ลำนำย่ำราตรี

ตอนที่ 7: ตอนที่ 6 : คู่หู

👁️ 2 อ่าน

ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 6 : คู่หู

ภายในห้วงจิตของรัตติกาล ร่างวิญญาณของทิวาล่องลอยตามเส้นด้ายสีแดงเพลิงลึกเข้าไปเรื่อยๆ

ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้พบกับภูเขาลูกมหึมาที่กำลังลอยคว้างอยู่ แต่เมื่อเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ เธอกลับพบว่ามันไม่ใช่ภูเขา แต่เป็นรูปสลักหินอันเป็นรูปลักษณ์ของพญายักษาร่างกายกำยำ ถือกระบองขึ้นพาดบนไหล่ ใบหน้าดุดัน สองข้างของริมฝีปากมีเขี้ยวโง้งยาวตั้งยื่นออกมา

ด้วยขนาดที่ใหญ่โตราวภูเขา ในคราแรกทิวาจึงตกใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงรูปสลักหินที่ลอยเคว้งคว้าง เธอก็สงบใจลงและอดคิดไม่ได้ว่า สมกับเป็นห้วงจิตของยัยรัตตี้จริงๆ อย่างไรก็ตาม เธอมองรูปสลักนั้นลอยผ่านไป พร้อมกับก้มหน้ายกมือไหว้เหนือศีรษะ

“ท่านเจ้าคะ... ลูกช้างแค่ผ่านทางมาเพื่อจะไปช่วยคนเท่านั้น”

จากนั้นเธอก็รีบพุ่งตัวตามทางต่อไป เธอไม่ได้จริงจังกับการกระทำของตัวเองนัก แต่หารู้ไม่ว่าเมื่อเธอกล่าวจบประโยค ดวงตาของรูปสลักก็พลันเรืองแสงอ่อนๆ และกลอกตามองตามแผ่นหลังของเธอ

หลังจากนั้น ทิวาก็ได้พบกับภาพความทรงจำในช่วงอายุหลากหลายของรัตติกาลล่องลอยผ่านไปเป็นระยะ แม้เธอจะสนใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่มีเวลาให้สังเกตดูอย่างละเอียด เธอได้แต่คอยมองผ่านๆ ในขณะที่เร่งรีบเคลื่อนตัวลึกเข้าไป

กระทั่งในที่สุด เธอก็มองเห็นพระจันทร์สีแดงฉาน และหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เธอใช้ "ตาทิพย์ ขั้นที่ 1" มองสำรวจจนได้พบกับรัตติกาลที่กำลังเผชิญหน้ากับอสูรยักษ์ เธอรีบพุ่งตัวเข้าไปด้านหลังของรัตติกาลและพบว่า ยัยนักเลงโตกำลังสะอึกสะอื้นอย่างอ่อนแอต่างจากภาพที่เธอคุ้นเคยลิบลับ

“ร้องไห้ทำไมจ๊ะแม่สาวน้อย? ยัยคนเก่งหายไปไหนแล้วล่ะ หืม... พี่สาวสุดสวยมาช่วยแล้วนะ!”

น้ำเสียงใสแฝงความทะเล้นและอบอุ่นดังแว่วขึ้นมาจากทางด้านหลัง ทำลายบรรยากาศสิ้นหวังลงในพริบตา!

รัตติกาลชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบ เธอมองไปยังต้นเสียงและพบว่าเป็นเด็กสาวร่างกายโปร่งใส เธอมองดูร่างวิญญาณของทิวาอยู่ครู่หนึ่ง เกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาด และหลุดปากออกมาว่า

“ยัยบื้องั้นเหรอ?”

ทว่าด้วยสติอันพร่าเลือน ทำให้เธอถามตัวเองในใจว่า... ยัยบื้อไหนกันนะ?

ทิวาเตรียมจะโวยวายที่ถูกเรียกว่ายัยบื้อ ทว่าเมื่อเห็นสภาพร่างกายอันขาดวิ่น เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดของคนข้างๆ ก็รู้สึกใจหายวาบ และเมื่อเงยหน้ามองตรงไปยังอสูรหมาป่ายักษ์สูงสามเมตรที่กำลังตั้งท่าจะกระโจนเข้ามาขย้ำ เธอก็เข้าใจแจ่มแจ้งทันทีว่าทำไมยัยสมองกล้ามถึงได้ยับเยินขนาดนี้ เธออดฉงนไม่ได้ที่ศัตรูในภาพลวงตาของรัตติกาลดูโหดกว่าของเธอมาก ทำไมกันนะ?

รัตติกาลเผยอปากขยับจะเอ่ยถามด้วยความมึนงง ทว่าทิวากลับยกมือขึ้นห้ามและพูดแทรกด้วยน้ำเสียงจริงจังเฉียบขาดทันที

“ยัยนักเลง! ตอนนี้เธอยังพอมีแรงเหลืออยู่ไหม?! ฉันจะใช้ตาทิพย์หาจุดอ่อนของมันให้ จากนั้นเธอต้องทุ่มพลังทั้งหมดที่มีโจมตีอัดใส่จุดนั้นทีเดียวให้จอด!”

แม้สมองจะเต็มไปด้วยความมึนงงและข้อสงสัยมหาศาล แต่รัตติกาลรู้ดีว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ตัวเธอเองก็ใกล้จะถึงขีดจำกัดเต็มทน หญิงสาวจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น

ทิวาสูดหายใจเข้าลึก ตั้งสมาธิรวบรวมพลังวิญญาณและเปิดใช้งาน "ตาทิพย์ ขั้นที่ 1" จากนั้นตามด้วย "ขั้นที่ 2" ทันที และครั้งนี้เธอเพ่งมองลึกลงไป... ลึกลงไปในตัวของอสูรยักษ์ตรงหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน

อึดใจต่อมา ประกายแสงประหลาดก็วาบขึ้นในครรลองสายตา ทิวาเบิกตากว้างเมื่อเห็นสัญลักษณ์ทรงกลมสีดำหมุนวนคล้ายกงจักรขนาดเล็กซ่อนอยู่ภายในดวงตาข้างขวาของมัน!

“ตาขวา! จุดอ่อนของมันอยู่ที่ตาขวา!” ทิวาตะโกนบอกเป้าหมายทันที

รัตติกาลกัดฟันกรอดพลางแค่นยิ้มเจื่อนอย่างยากลำบาก “ตาขวางั้นเหรอ... แต่เจ้าอสูรนั่นมันสูงตั้งสามเมตรนะ ฉันในสภาพที่แขนขาดแถมระบมไปทั้งตัวแบบนี้... จะเอาแรงจากไหนกระโดดขึ้นไปโจมตีให้ถึงดวงตาของมัน!”

ทิวามองดูสภาพของรัตติกาลอีกครั้งตั้งแต่หัวจรดเท้าก็เอามือแตะคางแล้วพยักหน้าเห็นด้วย “อืมมม ทำไงดีล่ะทีนี้”

รัตติกาลสูดหายใจเข้าลึกและยืดตัวตรง ก่อนจะหันมาสบตากับดวงจิตของทิวาด้วยสายตาจริงจัง “เพราะงั้น... เธอช่วยวิ่งไปเป็นเป้าล่อ ล่อให้มันก้มตัวลงมาตะปบได้ไหม แล้วฉันจะอาศัยจังหวะสั้นๆ แค่เสี้ยววินาทีนั้น พุ่งเข้าไปอัดตาขวาของมันเอง!”

ได้ยินแผนการมหาโหดที่ให้ตัวเธอเองเป็นเหยื่อล่อ ทิวาถึงกับตาโตอ้าปากค้าง หลุดอุทานสบถลั่นออกมาด้วยความเครียด

“เอ้า... เรือหายแล้วไงล่ะยัยสมองกล้ามมมม!!!”

ทว่า… หลังจากมองไปที่เจ้าอสูรยักษ์และกลืนน้ำลายดังเอื๊อกทั้งๆ ที่เป็นร่างวิญญาณ จากนั้นก็สะบัดหน้าเร่าๆ พลันดวงตาของทิวาก็ฉายแววเด็ดเดี่ยว เธอขยับร่างกายเตรียมพร้อมวิ่งพลางพยักหน้า ‘เอาก็เอา ยังไงฉันก็เป็นแค่วิญญาณ ต่อให้พลาดพลั้งโดนโจมตีก็น่าจะทะลุผ่านร่างไปเฉยๆ แบบในหนังแหละน่า’ เธอคิด

ทิวาในร่างวิญญาณพุ่งทะยานเข้าหาอสูรยักษ์ตรงหน้าด้วยความเร็วสูงสุด! ฝ่ายอสูรครึ่งหมาป่าเมื่อเห็นเหยื่อตัวจ้อยวิ่งเข้ามาหา มันก็คำรามลั่น ก่อนจะพุ่งสวนเข้าใส่เธออย่างบ้าคลั่งเช่นกัน

ทว่า... เมื่อระยะห่างลดลงจนเห็นเขี้ยวแหลมคมและน้ำลายเหนียวหนืดของมันชัดเจนเต็มสองตา กราฟความกลัวของทิวาก็พุ่งทะลุเพดาน หญิงสาวเบรกตัวโก่งจนฝุ่นตลบ หมุนตัวกลับลำร้อยแปดสิบองศาแล้วสับขาหนีสุดชีวิต พร้อมกับแหกปากร้องลั่น

“โอ๊ยยยย! ไม่อ๊าววว แบบนี้กี่ชีวิตก็ไม่พอ!”

รัตติกาลที่มองดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับกะพริบตาปริบๆ ด้วยความมึนงง จะขำก็ขำไม่ออก จะด่าก็ไม่มีแรง โชคดีที่เจ้าอสูรร้ายไม่ได้สนใจเธอแล้ว มันก้มตัวลงวิ่งสี่ขาควบตะบึงไล่กวดทิวาไปติดๆ

และในวินาทีที่มันอ้าปากกว้าง เตรียมจะกระโจนเข้าใส่หมายจะตะปบร่างของทิวานั่นเอง...

‘ตอนนี้แหละ!’

รัตติกาลเค้นแรงเฮือกสุดท้าย โผทะยานเข้าหาดวงตาด้านขวาของมันที่เปิดโล่ง พร้อมกับกำหมัดจากแขนซ้ายที่เหลือเพียงข้างเดียว ซัดเปรี้ยงเข้าที่สัญลักษณ์ทรงกลมสีดำกลางดวงตาของมันอย่างจัง!

ผลัวะ!!!

“โฮกกกกกกก!!!”

เจ้าอสูรกรีดร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส มันยกมือขึ้นกุมดวงตาขวา ดิ้นทุรนทุรายไปมา ครู่ต่อมาภาพพระจันทร์สีเลือด หมู่บ้านที่เสียหาย และซากศพรอบตัวก็เริ่มสั่นไหว ปริร้าว และพังทลายลงราวกับเศษกระจก

ทิวาที่วิ่งหนีตายเมื่อครู่ เดินหอบแฮ่กๆ กลับมาหารัตติกาลที่กำลังหอบตัวโยนไม่แพ้กัน หญิงสาวมองดูเจ้าอสูรยักษ์ที่ค่อยๆ แตกสลายทั้งที่ยังดิ้นรนอยู่ ก่อนจะมองสบตากับรัตติกาล เธอยกฝ่ามือขวาขึ้นมาตรงหน้า พร้อมกับส่งยิ้มกว้าง

“ทำได้ดีมาก... คู่หู”

รัตติกาลที่ยังคงมึนงงและสับสนกับสภาพแวดล้อมรอบตัวที่กำลังแตกสลาย มองมือของทิวาสลับกับใบหน้าของอีกฝ่าย ก่อนจะยกฝ่ามือซ้ายของตัวเองขึ้นตบกับมือของทิวาเบาๆ แปะ... เธอเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาอย่างลืมตัว

“เธอก็ด้วย... ขอบใจมากนะ”

[กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง]

เฮือก!!!

รัตติกาลเบิกตากว้าง สะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาของเธอแบบประชิด คือ... ก้นกลมๆ และหางฟูๆ ของเจ้าแมววิเชียรมาศที่จ่ออยู่ปลายจมูก!

“เฮ้ย! ยี๊!!”

รัตติกาลร้องเสียงหลง รีบดีดตัวลุกขึ้นพร้อมกับปัดร่างเจ้าแมวออกไปให้พ้นหน้าทันที เธอยกมือขึ้นถูจมูกตัวเองแรงๆ ทำจมูกฟึดฟัดด้วยความขยะแขยง

ทางด้านทิวาที่โดนปัดจนกระเด็นลอยไปตกแอ้งแม้งอยู่บนพื้น ก็ร้อง “แง้ว!” ออกมา ก่อนจะรีบส่งกระแสจิตต่อว่าทันที

“นี่สินะ... ที่โบราณเขาเรียกว่า ทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาปน่ะ!”

“ไม่ต้องมาพูดดีเลยยัยบื้อ! เธอจงใจเอาตูดมาอุดจมูกฉันใช่ไหมล่ะ! เพราะงั้นหักลบแล้วถือว่าหายกัน!” รัตติกาลสวนกลับทันควัน

ก่อนที่ศึกน้ำลายระหว่างคนกับแมวจะบานปลายไปมากกว่านี้ เสียงทุ้มเข้มของ มหากัณฑ์ ก็ขัดจังหวะขึ้นมาอย่างดุดัน

“เลิกเถียงกันได้แล้วทั้งคู่นั่นแหละ! เราต้องรีบตามหาและจัดการเจ้าวิญญาณร้ายนั่นซะก่อน! เจ้านี่มันเหลี่ยมจัดมาก หากปล่อยให้มันรอดไปตั้งหลักได้อีกคงแย่แน่!”

คำเตือนของมหากัณฑ์เรียกสติของทั้งสองกลับมาทันที ทิวาและรัตติกาลต่างก็เปิดใช้งานตาทิพย์เพื่อกวาดสายตามองหาร่องรอยของวิญญาณร้ายไปทั่วทั้งบริเวณบ้าน และในที่สุด พวกเธอก็พบกระแสพลังงานสีดำทะมึนลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่ง... ห้องของคุณปู่! ทั้งคู่รีบพุ่งตัวไปทันที

เมื่อรัตติกาลถีบประตูห้องเข้าไป ภาพตรงหน้าก็ทำเอาทั้งคู่แทบหยุดหายใจ

ร่างของทิวารินกำลังยืนตระหง่านอยู่ข้างเตียงนอนของคุณปู่ ในมือของเธอมีมีดทำครัวเล่มเขื่องที่ส่องประกายวาววับ... และคมมีดนั้นกำลังจ่อแนบชิดอยู่ที่ลำคอของชายชราที่ยังคงนอนเหม่อลอย ไร้สติสัมปชัญญะที่จะรับรู้ถึงภัยร้ายที่กำลังคุกคามชีวิต!

น้ำเสียงแหบพร่าผิดมนุษย์มนาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เปรอะเปื้อนคราบฝุ่นของทิวาริน

“ก...แก! นังเด็กเหลือขอ... ทำไมกัน? ทำไมถึงทำลายมนตร์ลวงตาขั้นสูงของข้าได้… อย่าเข้ามานะเว้ย!”

วิญญาณร้ายจำรัตติกาลได้แม่นยำ มันกระชับมีดในมือแน่นขึ้นจนเห็นรอยเลือดซิบที่ลำคอของคุณปู่ที่ยังคงมีดวงตาเลื่อนลอยไร้สติ นอนนิ่งสงบไม่ไหวติง

เมื่อทิวาเห็นคุณปู่สุดที่รักตกอยู่ในอันตราย ทิวาในร่างแมวก็ถึงกับใจหายแป้ว แต่ในความตื่นตระหนกนั้น เมื่อเธอพยายามสงบสติอารมณ์และเพ่งมองดูร่างของตัวเองชัดๆ เธอก็พบว่าร่างกายของเธอยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ดี แม้จะดูสกปรกมอมแมมและซีดเซียวไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้พุพองเน่าเฟะเหมือนในภาพลวงตา ทิวาเผลอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตรงหน้ายังคงตึงเครียดขีดสุด รัตติกาลกัดฟันกรอด ขยับเท้าเตรียมจะพุ่งเข้าไปชาร์จ แต่กระบองมหากัณฑ์ในมือกลับสั่นขึ้นพร้อมกับส่งเสียงห้าม

“อย่าผลีผลามยัยหนู! ถ้าเจ้าขยับ ชายแก่คนนี้ตายแน่! นิ่งไว้ก่อนข้ามีแผน”

มหากัณฑ์สื่อจิตบอกรัตติกาล ก่อนจะหันไปถ่ายทอดแผนการให้ทิวาฟัง

“แม่หนู... ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้สนใจเจ้ามากนัก จงปลีกตัวออกไปแล้วถอดจิตออกจากร่างอีกครั้ง แล้วหาจังหวะที่มันเผลอ พุ่งดิ่งเข้าไปทวงร่างของเจ้าคืนซะ! ส่วนยัยหนูรัตตี้ เจ้าพยายามชวนคุยต่อรองกับมันไปพลางๆ จังหวะที่วิญญาณของแม่หนูพุ่งปะทะเข้าไปในร่าง จะทำให้ร่างเนื้อชะงักงันไปชั่วขณะ นั่นจะเป็นจังหวะให้เจ้าพุ่งเข้าไปช่วยชายแก่คนนั้นได้…”

“ทว่า หลังจากนั้น มันจะเป็นการต่อสู้แย่งชิงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของร่างอย่างแท้จริง ระหว่างจิตของเจ้านี่กับเจ้าวิญญาณร้าย… มันน่าจะใช้พลังไปกับมนตร์ลวงตาจนหมดแล้ว เพราะงั้น… เจ้าพร้อมรับความเสี่ยงนี้ไหมแม่หนู?” มหากัณฑ์ส่งคำถามไปยังทิวา

รัตติกาลขมวดคิ้วแน่น และทำท่าจะสื่อจิตแย้งเพราะมองว่ามันอันตรายเกินไปสำหรับทิวา ทว่าเจ้าแมววิเชียรมาศกลับตอบรับด้วยแววตาแน่วแน่และกล้าหาญ

“ฉันทำได้ค่ะ! สิ่งที่เป็นของฉัน ยังไงมันก็ต้องเป็นของฉัน! ถ้าร่างกายจะโดนแย่งไปง่ายๆ สวรรค์คงไม่ให้โอกาสฉันรอดชีวิตมาเพื่อทวงมันคืนหรอก!”

รัตติกาลอดแปลกใจกับท่าทีของทิวาไม่ได้ ‘ยัยนี่ทั้งๆ ที่ปกติออกจะตาขาว แต่บทจะกล้าหาญก็เด็ดเดี่ยวขึ้นมาดื้อๆ ซะงั้น’ เธอคิด

เมื่อตกลงกันได้ ทิวาในร่างแมวซึ่งอยู่นอกเหนือความสนใจของวิญญาณร้าย ก็อาศัยจังหวะชุลมุนค่อยๆ ปลีกตัวย่องเงียบออกไปหลบในมุมมืดหลังตู้หนังสือ เพื่อเริ่มกระบวนการ "ถอดจิต" เงียบๆ

ดูเหมือนว่าตั้งแต่แรกเจ้าวิญญาณร้ายก็ไม่ได้สนใจทิวาเลย ทิวาจึงพอจะอนุมานได้ว่ามันน่าจะทุ่มพลังลวงตาเพื่อจัดการกับศัตรูเก่าอย่างรัตติกาลเป็นหลัก และทิวาในร่างแมวก็เพียงแค่โดนผลกระทบเพราะอยู่ใกล้ๆ กับรัตติกาลเท่านั้น นั่นอธิบายได้ว่าทำไมศัตรูที่รัตติกาลเจอจึงแข็งแกร่งกว่าของเธอมาก

ส่วนรัตติกาลก็รับหน้าที่ดึงความสนใจตามแผน เธอเริ่มขยับตัวเดินวนไปมาอย่างช้าๆ แสร้งทำสีหน้าผ่อนคลายพลางเอ่ยปากต่อรอง

“เอาล่ะๆ ใจเย็นก่อนไอ้ผีเร่ร่อน... เอาแบบนี้ไหม ฉันยื่นข้อเสนอให้ ฉันจะยอมปล่อยแกไปง่ายๆ ถ้าแกยอมปล่อยทุกคนในบ้านหลังนี้แล้วไสหัวไปซะ ตอนนี้เลย”

เจ้าวิญญาณร้ายหรี่ตาแคบลง มองรัตติกาลอย่างไม่ยี่หระและไม่เชื่อใจ “หึ! แกคิดว่าข้าโง่หรือไง! ถ้าอยากให้ข้าปล่อยตาแก่นี่... แกต้องเข้าไปอยู่ในคาถาลวงตาของข้า รอจนกว่าข้าจะหนีไปไกลพ้นรัศมีแล้วมนตร์ก็จะค่อยๆ คลายลงเอง! ไม่งั้นข้าจะปาดคอไอ้แก่นี่ซะ!”

รัตติกาลหยุดเดิน เธอเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางแค่นหัวเราะในลำคอ ใบหน้ากลับมาฉายแววหยิ่งผยองสไตล์นักเลงโตอีกครั้ง

“แกคิดว่าฉันโง่นักรึไง? แกคิดว่าฉันจะแคร์ชีวิตคนแก่ใกล้ลงโลงคนนึงเหรอ?” รัตติกาลตอกกลับเสียงแข็ง “ถ้าแกจะเรื่องมากนัก... ฉันก็ไม่สนหรอกนะว่าแกจะลากมนุษย์ลงนรกไปด้วยสักคน!”

พูดจบ รัตติกาลก็ยกกระบองมหากัณฑ์ขึ้นชี้หน้าวิญญาณร้ายอย่างดุดัน เจ้าวิญญาณร้ายไม่คิดว่านักท่องราตรีที่ดูเป็นเพียงเด็กสาวอ่อนต่อโลกจะกล้าได้กล้าเสียขนาดนี้ นั่นทำให้มันชะงักงันไปชั่วขณะด้วยความสับสนและหวาดหวั่น

เสี้ยววินาทีที่มันเผลอเปิดช่องโหว่นั่นเอง!

วิญญาณของทิวาที่ลอบถอดจิตและเคลื่อนตัวอ้อมมาถึงด้านหลังเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่รอช้า เธอพุ่งทะยานเข้าปะทะกับแผ่นหลังของร่างทิวารินอย่างรุนแรงสุดกำลัง และหายวับเข้าไปภายในร่างนั้นทันที!

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!