่สวมอยู่บนนิ้วชี้ มันดูเหมือนกันกับกำไลที่รัตติกาลสวมให้กับแมวศรีนวลราวกับเป็นแหวนคู่ ชายวัยกลางคนใช้ปลายนิ้วชี้ที่มีแหวนนั้นแตะที่กลางหน้าผากแล้วหลับตาลง

เพียงอึดใจ ภายในห้วงนิมิตของเขาก็ปรากฏภาพความเคลื่อนไหวที่คฤหาสน์เก่า ภาพของรัตติกาลที่กำลังปลดมีดทำครัวออกจากมือของทิวาริน ร่างที่เคยถูกวิญญาณร้ายสิงสู่และบ้าคลั่ง บัดนี้กลับยืนนิ่งสงบไม่ไหวติง

เมื่อปลดอาวุธเรียบร้อย รัตติกาลก็จัดการลากร่างนั้นออกห่างจากเตียงนอนของคุณปู่เพื่อความปลอดภัย ก่อนจะถอยออกมากระชับกระบองมหากัณฑ์ในมือยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ ๆ ด้วยท่าทีระแวดระวัง

‘ดูท่าทางเจ้ากระบองนั่นจะยังเป็นครูที่ดีเหมือนที่มันเคยเป็นสินะ’ แด๊ดดี้ลอบยิ้มมุมปากเมื่อเห็นว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย

[ภายในห้วงมิติจิตของทิวา]

ตัดกลับมาทางด้านทิวาที่เพิ่งพุ่งทะยานเข้ามาภายในร่างของตัวเอง แม้ในใจจะยังมีความกล้า ๆ กลัว ๆ แต่เธอก็พยายามสูดลมหายใจเรียกความมั่นใจ พร้อมกับปลุกปลอบตัวเองด้วยคำพูดของมหากัณฑ์ที่ว่า เจ้าวิญญาณร้ายน่าจะสูญเสียพลังไปกับการใช้มนตร์ลวงตาจนแทบไม่เหลือหลอแล้ว

‘ต่อให้มันใช้ภาพลวงตาขู่ฉันอีก ฉันก็จะใช้ตาทิพย์ขั้น 2 ทะลวงมันให้กระจุยเลยคอยดู! สุดท้ายแล้วงานนี้คงได้มีการจิกหัวตบแย่งร่างกันแบบนางร้ายในละครหลังข่าวแน่ ๆ!’ ทิวาคิดกระหยิ่มในใจ พร้อมตั้งการ์ดเตรียมปะทะเต็มที่

ทว่า... เมื่อลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่สนามรบเดือดพล่าน

ภายในห้วงมิติจิตของเธอมีเพียงความขาวโพลนว่างเปล่า ไม่มีวี่แววของวิญญาณร้ายแม้แต่เงา เธอพยายามเพ่งตาทิพย์กวาดสำรวจไปรอบทิศ ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับบางสิ่ง

เมื่อเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ สิ่งนั้นก็ยิ่งสร้างความฉงนให้เธอเป็นอย่างมาก

“น... นี่มันก้อนอะไรเนี่ย เบ้อเริ่มเลย!”

สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือ ‘ก้อนผลึกแก้ววงรี’ ที่ลอยตัวคว้างอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย ขนาดของมันใหญ่โตและสูงกว่าตัวทิวาถึงสองช่วงตัว ทว่าสิ่งที่ทำให้มันดูน่าสะพรึงกลัวคือสายโซ่เหล็กสีดำทมิฬขนาดเขื่องที่พันธนาการรัดรึงรอบก้อนผลึกนั้นไว้แน่นหนา ซ้ำยังมีแผ่นยันต์สีซีดที่จารึกอักขระประหลาดแปะทับไว้ตามเส้นโซ่อีกนับไม่ถ้วน

ทิวาลอยตัววนสำรวจรอบสิ่งลึกลับนั้นอยู่ครู่ใหญ่ เธอไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร แต่สัญชาตญาณบอกเธอว่าสิ่งนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเจ้าวิญญาณร้ายเร่ร่อนนั่น เธอจึงละความสนใจจากมันและพยายามกวาดตามองหาศัตรูตัวจริงอีกครั้ง ทว่าก็ยังคงไร้เบาะแส

ในที่สุด ความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะทุกสิ่ง ทิวาตัดสินใจเพ่งพลัง "ตาทิพย์ ขั้นที่ 2" เจาะทะลุเข้าไปในก้อนผลึกปริศนา ภาพที่เห็นผ่านผิวผลึกนั้นคือริ้วแสงหลากสีสันที่ส่องประกายสว่างวาบราวกับสายรุ้ง แสงนั้นเจิดจ้าและทรงพลังจนพุ่งออกมากระแทกตาขัดขวางการมองเห็นของเธอจนถึงกับตาพร่า

“เชอะ! คิดว่าแค่นี้ฉันจะยอมแพ้เหรอยะ!”

ทิวาฮึดสู้ เธอรวบรวมสมาธิทั้งหมดเพ่งมองลึกลงไปอีก... ลึกลงไปจนทะลวงผ่านม่านแสงที่บดบัง กระทั่งมองเห็นช่องโหว่เล็ก ๆ ระหว่างริ้วแสงเหล่านั้น และเมื่อสายตาของเธอสอดส่องผ่านช่องเล็กนั้นเข้าไป สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในก็ทำเอาเธอหัวใจกระตุกวูบ

มันคือ... ร่างของเด็กทารกตัวน้อย! ทารกคนนั้นหลับตาพริ้ม แต่กลับถูกพันธนาการด้วยสายโซ่สีดำและแผ่นยันต์แบบเดียวกับที่รัดอยู่ภายนอกผลึกไม่มีผิดเพี้ยน!

“ใครกันนะ... ช่างใจจืดใจดำ ทำกับเด็กทารกตัวแค่นี้ได้ลงคอ!”

ทิวาเดือดดาลขึ้นมาทันที นิสัยส่วนตัวของเธอคือหากเห็นใครตกทุกข์ได้ยาก เธอไม่เคยนิ่งดูดาย โดยครั้งนี้ยังเป็นเพียงแค่เด็กทารกอีกด้วย เธอไม่เสียเวลาใคร่ครวญถึงเหตุผลหรือความเสี่ยงใด ๆ หญิงสาวพุ่งเข้าไปจับสายโซ่เส้นเขื่องหมายจะฉุดรั้งให้ขาด แต่มันกลับตึงเปรี๊ยะและหนักอึ้งราวกับภูเขา เธอจึงเปลี่ยนแผนหันไปกระชากแผ่นยันต์ออกทีละแผ่นจนหมดเกลี้ยง ทว่าก้อนผลึกก็ยังคงนิ่งสนิท

เมื่อใช้มือไม่ได้ผล ทิวาก็เริ่มใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เธออ้าปากกว้างแล้วงับเข้าที่สายโซ่อย่างแรง ก่อนจะกำหมัดชกรัวใส่ผิวผลึกแก้วไม่ยั้ง และในอึดใจต่อมาเมื่อหมดหนทางจริงๆ หญิงสาวก็ถอยหลังไปสองก้าว แล้วพุ่งทะยานเอาศีรษะของตัวเองโขกเข้าปะทะกับก้อนผลึกอย่างแรง!

ตึง!!!

ทันใดนั้นเอง ก้อนผลึกขนาดยักษ์ก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง! สายโซ่สีดำทมิฬค่อย ๆ มีรอยร้าว ผุกร่อน และสลายกลายเป็นผุยผงไปในอากาศ ตามด้วยผิวชั้นนอกของผลึกที่ปริแตกออกเป็นเศษแก้วหลากสีชิ้นเล็กชิ้นน้อย และละลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงกลุ่มแสงสีรุ้งเจิดจ้าที่หมุนวนเป็นทรงกลม ลอยคว้างอยู่กลางมิติสีขาว

“สำเร็จ! ฮ่าๆๆ สมกับที่เป็นทิวารินคนเก่งจริง ๆ!” เธอแค่นยิ้มภูมิใจ พลางยกนิ้วโป้งขึ้นมาปัดปลายจมูกตัวเองอย่างถือดี ก่อนจะชะงักไปนิดหนึ่ง “เอ่อ... ว่าแต่ แล้วจะช่วยเด็กคนนั้นออกมาจากก้อนแสงนี่ได้ยังไงต่อล่ะเนี่ย?”

“เคี๊ยกกก... ฮ่าๆๆๆ! ข้าอุตส่าห์ซุ่มรอมาตั้งนาน... ในที่สุดเจ้าก็คลายผนึกให้ข้าจนได้!”

น้ำเสียงแหบพร่าอันชั่วร้ายดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลัง! ทิวาเบิกตากว้าง สัญชาตญาณสั่งให้เธอหันขวับไปมอง ทว่าร่างกายกลับแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง เธอไม่สามารถขยับตัวได้แม้แต่ปลายนิ้ว!

“แก... วิญญาณร้ายสินะ?” ทิวากัดฟันเค้นเสียงถามออกไป ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร

“วิญญาณร้ายงั้นรึ?!” เสียงนั้นตวาดกลับอย่างฉุนเฉียว “ข้าผู้เป็นถึงวิญญาณจอมเวท หนึ่งในห้าผู้อาวุโสแห่งกลุ่ม 'ลมทมิฬ' อันยิ่งใหญ่! พวกเจ้ากล้าเอาข้าไปเรียกเหมารวมกับพวกผีสางชั้นต่ำรึ!”

ทิวาขมวดคิ้ว เธอไม่เข้าใจศัพท์เฉพาะหรือชื่อกลุ่มอะไรที่มันอวดอ้างแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม เธอพยายามสูดหายใจลึก สงบสติอารมณ์และใช้แผน ‘ใจดีสู้เสือ’ สมองของเธอประมวลผลอย่างรวดเร็ว...

เห็นได้ชัดว่าเจ้านี่ยังมีพลังเหลือเฟือ แถมพลังของมันยังกดข่มเธอไว้จนขยับไม่ได้ แต่ที่น่าแปลกคือ มันกลับไม่ยอมลงมือโจมตีเธอตั้งแต่แรก มันเลือกที่จะซ่อนตัวและอดทนรอจนกว่าเธอจะออกแรงพังผลึกแก้วนี้จนแตกสลายเสียก่อน

‘มันต้องมีแผนการบางอย่างเกี่ยวกับก้อนผลึกนี่แน่ ๆ’ ทิวาลอบประเมินสถานการณ์ในใจ

“หนูน้อย... เจ้าเชื่อเรื่องโชคชะตาไหม? เจ้ากับข้านั้นชะตาต้องกันมากเลยนะ”

วิญญาณร้ายแสยะยิ้ม มันค่อย ๆ ลอยตัวอ้อมมาด้านหน้า เคลื่อนกายวนรอบตัวทิวาและก้อนแสงหลากสีอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะเริ่มร่ายยาวถึงความ 'บังเอิญ' ที่ทำให้มันได้มาพบเธอ

มันเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า ในเช้ามืดวันนั้น มันได้แบ่งพลังวิญญาณส่วนใหญ่ออกมาหลบซ่อนตัว ลอบเกาะติดอยู่บนร่างของเธอ แล้วจงใจใช้พลังเพียงส่วนน้อยสร้างภาพลวงตาอันอ่อนหัด เพื่อหลอกล่อให้ยัยนักท่องราตรีจอมจุ้นจ้านอย่างรัตติกาลไล่ตามไปผิดทาง

และเมื่อรัตติกาลออกห่างไปไกลพอ มันก็ใช้มนตร์ 'บังตา' ปิดกั้นการมองเห็นของคนขับรถบรรทุก พร้อมกับบังคับให้ร่างของทิวาเดินไปยืนนิ่งอยู่กลางถนน!

Inท้ายที่สุด มันก็สามารถแทรกซึมเข้าสิงร่างของทิวาได้สำเร็จ แต่สิ่งที่ผิดคาดจนมันเองก็ประหลาดใจคือ วิญญาณของทิวากลับกระเด็นหลุดออกจากร่างไปเสียเฉย ๆ แทนที่จะถูกกดให้หลับลึกอยู่ภายในร่างตามที่ควรจะเป็น และที่แปลกประหลาดไปกว่านั้นคือ... มันไม่สามารถยึดครองร่างของเธอได้อย่างสมบูรณ์

สาเหตุทั้งหมดเป็นเพราะภายในร่างของเด็กสาวคนนี้ มี ‘ผนึก’ บางอย่างซ่อนอยู่!

ผนึกประหลาดนี้คอยต่อต้านพลังของมัน ทำให้มันควบคุมกล้ามเนื้อและปฏิกิริยาของร่างเนื้อได้ไม่ดีนัก ร่างกายจึงมีอาการสั่นกระตุกและแสดงออกผิดธรรมชาติไปมาก

อย่างไรก็ตาม มันพบว่าสำหรับวิญญาณจอมเวทอย่างมัน ร่างกายของทิวาเปรียบดั่งขุมทรัพย์อันล้ำค่า! แม้จะควบคุมได้ไม่เต็มที่ แต่ทันทีที่มันเข้าสิง ร่างนี้กลับสะท้อนและขยายพลังวิญญาณให้มันเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล มากเกือบเท่าตัว!

จากเดิมที่มันเป็นเพียงวิญญาณจอมเวท 'ระดับ 2' แต่เมื่อได้สิงร่างนี้ พลังของมันกลับพุ่งทะยานขึ้นสู่ 'ระดับ 3 ขั้นสุด'... เผลอ ๆ อาจจะแตะถึง 'ระดับ 4' ด้วยซ้ำ!

มันมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นว่า หากผนึกที่กางกั้นอยู่ในร่างนี้ถูกทำลายลง มันจะสามารถผสานจิตเข้ากับร่างเนื้อได้อย่างสมบูรณ์แบบ และพลังอำนาจในอนาคตของมันจะต้องเจิดจรัสเหนือใคร!

และนั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่มันยอมลงทุนสวมบทบาท แสร้งทำเป็นวิญญาณชั้นต่ำ แสร้งทำเป็นอ่อนแอ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของทิวา และยอมพลาดท่าให้รัตติกาลข่มขู่... ทั้งหมดก็เพื่อชักนำให้เจ้าของร่างอย่างทิวา เข้ามาเผชิญหน้ากับผนึก และเป็นคนลงมือคลายผนึกนี้ด้วยมือของเธอเอง!

ฟังจบ ทิวาก็รู้สึกทั้งเจ็บใจที่ถูกหลอกใช้ และทึ่งในความเจ้าเล่ห์เพทุบายของมัน

‘เหลี่ยมจัด... อย่างที่ลุงกระบองว่าไว้ไม่มีผิดจริงๆ ด้วย!’ เธอพึมพำในใจ ทว่าเธอยังมีข้อข้องใจอีกประการหนึ่ง... ในเมื่อตอนนี้เธอพังผนึกแก้วนั่นไปแล้ว ทำไมมันถึงยังเอาแต่พล่าม ไม่ยอมลงมือจัดการกับเธอให้สิ้นซากเสียที?

“หนูน้อย ดูท่าเจ้าเองก็มีพรสวรรค์ด้านวิญญาณไม่เบาสินะ” วิญญาณร้ายลอยเข้ามาใกล้ ดวงตาของมันจ้องมองทิวาด้วยความละโมบ “ไม่กี่วันก่อนเจ้ายังเป็นแค่เด็กสาวธรรมดาแท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับสามารถเบิกเนตรจนกลายเป็นผู้วิเศษได้แล้ว... เอาอย่างนี้ไหม หากเจ้ายอมสวามิภักดิ์เป็นศิษย์ของข้า และยอมทำตามคำสั่งของอาจารย์ทุกอย่าง ข้ารับรองเลยว่าเจ้าจะได้กลายเป็นจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน!”

ทิวายังคงนิ่งเงียบ การที่จู่ๆ ผีร้ายที่หวังจะยึดร่างก็มายื่นข้อเสนอรับเป็นลูกศิษย์ ทำให้สมองอันปราดเปรื่องของเธอเริ่มจับสังเกตได้...

‘มันต้องมีเงื่อนไขอะไรอีกแน่ ๆ’

บางที... มันอาจจะต้องการให้เธอเป็นคนลงมือทำอะไรสักอย่างกับก้อนแสงหลากสีนี้ หรือบางที กฎของการสิงสู่ขั้นสมบูรณ์ อาจจะจำเป็นต้องให้เจ้าของร่าง ‘ยินยอม’ ยกพลีให้ด้วยความสมัครใจเสียก่อน

แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใด ในเมื่อทิวารู้เต็มอกว่าภายในก้อนแสงนั้นมีเด็กทารกซ่อนอยู่ และที่สำคัญที่สุด... เธอไม่มีวันยอมยกร่างกายของตัวเองให้ไอ้ผีหน้าไหนทั้งนั้น! แค่คิดว่าต้องทนดูมันเอาร่างของเธอไปทำอะไรพิเรนทร์ ๆ เธอก็ขนลุกขึ้นมา

“ฝันไปเถอะ!” ทิวาเชิดหน้าขึ้น ปฏิเสธเสียงแข็ง พร้อมกับแค่นหัวเราะเยาะเย้ย “ฉันจะไม่ทำอะไรให้แกทั้งนั้น! แกมันก็แค่ผีไร้ศาล ฉันแค่ยืนรอเฉย ๆ ให้พรรคพวกของฉันข้างนอกหาทางจัดการกับแกก็พอแล้ว!”

คำขู่ของทิวาจี้ใจดำวิญญาณร้ายเข้าอย่างจัง มันเริ่มมีท่าทีร้อนรนและกระวนกระวาย กระทั่งในที่สุด ความอดทนของมันก็ขาดสะบั้น มันหลุดปากสารภาพออกมาตามตรงว่า ตัวมันเองก็ไม่รู้ว่าไอ้ก้อนแสงหลากสีตรงหน้านี้คืออะไรกันแน่ และมันไม่อยากเสี่ยงด้วยตัวเอง มันต้องการให้ทิวาเอื้อมมือไป 'สัมผัส' ก้อนแสงนั้นเพื่อพิสูจน์!

ทิวายังคงยืนกรานคำเดิมด้วยใบหน้ายียวน “ไม่-มี-ทาง!”

“หึ! ดื้อด้านนักนะ นังเด็กโง่!” วิญญาณร้ายคำรามลั่น “เจ้าคิดว่าข้าไม่มีวิธีบังคับเจ้ารึ! จำตอนที่เจ้าเดินไปให้รถบรรทุกชนเช้าวันนั้นไม่ได้หรือไง!”

พูดจบ มันก็แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม พร้อมกับเปิดใช้งานวิชาอาคม... "เชิดหุ่น!"

ฉับพลันนั้น ร่างกายของทิวาก็ถูกควบคุมโดยสมบูรณ์ แขนขวาของเธอค่อย ๆ ยกขึ้นและยื่นตรงไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ แม้ในใจเธอจะก่นด่าและพยายามออกแรงต้านสุดชีวิต แต่ก็ไม่อาจฝืนบังคับกล้ามเนื้อของตัวเองได้ ฝ่ามือของเธอเคลื่อนเข้าไปใกล้ก้อนแสงหลากสีนั้นเรื่อย ๆ... เรื่อย ๆ... จนกระทั่งปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับแสงสีรุ้ง!

วาบ!!!

ทันทีที่สัมผัส ก้อนแสงหลากสีนั้นก็พลันหมุนวนบิดเกลียวราวกับพายุขนาดย่อม ก่อนจะหลั่งไหลทะลักเข้าไปในท่อนแขนของทิวาจนหมดสิ้น! แสงสว่างจ้าจางลง เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน... ร่างของเด็กทารกตัวน้อยที่เคยถูกพันธนาการด้วยสายโซ่และแผ่นยันต์ บัดนี้กำลังลอยนิ่งอยู่เหนือพื้น!

วิญญาณจอมเวทเฒ่าเบิกตากว้าง จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย “นั่นมัน... อะไรกันวะนั่น!?”

ทันใดนั้นเอง เปลือกตาของเด็กทารกน้อยก็ค่อย ๆ เปิดขึ้น นัยน์ตาสีลึกลับทอดมองผ่านอากาศตรงไปยังวิญญาณร้าย มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามและเย็นชา ก่อนที่ริมฝีปากเล็ก ๆ จะขยับ และเปล่งเสียงที่ดังก้องกังวานราวกับประกาศิตจากสวรรค์!

"บังอาจนัก... เจ้ามดปลวก!"

คลื่นพลังบางอย่างแผ่ซ่านออกมาพร้อมกับคำพูดประโยคนั้น และในเสี้ยววินาทีเดียวกัน ทิวาก็รู้สึกได้ทันทีว่าพันธนาการที่ควบคุมร่างกายของเธออยู่ได้สลายหายไปแล้ว! เธอขยับตัวได้อย่างอิสระอีกครั้ง!

หญิงสาวไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย เธอพุ่งทะยานเข้าหาเจ้าวิญญาณร้ายอย่างรวดเร็ว พร้อมกับง้างฝ่ามือขวา... ซึ่งบัดนี้กำลังถูกห่อหุ้มด้วยออร่าแสงสีรุ้งเจิดจ้า! เธอตวัดแขนเหวี่ยงฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าของศัตรูสุดแรงเกิด!

"เอาลูกตบนางร้ายไปกินซะ ไอ้ผีไร้ร่าง!!!"

เปรี้ยง!!!!!

เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางมิติ! ด้วยการตบเพียงครั้งเดียวที่อัดแน่นไปด้วยพลังสีรุ้ง ร่างของวิญญาณจอมเวทระดับสามผู้โอหังก็ถึงกับบิดเบี้ยวผิดรูป กรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดสุดแสน!

“ม... ไม่นะ! ข้าไม่ยอม! ข้าไม่ยอมมมม...!!!”

ร่างวิญญาณของมันค่อย ๆ ปริร้าว แหลกสลาย และกลายเป็นธุลีไปในพริบตา เหลือทิ้งไว้เพียงก้อนกลม ๆ สีม่วงอมดำขนาดเท่าลูกมะนาว

ทิวาไม่ได้ให้ความสนใจกับก้อนสีม่วงนั้นแม้แต่น้อย เธอรีบหันขวับกลับไปมองที่เด็กทารกปริศนาทันที และพบว่าสายตาคู่เล็ก ๆ ของเด็กน้อยกำลังจ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว

ทว่า... ก่อนที่ทิวาจะทันได้อ้าปากเอ่ยถามคำถามนับร้อยพันที่อัดอั้นอยู่ในหัว เด็กทารกสุดน่ารักก็พลันแย้มรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงบเยือกเย็นขัดกับรูปลักษณ์

“นี่ยังเร็วเกินไป...” เด็กน้อยเว้นจังหวะ พลางปรายตามองไปที่มือของทิวา “แต่ว่า... เธอเอาสิ่งนั้นไปใช้ก่อนได้เลย ส่วนเรื่องของฉันในวันนี้... จงลืมมันไปซะ แล้วเมื่อไหร่ที่เธอไปถึง 'ระดับ 4' ...เราค่อยกลับมาเจอกันใหม่”

สิ้นคำกล่าวนั้น ห้วงมิติสีขาวโพลนของทิวาก็พลันสว่างวาบจนกลืนกินทุกสรรพสิ่งไปในที่สุด...

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!