ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 4 : ทีมไฟท์ครั้งแรกที่คฤหาสน์คุณปู่
แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายสาดส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามาในห้องนอน ทิวาในร่างแมวศรีนวลกำลังนอนหมอบอยู่บนเตียงนุ่ม
ทว่าภายในหัวของเธอกลับไม่ได้พักผ่อนตามสรีระ เธอเอาแต่นึกทบทวนถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในคืนที่ผ่านมา เริ่มจากความสิ้นหวังที่คฤหาสน์ของคุณปู่ จากนั้นก็ยัยรัตตี้นักเลงโต, ใต้ศาล—ผับลับชื่อพิลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ในตึกร้าง
โดยเฉพาะสิ่งที่ ‘แด๊ดดี้’ ชายวัยกลางคนหัวฟูสอนเธอเมื่อคืนนี้ เธอเอาแต่จดจ่ออยู่กับข้อมูลใหม่ๆ เหล่านั้น แม้หลังจากนั้นรัตตี้จะพาเธอไปพบกับทักกี้ และเขาก็พยายามอธิบายข้อมูลบางอย่าง แต่สมองของเธอก็ไม่ได้ซึมซับข้อมูลเหล่านั้นสักเท่าไหร่ จนกระทั่งรัตติกาลพาเธอกลับมาส่งที่บ้านคุณยายในตอนใกล้รุ่ง
สิ่งที่แด๊ดดี้สอนเธอนั้นถึงกับทำให้เธอจินตนาการถึงภาพตัวเองเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ตามแบบการ์ตูนที่เคยดูในวัยเด็ก เขาเริ่มต้นด้วยการสอนสกิลพื้นฐานที่สุดอย่าง ‘สื่อจิต’ ซึ่งก็คือการรวมสมาธิแล้วส่งข้อความในหัวไปยังเป้าหมายโดยตรง เขาอธิบายว่าในขั้นต้น หากผู้ส่งสารและผู้รับสารอยู่ในระยะใกล้และสบตากัน จะสามารถเชื่อมต่อกันได้ไม่ยากนัก
ทิวาตั้งใจฟังและลองทำตามขั้นตอนอย่างระมัดระวัง... และน่าเหลือเชื่อที่เธอทำสำเร็จในครั้งเดียว!
ตอนนั้นแด๊ดดี้ถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจ แม้ว่าการสื่อจิตในห้องพักที่เงียบสงบปราศจากสิ่งเร้าจะเป็นเรื่องง่าย แต่เขาก็ไม่คิดว่าเด็กสาวมือใหม่จะทำมันสำเร็จได้ในครั้งแรก เขาลูบคางแล้วเอ่ยปากชมว่าเธออาจจะเป็น ‘ผู้มีพรสวรรค์ด้านวิญญาณ’ ระดับแนวหน้าเลยทีเดียว
เมื่อหมดปัญหาเรื่องการสื่อสาร แด๊ดดี้จึงอธิบายโครงสร้างของโลกเหนือธรรมชาติให้เธอฟัง โลกรอยพับนั้นเต็มไปด้วยวิชา เวท มนตรา คุณไสย แต่เขาเรียกพวกมันสั้นๆ รวมกันว่า "สกิล" ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นหลากหลายสาย ยกตัวอย่างเช่น ตึกร้างของใต้ศาล และห้องพักพนักงานที่เก็บเสียงได้สมณ์แบบ ก็เกิดจากสกิลสายควบคุมห้วงมิติซึ่งเป็นวิชาขั้นสูง
แต่หลักๆ ที่เขาต้องการเน้นย้ำให้ทิวาเข้าใจคือ สกิลสองสายพื้นฐาน ได้แก่ สายกายา และ สายวิญญาณ
สกิลสายกายาคือการใช้พลังงานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางกายภาพ ทุกคนในโลกรอยพับต่างมีสกิลสายนี้ติดตัวไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะพวก ‘นักท่องราตรี’ ที่ต้องใช้แรงกายปะทะกับวิญญาณร้าย หรือพวก ‘ไร้กฎเกณฑ์’ อยู่บ่อยครั้ง รัตติกาลเองก็เป็นสายปะทะที่เน้นฝึกกายาเป็นหลัก ส่วนทิวาที่ตอนนี้ยังไม่ได้ร่างเนื้อคืนมา จึงยังไม่สามารถฝึกฝนในสายนี้โดยปริยาย
ส่วนสกิลสายวิญญาณนั้นคือความสามารถทางจิต โลกของจิตวิญญาณนั้นทั้งซับซ้อน ทรงพลัง และเปราะบางอย่างยิ่ง ยังมีสิ่งเร้นลับที่อยู่เหนือความเข้าใจและตกสำรวจอยู่มากมาย การจะเข้าถึงมันต้องอาศัยความเยือกเย็นและสมาธิขั้นสูง แด๊ดดี้เน้นย้ำว่า
"วิชาพวกนี้ไม่เหมาะกับพวกที่ใจร้อน บุ่มบ่าม หรือใช้แต่กำลัง"
ได้ยินประโยคนั้น ทิวาก็เผลอนึกภาพรัตติกาลในชุดเดรสโกธิคกำลังเบ่งกล้ามปูเป็นนักเพาะกายอยู่หน้ากระจก จนเธอเผลอหลุดเสียงหัวเราะ "คิกๆ... แง้ว!" ออกมา
แด๊ดดี้สรุปทิ้งท้ายว่า สกิลสื่อจิต และ ‘เนตรวิญญาณ’ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า ‘ตาทิพย์’ คือสองสกิลพื้นฐานที่ทุกคนต้องมีติดตัว โดยตาทิพย์จะถูกแบ่งออกเป็น 9 ขั้น ยิ่งขั้นสูง ขอบเขตการมองเห็นก็จะยิ่งลึกซึ้ง ทว่าความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณของผู้ใช้ก็จะสูงตามไปด้วย อย่างไรก็ตามสำหรับการฝึกในระดับขั้น 1 ถึง 4 ถือว่ายังอยู่ในขั้นที่ปลอดภัย
ภาพความทรงจำตัดกลับมาที่ปัจจุบัน ทิวามองดูคุณยายที่กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ข้างๆ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ และเริ่มทดลองใช้วิชาตาทิพย์ตามที่เรียนมา เธอรวบรวมสมาธิแบบเดียวกับตอนที่ใช้สื่อจิต แต่เปลี่ยนเป้าหมายจากการส่งถ้อยคำ เป็นการ ‘เพ่งมอง’ แทน... เธอมองให้ละเอียดลงไป ทะลุผ่านเปลือกนอก ลงไปอีก... ลึกลงไปอีก...
พลัน! ทัศนวิสัยของเธอก็เปลี่ยนไป โลกทั้งใบดูสว่างไสวขึ้น ทิวาเบิกตากว้างเมื่อเห็นออร่าหลากสีเรืองรองออกมาจากสรรพสิ่ง มดที่เดินเรียงแถวอยู่มุมห้อง จิ้งจกที่เกาะอยู่บนเพดาน ล้วนมีออร่าสีเขียวอ่อนๆ ห่อหุ้มร่างกาย นี่คือสภาวะ "เปิดใช้งานตาทิพย์ ขั้นที่ 1"
ทิวาหันไปมองคุณยาย เธอเห็นออร่าสีเขียวอบอุ่นแผ่ออกมารอบตัวท่านเช่นกัน แต่เมื่อสังเกตดีๆ เธอกลับพบว่าบริเวณช่วงท้องของคุณยาย มีจุดหนึ่งที่เปล่งออร่าสีเทาดำหม่นหมองปะปนอยู่ด้วย ความกังวลเริ่มก่อตัวในใจ
ทิวาตัดสินใจฝืนเพ่งมองลึกลงไปอีก แม้อาการวิงเวียนจะเริ่มจู่โจมจนภาพตรงหน้าสั่นไหว แต่เธอก็ยังกัดฟันสู้ จนกระทั่งทะลุขีดจำกัดเข้าสู่สภาวะ "ตาทิพย์ ขั้นที่ 2"
สิ่งที่เธอเห็นคือ ก้อนเนื้อสีคล้ำที่กำลังเกาะกินบริเวณตับและละอองสีเทาดำเล็กๆ ยังกระจายไปยังส่วนอื่นในร่างกายของคุณยาย...
โรคมะเร็ง... คุณยายกำลังป่วยหนัก
ทิวารักษาตาทิพย์ขั้นที่ 2 ไว้ได้เพียงไม่กี่อึดใจ ก่อนที่สมาธิจะขาดผึง สกิลถูกคลายออกพร้อมกับร่างแมวที่ทิ้งตัวลงนอนแผ่หราอย่างหมดสภาพ เธอหอบแฮ่กๆ แต่ในใจกลับแอบนึกย้อนไปถึงตอนที่แด๊ดดี้ตกตะลึงเมื่อรู้ว่าเธอเข้าถึงขั้น 2 ได้แทบจะทันทีหลังสำเร็จขั้น 1
ตอนนั้นเธออดไม่ได้ที่จะสอดรู้สอดเห็น ถามแด๊ดดี้ไปว่า "แล้วยัยชุดดำหน้าดุนั่นล่ะ อยู่ขั้นไหนแล้ว?"
แด๊ดดี้ยิ้มเจื่อนๆ เกาหัวแกรกๆ เขาตอบอย่างเขินอายว่า "เอ่อ... รัตตี้ไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านวิญญาณเท่าไหร่น่ะ เธอสำเร็จแค่ขั้นที่ 1 แถมยังใช้เวลาฝึกตั้งเกือบปีแน่ะ"
‘หึ นึกว่าจะแน่ ที่แท้ก็แค่ยัยสมองกล้าม’ ทิวายิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะในใจ แต่รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเธอหันกลับไปมองใบหน้าที่หลับสนิทของคุณยาย ความกังวลใจเรื่องอาการป่วยของหญิงชราเข้ามาแทนที่ความภาคภูมิใจจนหมดสิ้น
คืนต่อมา...
ทิวาในร่างแมวนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนพื้นห้องนอน สายตาจับจ้องไปที่หน้าต่างบานกระจกที่ถูกแง้มไว้ เธอรำพันกับตัวเองอย่างเหนื่อยหน่าย
วันนี้ทั้งวันชีวิตการเป็น ‘ศรีนวล’ ช่างยากลำบาก คุณยายอุ้มเธอตระเวนไปทั่วหมู่บ้านเพื่อขอบคุณบรรดาเพื่อนบ้านที่ช่วยตามหาเจ้าแมวนับตั้งแต่มันหายตัวไป เธอแทบไม่มีเวลาได้นึกถึงแผนการทวงร่างสำหรับคืนนี้เลย หนำซ้ำพอตกดึก คุณยายยังล็อกประตูบ้านไว้อีก โชคดีที่ยังมีหน้าต่างแง้มอยู่ แม้เธอจะดันเปิดเองไม่ได้แต่เดี๋ยวค่อยขอให้รัตติกาลช่วยละกัน
ขณะที่เธอกำลังเหม่อลอยคิดอะไรเพลินๆ...
"ป๊ะเอ๋!"
ใบหน้าขาวซีดพร้อมดวงตาคมกริบของรัตติกาลโผล่พรวดขึ้นมาจากขอบหน้าต่างแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย!
"แง้ววววว!!" ทิวาสะดุ้งโหยงจนขนฟูฟ่องทั้งตัว หางพองโตเท่าแปรงล้างขวด ขาทั้งสี่ดีดตัวลอยขึ้นจากพื้นด้วยความตกใจสุดขีด
รัตติกาลแสยะยิ้มเยาะอย่างอารมณ์ดีที่แกล้งคนอื่นสำเร็จ ก่อนจะกวักมือเรียก "ไปกันได้แล้ว ยัยตัวภาระ"
หลังจากลอบออกจากบ้านคุณยาย ทั้งคู่ก็มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ของคุณปู่ ทิวาพยายามส่งสายตาออดอ้อนและทำท่าจะกระโดดเกาะหลังเพื่อขอเป็นผู้โดยสารวีไอพีอย่างคราวก่อนหน้า แต่รัตติกาลกลับเบี่ยงตัวหลบหน้าตาย พร้อมกับดุผ่านสื่อจิตว่า
"ฝันไปเถอะ ฉันไม่ใช่สัตว์ขี่นะยะ ขาก็มีตั้ง 4 ข้าง เดินเองไปซะ"
ทิวาจึงได้แต่เดินเชิดหน้ากระแทกอุ้งเท้าตามไปอย่างฮึดฮัด สี่ขาเล็กๆ ย่ำลงบนพื้นถนนที่แฉะชื้น ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงฝนตกปรอยๆ ความกังวลเกี่ยวกับอาการป่วยของคุณยายที่ไม่รู้ว่ามาจากตัวเธอเองหรือเจ้าแมวศรีนวลยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอไม่ไปไหน ยิ่งรู้ว่าตัวเองมีเวลาจำกัดในการทวงร่างคืน และความจริงที่ว่าคุณยายอาจจะมีเวลาเหลือไม่มาก มันก็ทำให้หัวใจดวงน้อยดั่งถูกบีบคั้น
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยที่มืดมิดและไร้ผู้คน ทิวาตัดสินใจรวบรวมสมาธิและส่งกระแสเสียงผ่าน ‘สื่อจิต’ ทำลายความเงียบขึ้นมาดื้อๆ
“นี่... ยัยนักเลง ในโลกรอยพับของพวกเธอเนี่ย... มันพอจะมีเวทมนตร์หรือยาวิเศษอะไรที่ใช้รักษาโรคที่ในโลกปกติรักษาไม่ได้บ้างไหม?”
รัตติกาลชะงักฝ่าเท้าไปเล็กน้อย นัยน์ตาสีโลหิตตวัดลงมามองแมววิเชียรมาศที่เดินอยู่ข้างๆ ด้วยความแปลกใจ แต่เธอก็ไม่ได้หยุดเดิน ก่อนจะส่งเสียงตอบกลับเข้ามาในหัวของทิวา
“ถามอะไรแปลกๆ... แต่ถ้าจะเอาคำตอบล่ะก็ ถ้าเป็นพวกมนตราน่ะมีแน่ แต่มันเป็นมนต์รักษาขั้นสูงที่ซับซ้อนและกินพลังวิญญาณมหาศาล คนที่จะใช้มนตร์พวกนี้ได้ก็เลยมีแต่พวกระดับสูง ซึ่งแน่นอนว่ามันเกินกว่าระดับของฉันในตอนนี้ไปไกลโข”
รัตติกาลเว้นจังหวะกระชับสายสะพายกระเป๋ากีตาร์
“แต่ถ้าเป็นพวกโอสถหรือยาล่ะก็... อาจจะพอมีหวังอยู่บ้างจากพวกผู้วิเศษใน ‘สายโอสถ’ พวกเขามักจะปรุงยาแปลกๆ ที่สรรพคุณเหนือธรรมชาติออกมาอยู่เสมอ”
“จริงเหรอ! แล้วเราจะไปหาพวกเขาได้ที่ไหนล่ะ?” ทิวารีบถามกลับด้วยความหวังที่จุดประกายขึ้นมาในดวงตากลมแป๋ว
“หาไม่เจอหรอกยัยบื้อ” น้ำเสียงสื่อจิตของรัตติกาลราบเรียบแต่แฝงความจริงอันโหดร้าย
“สายโอสถถือเป็นสายพิเศษที่หาตัวยากมาก และปกติพวกเขาจะไม่ค่อยยอมปรากฏตัวออกมาให้ใครเห็นหรอก เพราะมักจะถูกพวกกลุ่มอิทธิพลมืดตามล่าตัวเพื่อจับไปกักขังและบังคับให้ปรุงยาให้ ในตลาดมืดเองก็พอจะมียาพวกนี้หลุดมาแลกเปลี่ยนอยู่บ้าง แต่ราคาของมันน่ะโหดร้ายทารุณสุดๆ แถมไม่ได้ใช้เงินในโลกปกติซื้อขายกันด้วย
ที่สำคัญ... ยาโอสถวิเศษพวกนี้ถือเป็นสิ่งต้องห้ามที่เป็นภัยต่อสมดุลของโลกปกติ จึงถูกพวก ‘แพทยาคม’ เพ่งเล็งและกวาดล้างตลอดเวลา อย่าว่าแต่เธอที่เป็นแค่แมวเลย แม้แต่ตัวฉันเองในตอนนี้... ก็เรียกว่าไม่อาจเอื้อมด้วยซ้ำ”
คำตอบยาวเหยียดนั้นทำให้ความหวังของทิวาดับวูบลงในพริบตา หูของแมววิเชียรมาศลู่ตกงอลงด้วยความสลด ใบหน้าเล็กๆ ก้มมองต่ำย่ำเท้าไปตามทางอย่างหมดอาลัยตายอยาก ความเงียบงันแผ่ซ่านจนน่าอึดอัด
รัตติกาลเหลือบมองท่าทางกำลังถูกโลกทั้งใบร่วงทับของเจ้าแมวช้าๆ เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยปากปลอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมนิดหนึ่ง
“...เอาเถอะ ไว้จัดการเรื่องคืนนี้เสร็จ แล้วกลับไปที่ใต้ศาล... ฉันจะลองเลียบๆ เคียงๆ ถามคุณลุงให้ละกัน เขารู้เรื่องในโลกรอยพับเยอะ เผื่อจะมีช่องทางอะไรบ้าง”
ทิวาเงยหน้าขึ้นมองคนข้างๆ ทันที แม้ใบหน้าของรัตติกาลจะยังดูบึ้งตึงนิ่งเฉยเหมือนเดิม แต่คำพูดนั้นก็ทำให้ทิวารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด เธอนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกถึงคำศัพท์ที่ไม่คุ้นหูเมื่อครู่ จึงสื่อจิตถามต่อด้วยความอยากรู้
“แล้ว... ‘แพทยาคม’ ที่เธอพูดถึงบ่อยๆ นี่คือใครเหรอ? พวกเขาเป็นคู่อริของพวกเธอเหรอ? แล้วโลกรอยพับใช้อะไรเป็นเงินตรา? แล้วนักท่องราตรีกับใต้ศาลเป็นพวกเดียวกันหรือเปล่า ทำไมถึงมี 2 ชื่อ?”
ได้ยินคำถามเซ้าซี้เป็นชุด รัตติกาลก็จิ๊ปากออกมาอย่างขัดใจ ใบหน้าคมหันมาถลึงตาใส่เจ้าแมวขี้สงสัยทันที
“โอ๊ย! ถามมากซะจริงยัยนี่! นี่มันไม่ใช่คาบเรียนวิชาประวัติศาสตร์นะยะ และฉันก็ไม่ใช่อาจารย์ที่ต้องมานั่งเปิดคอร์สสอนหนังสือให้แมวโง่ฟังด้วย! เงียบปากแล้วรีบเดินตามมาได้แล้ว!”
รัตติกาลบ่นปัดด้วยความรำคาญใจ ก่อนจะเร่งฝ่าเท้าเดินนำลิ่วไปข้างหน้า ทิ้งให้ทิวาได้แต่แยกเขี้ยวขู่ฟ่อไล่หลังด้วยความหมั่นไส้ในความปากร้ายของยัยสมองกล้าม
ณ กำแพงคฤหาสน์คุณปู่
เมื่อมาถึงบริเวณกำแพงคฤหาสน์ ทั้งคู่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้และเริ่มสนทนากันด้วยสื่อจิต จู่ๆ รัตติกาลก็เอื้อมมือมาคว้าตัวทิวายกขึ้นระดับสายตาอย่างรวดเร็ว
"เมี้ยว...! (จะทำอะ...)"
ทิวากำลังจะอ้าปากร้องโวยวาย แต่รัตติกาลกลับยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากของเธอเบาๆ ดวงตาสีโลหิตของรัตติกาลจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ พร้อมกับใบหน้าที่ขยับเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ
ตึกตัก... ตึกตัก...
ทิวารู้สึกใจสั่นหวิวขึ้นมาอย่างประหลาด มันเป็นความรู้สึกงุนงงผสมกับความเขินอายที่ถูกจู่โจมระยะประชิด ‘น...นี่มันโมเมนต์นางเอกนิยายชัดๆ แต่ทำไมฉันต้องเขินยัยนี่ด้วยเนี่ย!’
รัตติกาลไม่ได้สนใจอาการใจเต้นของเจ้าแมว เธอล้วงเอาบางอย่างออกมา มันคือกำไลสีเงินผิวเรียบเกลี้ยงที่ประดับด้วยอัญมณีสีฟ้าเม็ดเล็กๆ ส่องประกาย รัตติกาลสวมมันเข้าที่ขาหน้าข้างซ้ายของทิวาให้กระชับพอดี
"สิ่งนี้คือ ‘ไอเทมช่วยชีวิต’ ที่เอามาจากทักกี้เมื่อวาน" รัตติกาลสื่อจิตบอก ทิวาไม่แน่ใจนักว่ามันทำงานอย่างไร แต่จากชื่อเรียกของมัน ก็พอจะทำให้เธออุ่นใจขึ้นมาได้บ้าง
"รออยู่ตรงนี้ ฉันจะไปปักธงผนึกรอบๆ บ้านเพื่อสยบพวกคนงานให้หมดสติ จะได้ไม่มีใครเข้ามาขวาง แต่อย่าลืมล่ะว่าของพวกนี้ไม่มีผลกับวิญญาณร้ายในร่างเธอมากนัก" สั่งเสร็จ รัตติกาลก็กลืนหายไปในเงามืด
เพียงอึดใจเดียว รัตติกาลก็กลับมา เธอแบมือหยิบเอายาลูกกลอนสองเม็ดออกมา เม็ดหนึ่งสีฟ้า อีกเม็ดสีแดง เธอจับยาสีแดงยัดใส่ปากทิวา และกลืนยาสีฟ้าลงคอตัวเองไป
"นี่คือยาเร่ง สีแดงจะช่วยเพิ่มความอึดและพลังกายให้เธอเผื่อต้องวิ่งหนี ส่วนสีฟ้าจะขยายพลังวิญญาณให้ฉันเป็นการชั่วคราว"
เมื่อเห็นว่าทิวากลืนยาเรียบร้อยและพยักหน้าให้สัญญาณ รัตติกาลก็หยิบเอาธงผืนเล็กที่มีลักษณะคล้ายยันต์สีแดงออกมาถือไว้ เธอหลับตาลงและบริกรรมคาถาด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
"ปัญจะอาวุธาภัคคะภัคขา สัพพะศัตรู วินาสสันติ"
สิ้นคำสวด เธอปักธงผืนที่ 5 ซึ่งเป็นผืนสุดท้ายลงสู่พื้นดินตรงหน้า ทิวาจ้องมองด้วยดวงตาเบิกกว้าง เธอรอดูแสงสีเสียงอลังการอย่างจดจ่อ... ทว่า กลับไม่มีแสงสว่างหรือการระเบิดพลังใดๆ เกิดขึ้นเลย ทุกอย่างยังคงเงียบสงัดและมืดมิดเช่นเดิม ‘ปาหี่รึไงกัน’ เธอคิด
รัตติกาลดึงไม้เบสบอลสีดำคู่ใจออกมาจากกระเป๋ากีตาร์ แล้วพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้ตามมา ทิวาค่อยๆ ย่องตามหลังไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ทว่า วินาทีที่ขาทั้งสี่ของเธอก้าวข้ามผ่านประตูรั้วคฤหาสน์เข้าไป ความรู้สึกกังวลและหวาดกลัวกลับมลายหายไปจนสิ้น มันถูกแทนที่ด้วยความฮึกเหิมและมั่นใจอย่างประหลาด ราวกับมีกระแสพลังงานบางอย่างไหลเวียนอยู่ในอากาศคอยส่งเสริมและโอบอุ้มเธอไว้
ทิวาตระหนักได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเอง แต่อาจจะเป็นผลจากอำนาจของ "ขอบเขตแห่งปัญจอาวุธ" ที่เกิดจากการปักธงทั้งห้าผืนของรัตติกาล มันคืออาณาเขตที่จะคอยเสริมพลังแก่ฝ่ายเดียวกัน และสร้างแรงกดดันลดทอนพลังของศัตรูนั่นเอง
"เปิดใช้งานตาทิพย์ ขั้น 1 เช็กพื้นที่ซะ" รัตติกาลสั่งผ่านสื่อจิต เธอได้รู้จากแด๊ดดี้ว่าทิวาใช้ตาทิพย์ได้แล้ว เมื่อนึกถึงระยะเวลาและความยากลำบากของตนเองกว่าจะฝึกสำเร็จจึงเกิดอาการหมั่นไส้และฉวยโอกาสกลั่นแกล้งสักหน่อย
ทิวาเพ่งสมาธิทันที เมื่อวิสัยทัศน์เปลี่ยนไป เธอเห็นออร่าของมนุษย์ทุกคนในบ้านตั้งแต่คุณปู่ แม่บ้าน ยันคนสวน ต่างถูกอิทธิพลของขอบเขตอาคมกดทับจนหมดสติล้มพับอยู่ตามจุดต่างๆ ของบ้าน
ทว่า... มีเพียงร่างเดียวที่ยังคงขยับเขยื้อน ร่างของทิวารินที่ถูกวิญญาณร้ายจอมเวทสิงสู่ มันกำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้าออกมาจากห้องนอน เป็นครั้งแรกที่ทิวาได้เห็นออร่าสีม่วงดำของวิญญาณร้ายสิงสู่ เธอถึงกับตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
รัตติกาลสังเกตเห็นจึงก้าวขึ้นไปยืนด้านหน้า เธอยกไม้เบสบอลในมือขึ้นตั้งฉากกับพื้น วงเวทสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเธอ อักขระโบราณปรากฏขึ้นหมุนวน
"โอม ปพุชณาหิ ทัณฑะ... มหากัณฑ์!"
รอยร้าวสีเพลิงปะทุขึ้นรอบไม้เบสบอล เปลือกนอกกระเด็นหลุดออก เผยให้เห็นแท่งเหล็กสีดำแดงผิวขรุขระที่มีเงาร่างของยักษาทาบทับอยู่เบื้องหลัง ทิวามองภาพนั้นด้วยความตื่นเต้นปนทึ่ง ความหวาดกลัวเมื่อครู่พลันค่อยๆ เบาบางลง
"ตามอยู่ห่างๆ ล่ะยัยเหมียว ถ้าเกิดเรื่องไม่คาดคิด ฉันอาจจะช่วยเธอไม่ทัน" รัตติกาลเตือนเสียงแข็งโดยไม่หันมามอง
‘ชิ! ทำเป็นเท่ไปได้ ฉันดูแลตัวเองได้หรอกย่ะ!’ ทิวาบ่นอุบอิบในใจด้วยความหมั่นไส้ในความปากร้ายของยัยสมองกล้าม
แต่แล้ว... ความผิดปกติก็เกิดขึ้น
ชั่วพริบตาเดียวที่ทิวากะพริบตา ร่างของรัตติกาลที่เคยยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
"ม... เมี้ยว!?" ทิวาร้องเรียกด้วยความตกใจ บรรยากาศรอบตัวที่เคยอบอุ่นจากอาคมกลับกลายเป็นเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
เสียงฝีเท้าลากพื้นดังก้องมาจากความมืดเบื้องหน้า ทิวาหันไปมอง และสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาก็ทำให้สติของเธอแทบจะหลุดลอย
มันคือร่างมนุษย์ของเธอเอง... ทว่าสภาพของมันน่าสะพรึงกลัวกว่าเมื่อคืนก่อนหลายเท่านัก ผิวหนังที่เคยขาวเนียนบัดนี้เริ่มพุพองและเน่าเปื่อย ตุ่มหนองขนาดใหญ่ผุดขึ้นตามแขนขาและกำลังปริแตกส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง ดวงตาข้างหนึ่งถลนออกนอกเบ้าจนแทบจะห้อยต่องแต่งติดอยู่กับเส้นประสาท
ร่างนั้นหยุดยืนจ้องมองมาที่เธอในร่างแมว ปากที่ฉีกขาดค่อยๆ อ้ากว้างออก... กว้างจนผิดมนุษย์มนา ของเหลวสีขุ่นข้นไหลทะลักออกจากลำคอหยดแหมะลงบนพื้น
ความมั่นใจที่เคยมีพังทลายลงในพริบตา ทิวารู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังถล่มทลายลงมาทับร่างของเธอ สี่ขาของเธออ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้น ดวงตาสีฟ้าเบิกโพลงด้วยความสิ้นหวังสุดขีด
‘ม... ไม่จริงน่า... กลายเป็นซอมบี้เน่าเฟะไปซะแล้ว... ร่างของฉัน... จบสิ้นแล้ว... ชีวิตฉัน...’