ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 5 : จันทร์โลหิตและการถอดจิตของทิวา
ภายในตู้เสื้อผ้าที่มืดมิดและคับแคบ รัตติกาลในวัยเยาว์กำลังนั่งขดตัวคุดคู้ด้วยความกลัว เนื้อตัวของเธอสั่นเทาอย่างรุนแรงท่ามกลางความมืด
เสียงเอะอะโวยวาย เสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนด้วยความเจ็บปวด และเสียงขู่กรรโชกต่ำลึกน่าสยดสยองดังแว่วเข้ามาจากภายนอกเป็นระยะ
เธอจำฉากเหล่านี้ได้ติดตา... มันคือภาพเหตุการณ์ในอดีตตอนเธออายุเพียงสี่ขวบ คืนพระจันทร์สีแดงฉาน… จันทร์โลหิต
ขณะที่หัวใจกำลังบีบคั้นด้วยความสับสนและหวาดกลัว สติอันเลือนลางก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เธอได้สูญเสียแม่ไปในคืนนั้น รวมไปถึงชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เธอและแม่อาศัยอยู่ มันคือโศกนาฏกรรมการฆ่าล้างหมู่บ้านอันโหดเหี้ยม และมีผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
รัตติกาลพยายามกวาดมือขวารนรานควานหา ‘มหากัณฑ์’ ไปรอบๆ ตัวด้วยสัญชาตญาณ ก่อนจะเอ่ยถามตัวเองด้วยความมึนงงว่า
“ฉัน... ฉันกำลังพยายามจะหาอะไรอยู่กัน?”
สติของเธอในตอนนี้ไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ความเป็นจริงและภาพจำในอดีตปนเปกันจนแยกไม่ออก ในหัวคิดเพียงแต่ว่าเธอจะเสียเวลาอยู่ที่นี่ไม่ได้ ต้องรีบออกไปช่วยแม่และชาวบ้าน! รัตติกาลฝืนความกลัวพุ่งตัวออกจากตู้เสื้อผ้าและก้าวพ้นประตูบ้านออกมา ทว่าภาพภายนอกกลับกลายเป็นฝันร้ายที่แท้จริง
โลกทั้งใบถูกย้อมด้วยสีเลือด พื้นดินแฉะชื้นเต็มไปด้วยรอยเท้าและกลิ่นคาวเลือด ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายหมาป่าทมิฬ มีทั้งขนสีดำ สีเทา และสีน้ำตาล ร่างกายของพวกมันสูงใหญ่ท่วมหัวไม่ต่ำกว่าหนึ่งเมตร ดวงตาสีแดงฉานกระหายเลือด พวกมันกำลังไล่กวด ฉีกทึ้ง และกัดกินบรรดาชาวบ้านที่วิ่งหนีตายกันอลหม่าน
เมื่อเหลือบไปเห็นหญิงสาวนางหนึ่งกำลังจะถูกคมเขี้ยวอันแหลมคมขย้ำ รัตติกาลตั้งท่าจะพุ่งตัวเข้าไปขวาง ทว่าท้ายที่สุดเธอก็กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บปวดใจร้าวลึก เธอจำต้องละทิ้งคนตรงหน้า แล้วออกวิ่งตรงไปหาแม่ของเธอตามเส้นทางในความทรงจำอันอันเลือนลาง
ระหว่างทางที่เต็มไปด้วยเศษซากศพ รัตติกาลต้องคอยวิ่งหลบเลี่ยงการปะทะกับฝูงหมาป่าอสูร หัวใจดวงโตบีบคั้นและเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นผู้บริสุทธิ์ต้องถูกฉีกกระชากและล้มตายลงต่อหน้าต่อตาโดยที่เธอช่วยอะไรไม่ได้
ในที่สุด เธอก็มาถึงจุดที่แม่อยู่ ทว่า... ทุกอย่างมันสายเกินไปเสียแล้ว
ร่างของแม่ติดอยู่ในปากของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา อสูรครึ่งมนุษย์ครึ่งหมาป่าที่ร่างสูงใหญ่ตระหง่านกว่าสามเมตร กล้ามเนื้อแขนขาเต็มไปด้วยพละกำลังอันบ้าคลั่ง มันงับร่างของแม่และยกลอยขึ้นเหนือพื้น รัตติกาลเบิกตากว้าง หวีดร้องออกมาราวกับใจจะขาด
"แม่คะ...!!! อ๊ากกกกกก!!"
เธอพุ่งเข้าใส่อสูรร้ายตรงหน้าทั้งที่มือเปล่าด้วยความโกรธแค้นจนลืมตาย เจ้าอสูรยักษ์เมื่อเหลือบมาเห็นมดปลวกที่บังอาจเข้ามาท้าทาย มันก็เหวี่ยงร่างของแม่กระเด็นออกไปราวกับเศษผ้าขี้ริ้ว ก่อนจะแยกเขี้ยวเผยน้ำลายไหลเยิ้ม แล้วกระโจนเข้าใส่รัตติกาลเต็มแรง!
อีกด้านหนึ่ง…
ในเวลาเดียวกัน ทิวาในร่างแมวศรีนวลกำลังเผชิญหน้ากับความตาย แม้ในใจจะสิ้นหวังสุดขีดและหวาดกลัวจนอยากจะร้องไห้ แต่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ก็ทำให้เธอพยายามควบคุมสติ สี่ขาเล็กๆ ออกแรงกระโดดหลบหลีกการโจมตีของร่างซอมบี้ทิวารินอย่างเฉียดฉิวครั้งแล้วครั้งเล่า
ร่างซอมบี้พุพองเน่าเฟะพุ่งเข้าใส่เธออย่างบ้าคลั่ง ทว่าหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ทิวาก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ
‘เอ๊ะ... เจ้าซอมบี้ตัวนี้มันทำไมทึ่มทื่อจัง’
ทิวาพบว่าการโจมตีของศัตรูตรงหน้ามันไร้ชั้นเชิงโดยสิ้นเชิง มันเอาแต่พุ่งเข้าหาเธอเป็นเส้นตรงทื่อๆ พอพลาดเป้าชนเข้ากับกำแพงหรือความว่างเปล่า มันก็เกิดอาการชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาพุ่งเข้าใส่อีกรอบ
เมื่อเห็นดังนั้น ทิวาก็เผลอคิดฟุ้งซ่านขึ้นมาในใจตามประสาคนมีความมั่นใจเกินร้อย ‘หึ... ถ้าฉันอยู่ในร่างมนุษย์ล่ะก็ จังหวะชะงักแบบนี้แม่จะขัดขาให้ล้ม ตบด้วยซ้าย ย้ายด้วยขวา ขึ้นคร่อมแล้วรัวหมัดใส่หน้าให้เละไปเลย!’
ทว่าความจริงก็กระแทกหน้าโครมใหญ่ เมื่อเธอเหลือบมองเห็นอุ้งเท้าสีน้ำตาลของตัวเอง... เออใช่ ลืมไป ตอนนี้เธอเป็นแค่แมววิเชียรมาศตัวน้อยตะมุตะมิ! จะเอาแรงที่ไหนไปต่อยรัวใส่ซอมบี้กันล่ะยะ!
สถานการณ์ช่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทิวาทำได้เพียงแค่วิ่งหลบไปมารอบๆ ในขณะที่เจ้าซอมบี้ ก็ได้แต่พุ่งเข้าใส่ซ้ำๆ เป็นลูปวงกลมอันน่าเบื่อหน่าย จนในที่สุด ทิวาก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้
‘เดี๋ยวนะ... แด๊ดดี้เคยบอกว่าสกิลสายวิญญาณต้องใช้ความเยือกเย็น บางที... ถ้าเราลองใช้ตาทิพย์มองหาจุดอ่อนของมัน แล้วใช้ร่างแมวพุ่งชนเต็มแรง ถึงพลังโจมตีจะน้อยแต่มันอาจจะได้ผลก็ได้!’
เธอตัดสินใจหยุดวิ่ง รวบรวมสมาธิกระตุ้นพลังงานวิญญาณเปิดใช้งาน "ตาทิพย์ ขั้นที่ 1" ทว่าวิสัยทัศน์ที่เปลี่ยนไปกลับไม่แสดงจุดอ่อนใดๆ ของซอมบี้เลย ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ทิวาคิดเอาเองว่าบางทีขั้นแรกอาจจะยังไม่พอ เธอจึงฝืนรีดเค้นสมาธิก้าวเข้าสู่ "ตาทิพย์ ขั้นที่ 2"
แต่ก็ยังคงความว่างเปล่า... ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แปลกมาก... ทิวารู้สึกว่าเธอยังสามารถ ‘มองลึก’ ลงไปได้มากกว่านี้อีก มันเหมือนมีประตูบานมืดที่ยังไม่ได้เปิดออก เธอจึงตัดขาดจากเสียงภายนอก เพ่งสมาธิจดจ่อดำดิ่งลึกลงไปในความว่างเปล่าอย่างบ้าคลั่ง
วิ้งงงงงง!
ทันใดนั้นเอง ภาพเหตุการณ์รอบๆ ตัว รวมไปถึงร่างของซอมบี้ทิวารินที่กำลังพุ่งเข้ามา ก็เกิดอาการสั่นกระตุกอย่างรุนแรง ภาพวิสัยทัศน์บิดเบี้ยวราวกับกระจกที่ร้าวระแหง ก่อนที่ทั้งหมดจะพังทลายสลายกลายเป็นละอองอากาศดำมืดในอึดใจต่อมา!
ทิวาสะดุ้งเฮือกพลางลืมตาขึ้น ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นปลาบเข้าสู่ดวงตาทั้งสองข้างอย่างรุนแรง เมื่อเธอยกอุ้งเท้าขึ้นแตะดูก็พบว่าบัดนี้มีโลหิตสีแดงฉานกำลังไหลซึมออกมาจากหางตาทั้งสองข้าง
เธอลนลานสะบัดหัวไล่ความมึนงง มองสำรวจรอบตัวทันที... บัดนี้โลกแห่งความจริงได้กลับคืนมาแล้ว เธอยังคงยืนอยู่ที่โถงทางเดินอันมืดมิดของคฤหาสน์คุณปู่ และห่างออกไปเล็กน้อย รัตติกาลในชุดเดรสโกธิคกำลังนอนฟุบหมดสติอยู่บนพื้นแน่นิ่ง
ขณะที่เธอกำลังครุ่นคิดด้วยความตื่นตระหนกว่าจะทำอย่างไรดี กระแสเสียงทุ้มต่ำทรงพลังสายหนึ่งก็ดังสะท้อนขึ้นมาในหัว
“แม่หนู... เจ้าหลุดออกมาจากมนตร์ลวงตาได้ด้วยตัวเองงั้นรึ?”
มันคือเสียงสื่อจิตที่ส่งมาจากกระบองเหล็กสีดำแดง... มหากัณฑ์!
“มนตร์ลวงตา... งั้นเหรอคะ? หนูเองก็ไม่แน่ใจ เพียงแค่ใช้ตาทิพย์ขั้นที่ 2 แล้วพยายามเพ่งมองลึกลงไปเรื่อยๆ จู่ๆ ทุกอย่างมันก็พังทลายลง แล้ว...”
ทิวายังพูดไม่ทันจบประโยค มหากัณฑ์ก็กล่าวแทรกขึ้นมาทันทีด้วยน้ำเสียงตกตะลึง
“ยอดเยี่ยม! หรือว่าเจ้าจะ… ไม่สิ เราต้องรีบหาทางช่วยยัยหนูรัตตี้ก่อน!”
ทิวารู้ได้ทันทีว่ารัตติกาลก็น่าจะกำลังประสบกับเหตุการณ์แบบเดียวกับเธอเมื่อก่อนหน้า เธอรีบวิ่งสี่ขาเข้าไปดูรัตติกาลใกล้ๆ แม้ว่าดวงตาของหญิงสาวจะปิดสนิท แต่ใบหน้าคมคายกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส เธอกัดฟันแน่นจนเส้นเลือดขึ้นขมับ เหงื่อกาฬเม็ดเป้งไหลโซมจนใบหน้าชุ่มไปหมด
“เราจะช่วยเธอได้ยังไงคะ?” ทิวารีบส่งเสียงถามด้วยความร้อนรน
มหากัณฑ์นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “การจะหลุดออกจากมนตร์ลวงตา มีหนทางอยู่สามทาง หนึ่งคือผู้ต้องมนตร์รู้สึกตัวและพังทลายมันออกมาได้เอง ซึ่งในกรณีของเจ้าก็เข้าข่ายนี้ สอง...คือผู้ต้องมนตร์ต้องจัดการกับศูนย์กลางของภาพลวงตาภายในจิตใจให้สำเร็จ และทางที่สามคืออาศัยปัจจัยภายนอกทำลายอาคมให้”
กระบองเหล็กเว้นจังหวะพลางถอนหายใจยาว “แต่ข้อสุดท้ายน่ะ ต้องอาศัยผู้ใช้วิชาสายเนตรวิญญาณที่มีระดับสูงกว่าผู้ร่ายเวท จากที่ข้าสัมผัสดู มนตร์ลวงตานี้น่าจะอยู่ในระดับ 3 ขึ้นไป แม้เจ้าจะมีพรสวรรค์ตาทิพย์ แต่ระดับในตอนนี้ยังต่ำเกินไป...”
“ฉันอยากลองดูค่ะ! บางทีฉันอาจจะฝืนทลายขีดจำกัดขึ้นไปถึงขั้นที่ 3 ได้ก็ได้!” ทิวาเสนอตัวอย่างเด็ดเดี่ยว
“ไม่ได้เด็ดขาด!” มหากัณฑ์ขัดขึ้นมาเสียงแข็งทันที “วิญญาณมนุษย์ไม่ใช่ของเล่น หากเจ้าฝืนกระทำเช่นนั้นแล้วเกิดล้มเหลว ทั้งตัวเจ้าและยัยหนูรัตตี้จะโดนผลสะท้อนกลับอย่างหนักหน่วง อาจร้ายแรงถึงขั้นวิญญาณแตกสลายจนกลายเป็นคนเสียสติ หรือตายไปเลยทั้งคู่!”
ทิวาก้มลงมองดูรัตติกาลที่กำลังบิดเร่าด้วยความทรมานในความฝัน “จะให้ยัยนี่รู้สึกตัวและพังมันออกมาเองดูจะสิ้นหวังเกินไป... แล้วถ้าเรารีบไปจัดการกับวิญญาณร้ายตนนั้นล่ะคะ?”
“นั่นยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ใหญ่ ข้าเองก็เป็นแค่วัตถุอาคม เคลื่อนไหวด้วยตัวเองไม่ได้ ส่วนเจ้าตอนนี้ก็เป็นแค่แมวธรรมดา... จะเอาอะไรไปสู้กับจอมเวทวิญญาณร้าย” มหากัณฑ์นิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “...จริงๆ ข้าก็พอมีอยู่วิธีหนึ่ง เพียงแต่ว่า...”
“วิธีไหนคะ? บอกมาเถอะค่ะ!” ทิวารีบเร่ง
มหากัณฑ์จึงเริ่มอธิบายว่า เนื่องจากตัวทิวานั้นมีความ ‘พิเศษ’ ตรงที่ว่า เมื่อวิญญาณหลุดออกจากร่างเนื้อ เธอกลับยังคงมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ครบถ้วนไม่แตกซ่านเหมือนมนุษย์ทั่วไป เจ้ากระบองโบราณจึงเสนอแผนการว่าจะสอนวิธี "ถอดจิต" ให้แก่เธอ เพื่อให้วิญญาณของทิวาดำดิ่งเข้าไปในโลกจิตใต้สำนึกของรัตติกาลโดยตรง และช่วยเธอมองหาศูนย์กลางของภาพลวงตาเพื่อทำลายมันจากภายใน
“เพียงแต่ว่าวิธีนี้มีข้อผูกมัดอันร้ายแรง...” มหากัณฑ์เตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “การแทรกแซงจิตวิญญาณในขณะที่อีกฝ่ายกำลังดิ่งลึก จะทำให้วิญญาณของเจ้าและรัตติกาลเกิดการเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์กันอย่างถาวร มันคือการ ‘ผูกชะตาชีวิต’ ซึ่งข้าบอกไม่ได้เลยว่าอนาคตมันจะส่งผลดีหรือร้ายต่อพวกเจ้าทั้งคู่”
ทิวานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและความทุกข์ทนของยัยสมองกล้าม... ถ้ายัยนี่ไม่พยายามจะช่วยเธอเอาร่างคืนมา ก็คงไม่ต้องมาอยู่ในสภาพนี้
“ฉันตกลงค่ะ! การช่วยคนตรงหน้าสำคัญที่สุด เรื่องอนาคตที่ยังไม่เกิด... ไว้ค่อยว่ากัน!” ทิวาตอบกลับอย่างไม่ลังเล
เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวของเจ้าแมว มหากัณฑ์ก็ไม่รีรอ “ดี! งั้นเริ่มขั้นตอนการถอดจิตขั้นแรก เจ้าต้องเอาตัวเข้าไปแนบชิดเพื่อสัมผัสกับร่างเนื้อของนางก่อน”
ทิวาพยักหน้ารับคำ ขาสี่ข้างรีบก้าวเข้าไปหา ร่างแมวตัวน้อยพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งว่าจะแตะส่วนไหนดี... สุดท้ายจึงกระโดดพุ่งพรวดขึ้นไปนอนลงบนหน้าอกนุ่มของรัตติกาล พร้อมกับหันก้นกลมๆ และหางชี้โด่เด่ไปทางปลายจมูกของรัตติกาลพอดิบพอดี!
มหากัณฑ์ที่มองดูอยู่ถึงกับเกิดอาการน้ำท่วมปาก สั่นสะท้านด้วยความอึ้งงัน “...เอ่อ เจ้าแมวบื้อ ข้าบอกให้แตะตัวเพื่อส่งพลังจิต ไม่ใช่เอาบั้นท้ายไปอุดรูจมูกนาง!”
“ให้หนูเอาคืนยัยนี่บ้างเถอะ ต่อเลยค่ะ” ทิวาสื่อจิตแก้เขินหน้าดำคร่ำเครียด
“สงบใจ... ตั้งสมาธิให้แน่วแน่ หลับตาลง แล้วจินตนาการภาพว่าดวงจิตของเจ้ากำลังลอยขึ้น... ลอยสูงขึ้น... สูงขึ้นไปจนติดเพดาน” มหากัณฑ์แนะแนวทาง
ทิวาสูดหายใจเข้าลึกๆ เธอทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด เธอพยายามคิดว่าอะไรที่เบาและลอย ก่อนที่จะจินตนาการว่าตัวเองคือฟองอากาศที่กำลังลอยสูงขึ้น สูงขึ้นเรื่อยๆ... จนกระทั่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังลอยอยู่จริงๆ จึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นตามคำสั่งของมหากัณฑ์ และแล้วเธอก็มองเห็นภาพเบื้องล่างในมุมมองจากเบื้องบน
ร่างแมววิเชียรมาศกำลังนอนคุดคู้อยู่บนอกของรัตติกาล และมีกระบองมหากัณฑ์วางอยู่ข้างๆ บัดนี้เธออยู่ในร่างวิญญาณมนุษย์เด็กสาวโปร่งแสงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
“สำเร็จแล้ว! ทีนี้จงพุ่งดิ่งเข้าไปที่กลางหน้าผากของนางซะ!” เสียงของมหากัณฑ์ดังไล่หลัง
ทิวาไม่รอช้า พุ่งร่างวิญญาณดิ่งวูบเข้าสู่หน้าผากของรัตติกาลทันที! วินาทีแรกที่เข้ามาภายใน จิตใต้สำนึกกลับเต็มไปด้วยความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งและเงียบงันจนน่ากลัว
“ตั้งจิตระลึกถึงนาง เหมือนตอนที่เจ้าใช้สื่อจิต!” เสียงมหากัณฑ์แว่วตามเข้ามาในหัว
ทิวาหลับตาลง นึกถึงใบหน้าบึ้งตึง ปากร้าย แต่แฝงความอ่อนโยนของยัยชุดดำ... พลัน ในความมืดมิดก็ปรากฏเส้นสายเรืองแสงสีแดงเพลิงสายหนึ่งพลิ้วไหวไปมาดั่งเส้นด้ายนำทาง ทิวาไม่รอช้า รีบพุ่งตัวไล่ตามเส้นแสงสีแดงนั้นดิ่งลึกเข้าไปในจิตใจของรัตติกาลทันที!
ตัดกลับทางด้านของรัตติกาล...
ศึกของเธอดำเนินไปอย่างย่ำแย่ถึงขีดสุด
รัตติกาลยืนหยัดเผชิญหน้ากับอสูรครึ่งมนุษย์ครึ่งหมาป่าสูงสามเมตรตัวเดิม ทว่าสภาพของเธอในตอนนี้แทบไม่ต่างจากซากศพเดินได้ แขนขวาของเธอถูกกรงเล็บแหลมคมฉีกกระชากจนสูญขาดหลุดลอยไปตั้งแต่ต้นศึก ตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยโลหิตแดงฉานและบาดแผลเหวอะหวะนับสิบแผล ทั่วทั้งร่างสั่นสะท้าน เธอหอบหายใจแฮ่กๆ อย่างโรยแรง และเริ่มตระหนักในใจว่า... ครั้งนี้เธอคงจะไม่ไหวจริงๆ แล้ว
ภาพความทรงจำในอดีตเริ่มไหลบ่าเข้ามาในสมองอันเลือนลางราวกับสไลด์ภาพถ่าย...
ภาพคืนวันพระจันทร์โลหิตที่เธอสูญเสียแม่... ภาพของชายร่างท้วมปริศนาผู้มีใบหน้าอบอุ่นคนหนึ่ง ยื่นมือหนามาให้เธอพร้อมกับรอยยิ้มใจดีแล้วเอ่ยว่า “ไปอยู่กับลุงนะ...”
ภาพกลุ่มชายในชุดสูทสากลสามคนที่เธอคุ้นเคย...
คนแรกเป็นชายท่าทางเฉยชา เขากล่าววาจาเรียบเฉยในขณะที่สายตายังคงอ่านหนังสือในมือว่า “บอกก่อนนะ... ว่าฉันเกลียดเด็ก”
คนที่สองเป็นชายมาดกวน เขากล่าวกลั้วหัวเราะในขณะที่กำลังดวลดาบไม้กับเธอด้วยท่าทางทีเล่นทีจริงว่า “เธอนี่แรงเยอะเกินตัวเลยแฮะ!”
และคนที่สาม ชายหนุ่มท่าทางอารมณ์ดีที่กำลังยิ้มร่าพลางเอ่ยชวนว่า “เธออยากมาเป็นนักประดิษฐ์แบบฉันไหมล่ะ? ฮ่าๆๆ”
หยาดน้ำตาเม็ดใสร่วงเผาะลงบนพื้นดินเปื้อนเลือด รัตติกาลพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือไร้ซึ่งความหยิ่งผยองอย่างนักเลงโตเหมือนเช่นเคย
“ฉัน... ฉันยังไม่อยากตาย... อยากกลับไป... กลับไปหาทุกคน...”