ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 3 : ใต้ศาล
รัตติกาลที่มีแมววิเชียรมาศเกาะบนไหล่ เดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยยามค่ำคืน จนมาหยุดอยู่หน้าตึกสองชั้นเก่าซอมซ่อแห่งหนึ่ง
สภาพภายนอกของมันดูไม่ต่างจากตึกร้างที่รอวันทุบทิ้ง ทว่าเหนือประตูไม้บานเก่ากลับมีป้ายไฟนีออนดัดที่กะพริบติดๆ ดับๆ เขียนเอาไว้ว่า ‘Under Shrine’
ทิวาในร่างแมวห้อยต่องแต่งพยายามกวาดสายตามอง เธออดคิดไม่ได้ว่าตึกนี้มันดูแปลกประหลาดเอามากๆ แม้จะสูงแค่ 2 ชั้นแต่กลับดูกว้างขวางใหญ่โต ทว่าสิ่งที่ทำให้ดูพิลึกที่สุดคือเธอไม่เห็นหน้าต่างหรือช่องระบายอากาศใดๆ เลย
มันทั้งเก่าและทึบ ขัดกับทิวทัศน์ของเมืองรอบๆ อย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าเป็นก้อนอิฐก้อนใหญ่ที่ถูกวางแหมะลงกลางเมือง และนั่นยิ่งทำให้ทิวาเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี
รัตติกาลไม่ได้สนใจท่าทีของทิวา เธอยกฝ่ามือขึ้นแตะที่ประตูไม้และเริ่มพึมพำภาษาประหลาดที่ทิวาฟังไม่เข้าใจแต่ฟังดูคล้ายบทสวดบางอย่าง เพียงชั่วอึดใจ ประตูไม้เก่าๆ ก็ปลดล็อกและเปิดออกต้อนรับพวกเธอ
ทันทีที่ทั้งสองเคลื่อนตัวพ้นธรณีประตู ทิวารู้สึกถึงไอเย็นและเสียงอึกทึกที่กระแทกใส่โสตประสาทอย่างไม่ทันตั้งตัว
"ว้ากกกก!! ตึก! ตึก! ตึก!"
เสียงดนตรีแนวนูเมทัลจังหวะหนักหน่วงกระแทกเข้าใส่หูของเธอจนรู้สึกอึดอัด ปรากฏว่าภายในคือผับที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนที่กำลังกระโดดโลดเต้นและโยกหัวกันอย่างเมามัน แสงไฟหลากสีสาดส่องตัดกับควันสีจางๆ บนเวทีเล็กๆ ที่มุมหนึ่งมีวงดนตรีกำลังบรรเลงเพลงอย่างดุเดือด
ทิวาเบิกตากว้างเมื่อเห็นสมาชิกวงดนตรี... มือเบส มือกีตาร์ และมือกลอง ทั้งสามคนสวมชุดสูทสีดำเนี้ยบผูกเนกไทราวกับบอดี้การ์ดมาเฟีย ทว่าคนที่แย่งซีนที่สุดกลับเป็น ‘นักร้องนำ’
เขาเป็นชายวัยกลางคนหัวฟูฟ่อง สวมเสื้อเชิ้ตฮาวายปลดกระดุมโชว์เสื้อกล้ามสีขาวด้านในที่รัดพุงตึงๆ ยื่นล้ำหน้าออกมา แถมยังสวมกางเกงขาสามส่วนสุดชิล
“ตาลุงนี่ไม่ได้อ่านไลน์กลุ่มหรือไงนะ?” เธอคิด
ที่ผนังด้านหลังเวทีมีป้ายผ้าขึงกางเอาไว้เขียนคำว่า 'USB' รัตติกาลเดินฝ่าฝูงชนที่กำลังโยกหัวอย่างไม่สะทกสะท้าน มือหนึ่งหิ้วแมว อีกมือจับสายกระเป๋ากีตาร์ บางคนหันมามองเธอ บ้างก็ยกมือทักทายและยิ้มให้ และแน่นอนว่าพวกเขาเหล่านั้นก็มองดูเจ้าแมวด้วยความสงสัยเช่นกัน
รัตติกาลไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแค่พยักหน้าและยิ้มตอบ แล้วเธอก็เดินตรงไปดันประตูที่มีป้ายเขียนว่า ‘เฉพาะพนักงาน’ ก้าวเข้าไปในห้องพักด้านหลัง จากนั้นก็ปิดประตูทันที
เสียงอึกทึกจากภายนอกเงียบลงอย่างประหลาด ราวกับห้องนี้เป็นห้องเก็บเสียงชั้นยอด
รัตติกาลปล่อยทิวาลงบนโซฟาหนังเก่าๆ ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบโคล่าขวดแก้วออกมา เธอใช้ขอบโต๊ะงัดฝาจีบออกอย่างชำนาญ แล้วยกขวดกระดกดื่มเสียงดังอึกๆ
ทิวาที่เหนื่อยล้าจากการวิ่งหนีผีซอมบี้คุณปู่มาทั้งคืนเพิ่งรู้ตัวว่าเธอเองก็กระหายน้ำเป็นอันมาก เธอได้แต่นั่งเลียปากแผล็บๆ มองหยดน้ำเย็นฉ่ำที่เกาะข้างขวดโคล่าด้วยสายตาละห้อย
รัตติกาลเหลือบมาเห็นสายตานั้นพอดี หญิงสาวแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนจะค่อยๆ เอียงขวด... เทโคล่าสีดำซ่าๆ ลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าแมวศรีนวลหน้าตาเฉย
‘ยัยนี่มันไร้มารยาทสุดๆ! นึกว่าฉันเป็นสัตว์เลี้ยงหรือไงยะ!’ ทิวาด่าทอในใจอย่างเกรี้ยวกราด
เธอพยายามเชิดหน้าไปทางอื่น แต่เมื่อเห็นว่ารัตติกาลไม่สนใจและกระดกโคล่าจนหมดขวด สุดท้ายความกระหายน้ำก็เอาชนะศักดิ์ศรี เธอก้มหน้าลงเลียโคล่าบนโต๊ะจนเกลี้ยงหมดจดไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
"รอนี่สักแป๊บ เดี๋ยวลุงก็มา" รัตติกาลพูดพลางเช็ดปาก "ฉันต้องปรึกษากับเขาก่อนว่าจะเอายังไงกับเรื่องของเธอดี"
ความเงียบปกคลุมภายในห้อง ทิวาถือโอกาสลอบสังเกตรัตติกาลอย่างถี่ถ้วน เธอค่อนข้างทึ่งกับรูปลักษณ์และสไตล์การแต่งตัวของรัตติกาล หญิงสาวที่ทั้งสวยและน่ารักกับชุดเดรสโกธิคสีดำกระโปรงสั้นและการแต่งหน้าโทนสีเข้ม ช่างขัดกันแต่ก็ทำให้ดูลึกลับ เท่ และมีเสน่ห์ ทิวาถึงกับตกอยู่ในอาการ ‘มองเพลิน’
ทันใดนั้นเองประตูก็ถูกเปิดผางออกพร้อมกับร่างท้วมที่ก้าวเข้ามา เขาเหงื่อท่วมตัวและหอบแฮ่กๆ จากการว้ากบนเวที ทิวาจำได้ในทันทีว่าเขาคือนักร้องนำผู้ลืมอ่านไลน์กลุ่มนั่นเอง
"ไงลุง ว้ากแบบลืมดูสังขารเลยนะ" รัตติกาลทักทายด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกลุง ให้เรียกว่า ‘แด๊ดดี้’!" ชายหัวฟูโวยวายพร้อมกับเสยผมที่เปียกเหงื่อ ก่อนจะหันมามองแมววิเชียรมาศบนโซฟา "แล้วนั่นไปเก็บตัวอะไรมาอีกล่ะน่ะ?"
รัตติกาลไม่รอช้า เธอเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบให้ ‘แด๊ดดี้’ ฟังโดยไม่มีการปิดบัง ทั้งเรื่องที่เธอโดนวิญญาณร้ายจอมเวทหลอกด้วยวิชาลวงตา เรื่องที่มันหนีไปสิงร่างเด็กสาว และเรื่องที่วิญญาณของเด็กสาวคนนั้นติดอยู่ในร่างแมวตัวนี้ โดยมี ‘มหากัณฑ์’ อาวุธกระบองคู่ใจคอยส่งเสียงขัดและช่วยเสริมรายละเอียดเป็นระยะๆ
เมื่อทิวาได้ฟังความจริงทั้งหมดว่าสาเหตุที่เธอต้องมาอยู่ในสภาพนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสะเพร่าของยัยนักเลงชุดดำตรงหน้า ความโกรธก็พุ่งปรี๊ด เธออ้าปากเตรียมจะโวยวายด่ากราด
"แง้วววว! แง้วๆๆๆ! แฟ่! (เพราะเธอนั่นแหละยัยบ้า! รับผิดชอบเดี๋ยวนี้เลยนะ!)"
ทว่าสิ่งที่ออกมามีเพียงเสียงแมวร้องโวยวายและขู่ฟ่อๆ ทำเอารัตติกาลต้องแคะหูด้วยความรำคาญ ส่วนแด๊ดดี้กลับหัวเราะชอบใจ
"น่าสนใจแฮะ..." แด๊ดดี้ลูบคางที่มีหนวดเคราหรอมแหรม สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น "เท่าที่ฉันรู้ เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยนะ กฎของโลกวิญญาณคือ ปกติแล้ววิญญาณคนเป็นที่ถูกวิญญาณร้ายยึดร่าง จะตกอยู่ในสภาพหลับใหลอยู่ลึกๆ ภายในร่างของตัวเอง จะไม่มีทางหลุดออกจากร่างเด็ดขาด"
เขาอธิบายต่อ
"ตามทฤษฎี หากวิญญาณหลุดออกจากร่างเดิมอย่างแท้จริง ร่างนั้นก็จะถือว่าสิ้นอายุขัยทันที ส่วนวิญญาณเนื่องจากไม่ได้สิ้นอายุขัยตามธรรมชาติจึงไม่สามารถเข้าสู่วัฏจักรและจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ไร้สติสัมปชัญญะ และหลงทาง สุดท้ายก็จะถูกปนเปื้อนด้วยพลังงานด้านลบจนกลายสภาพเป็น ‘สัมภเวสี’...
ยิ่งถ้าบังเอิญกลับเข้าไปในร่างได้หลังจากนั้น กลับจะกลายเป็นว่าอยู่ในสภาพสัมภเวสีสิงศพ มีวิญญาณ มีสติแต่ร่างกลับไร้พลังชีวิต และจะค่อยๆ เน่าเปื่อยสลายไปทั้งๆ ที่ยังขยับได้ หรือที่มนุษย์เรียกกันว่า ‘ซอมบี้’ นั่นแหละ"
รัตติกาลมองไปที่ทิวาซึ่งกำลังทำหน้าแบบแมวสลด หูตกตาละห้อย จากนั้นจึงกล่าวว่า "แต่จากที่หนูเห็น ร่างนั้นยังมีพลังชีวิตอยู่นะ แล้วเจ้ากระบองก็ยืนยันว่าวิญญาณของยัยนี่ยังไม่สิ้นอายุขัยด้วย"
"ใช่" แด๊ดดี้พยักหน้า "ในกรณีของแม่หนูนี่ นอกจากเธอจะกระเด็นออกจากร่างโดยที่ยังมีสติครบถ้วนแล้ว เธอยังสามารถเข้ามาสิงในร่างแมว โดยที่คงทั้งสติปัญญาและมี ‘พลังชีวิต’ เต็มเปี่ยม... นี่มันเรื่องประหลาดระดับปรากฏการณ์เลยนะเนี่ย ขอฉันดูหน่อยซิ!"
พูดจบ แด๊ดดี้กับรัตตี้ก็พุ่งเข้าประชิดตัวแมวศรีนวลทันที
"แง้วววว! (ไม่น๊าาาา! จะทำอะไรกันพวกโรคจิต!)"
ทิวาพยายามดิ้นหนีสุดชีวิต แต่รัตติกาลไวกว่า เธอรวบตัวแมวไว้แล้วใช้นิ้วจี้เอวและพุงแมวรัวๆ พร้อมกับหัวเราะด้วยเสียงสอง
"อยู่นิ่งๆ สิยัยเหมียว ฮี่ๆๆ"
ทิวาที่บ้าจี้เป็นทุนเดิมถึงกับตัวงอ ดิ้นกระแด่วๆ และร้องแง้วๆ ไม่เป็นภาษา อึดใจต่อมาเมื่อรู้ตัวว่าขัดขืนไปก็เหนื่อยเปล่า สุดท้ายเธอก็ยอมจำนนต่อการจับกุมแต่โดยดี
หลังจากพลิกซ้ายพลิกขวาตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง แด๊ดดี้ก็ชี้ไปที่ขาหลังข้างซ้ายของแมว "ดูนี่สิ มีรอยแผลเหมือนถูกเขี้ยวงูกัด... แต่แผลมันสมานตัวจนตกสะเก็ดไปแล้ว"
แด๊ดดี้ขมวดคิ้ววิเคราะห์ "มีความเป็นไปได้สูงมากว่า เจ้าแมวตัวนี้อาจจะถูกงูมีพิษกัดและเพิ่งจะ ‘ตาย’ ลงในจังหวะเสี้ยววินาทีเดียวกับที่วิญญาณของแม่หนูนี่หลุดลอยมาพอดี"
"ถ้าอย่างนั้น ลองให้เจ้าตัวนึกย้อนความทรงจำดูสิ" แด๊ดดี้บอก "แม่หนู... เธอพอจะขุดคุ้ยความทรงจำสุดท้ายของร่างแมวตัวนี้ออกมาได้ไหม?"
แม้ไม่แน่ใจนักแต่ทิวาก็พยักหน้าหงึกๆ เธอหลับตาลงและตั้งสมาธิ พยายามเจาะลึกลงไปในความทรงจำที่ยังหลงเหลืออยู่ของศรีนวล…
แรกเริ่มเธอไม่เห็นสิ่งใดเลย แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียง เมี้ยว เบาๆ จึงพยายามเพ่งสมาธิไปที่เสียงนั้น พลันปรากฏภาพแบบมุมมองบุคคลที่หนึ่ง—คุณยายกำลังอุ้มเธอแนบอกเพื่อเดินไปสวนสาธารณะ
ทันใดนั้น แสงไฟสว่างจ้าและเสียงแตรจากรถบรรทุกก็แผดลั่น! เธอตกใจสุดขีดและกระโดดหลุดจากอ้อมแขนคุณยาย พุ่งพรวดเข้าไปในพุ่มไม้ข้างทาง เธอวิ่งเตลิดด้วยความหวาดกลัว
จากนั้นฉากก็เปลี่ยนเป็นภาพที่เธอกำลังหิว เธอพยายามมองหาคุณยาย พยายามหาทางกลับบ้าน... และฉากสุดท้ายภายในความมืดยามค่ำคืน เขี้ยวของงูพิษก็ฉกเข้าที่ขาหลังของเธอ!
ทิวาลืมตาโพลงขึ้นมาด้วยความตกใจ เธอร้อง "แง้วๆๆ!" พร้อมกับทำท่าทางกระโดดหลบและตะปบขาตัวเอง และพยายามสื่อสารให้ทั้งสองคนเข้าใจด้วยการพยักหน้าหงึกๆ
แด๊ดดี้ยืนกอดอก แววตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและทึ่งจัด เขาจ้องมองทิวาในร่างแมวที่กำลังพยายามเอาอุ้งมือถูจุดที่ถูกงูกัดอยู่บนโซฟา
"ยัยหนูรัตตี้... เรื่องนี้มันชักจะไปกันใหญ่แล้ว" แด๊ดดี้เอ่ยเสียงขรึม "นอกจากเธอจะคงสติไว้ในร่างวิญญาณได้แล้ว... การที่เธอเข้ามาสิงในร่างแมวที่เพิ่งตาย แล้วร่างนี้กลับฟื้นสภาพราวกับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง แสดงว่าพลังวิญญาณของเธอมีคุณสมบัติ ‘ขจัดพิษ’ และ ‘ฟื้นฟูบาดแผล’ นี่มันเหลือจะเชื่อ"
ทิวาหยุดเลียขน แล้วเงยหน้าขึ้นมองแด๊ดดี้ตาแป๋ว
"การฟื้นฟูเซลล์ที่ตายแล้วและขับพิษร้ายแรงออกไปได้ด้วยการสิงสู่... วิญญาณธรรมดาทำเรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ" แด๊ดดี้หรี่ตามองทิวาพร้อมกับเอามือแตะที่คางของตัวเอง รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้า "สาวน้อย... ตัวตนที่แท้จริงของเธอ... คืออะไรกันแน่?"
รัตติกาลมองแด๊ดดี้จากนั้นก็มองที่ทิวา “ลุงจะบอกว่ายัยนี่ พิเศษ งั้นเหรอ” เธอถามขึ้นมาลอยๆ
ตัวเธอเองก็พอจะมีความรู้เรื่องของคนพิเศษอยู่บ้าง หากเปรียบเทียบกับโลกปกติแน่นอนว่าโลกรอยพับนั้นเต็มไปด้วยสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ แต่สำหรับคนที่อาศัยในโลกรอยพับคำว่า 'พิเศษ' คืออะไรที่เหนือกว่านั้นขึ้นไปอีก เพราะมันหมายถึงสิ่งที่พิเศษในบรรดาสิ่งมหัศจรรย์อีกที
“บางที…” แด๊ดดี้ชะงัก แล้วมีท่าทีเหมือนฉุกคิดบางอย่าง ก่อนจะกล่าวต่อ “ว่าแต่บ้านที่เกิดเรื่องอยู่ที่ไหนนะ?”
รัตติกาลเล่าถึงจุดที่เป็นทำเลที่ตั้งบ้านคุณปู่ของทิวา แด๊ดดี้ฟังอย่างสงบเหมือนใช้ความคิด จากนั้นจึงเดินไปหยิบกระดาษและปากกามาเขียนอะไรบางอย่าง รัตติกาลพยายามแอบมองด้วยความสงสัย แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้เธอ
“เธอเอานี่ให้ทักกี้ดูแล้วเขาจะจัดของตามนี้ให้เธอ รวมทั้งยัยหนูแมวน้อยนี่ด้วย”
รัตติกาลรับกระดาษมาดูแล้วก็พบว่ามีรายชื่อไอเทมเขียนไว้ 4 รายการ ซึ่งล้วนเป็นของที่เธอไม่รู้จัก และที่บรรทัดสุดท้ายเขียนไว้ว่า 'ปล. อธิบายให้เด็กๆ เข้าใจด้วย'
แด๊ดดี้ลุกขึ้นและเดินไปเปิดตู้เย็น พร้อมกับหยิบโคล่าออกมา จากนั้นก็งัดเปิดฝาจีบด้วยขอบโต๊ะ ทิวาในร่างแมวรู้สึกเหมือนเห็นภาพเดจาวู หลังจากแด๊ดดี้นั่งลงแล้วกระดกโคล่าไปอึกหนึ่ง เขาก็กล่าวว่า
“พวกเธอควรจะลงมือกันคืนพรุ่งนี้ เพราะการจัดการกับวิญญาณร้ายที่เป็นนักเวทจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมการให้ดี”
รัตติกาลคัดค้านทันที เธอให้เหตุผลว่าทิวาเป็นเพียงคนธรรมดา การให้ทั้งสองทำงานร่วมกันจะกลายเป็นการถ่วงแข้งถ่วงขาเธอซะเปล่าๆ ทิวาได้ยินก็ไม่พอใจนักแต่ใจหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าทุกอย่างจบลงด้วยดีโดยที่เธอไม่ต้องไปเสี่ยงเองก็น่าจะดีที่สุด
อย่างไรก็ตามการคัดค้านของรัตติกาลไม่เป็นผล หนำซ้ำทั้งสองคนยังถูกทำโทษเล็กๆ อีกด้วย โดยที่ทิวาต้องอยู่กับแด๊ดดี้เพราะเขาต้องการซักประวัติของเธออย่างละเอียด ส่วนรัตติกาลก็ต้องไปขึ้นเวทีกับวงดนตรีในชุดสูทสุดเท่แทนแด๊ดดี้นั่นเอง
“ยัยนักเลงนี่จะขึ้นไปร้องเพลงงั้นเหรอ อยากเห็นตอนนางว้ากแล้วโยกหัวจังเลยแฮะ” ทิวานึกภาพแล้วก็อมยิ้มอยู่ในใจ แต่พอมองไปยังแด๊ดดี้ที่กำลังทำท่าแคะขี้มูกอยู่ เธอก็สลดลงในทันที “แล้วทำไมฉันต้องติดแหง็กอยู่กับตาลุงนี่ด้วย”
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย รัตติกาลจึงเดินไปหยิบกีตาร์ไฟฟ้าสีดำแดงที่แขวนอยู่บนผนังใกล้ๆ และเดินออกจากห้องไป ในตอนที่เธอเปิดประตูเสียงจากภายนอกก็ดังกระแทกเข้ามาอีกครั้ง ทิวาถึงกับสะดุ้งโหยงและเต็มไปด้วยความแปลกใจ ที่ว่าก่อนหน้าภายในห้องเงียบกริบดีแท้ เงียบเชียบราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอกทั้งหมด
แด๊ดดี้ยิ้มมุมปาก พร้อมกับกล่าวว่า “โคล่าหน่อยไหมแมวน้อย” พร้อมกับทำท่าจะเทลงบนโต๊ะ
‘ไม่ใช่เดจาวู นี่มันพฤติกรรมเลียนแบบชัดๆ’ ทิวารีบส่ายหน้าเชิงปฏิเสธ
แด๊ดดี้ยกขวดขึ้นกระดกอีกครั้ง จากนั้นจึงกล่าวว่า “ก่อนอื่นขอต้อนรับเธอเข้าสู่โลกรอยพับ หรือจะเรียกว่าโลกเวทมนตร์ โลกเหนือธรรมชาติ หรือโลกลึกลับ ก็ได้ ที่นี่คือ ใต้ศาล เป็นจุดเชื่อมต่อหนึ่งในหลายๆ จุดระหว่างโลกรอยพับกับโลกปกติของเธอ”
แด๊ดดี้หยุดพูดและมองดูทิวาในร่างแมว จากนั้นจึงพยายามยื่นฝ่ามือหมายจะลูบหัวของเธอ ทิวารีบกระโดดหลบตามสัญชาตญาณ แด๊ดดี้ชักมือกลับพร้อมกับแกล้งกระแอมแก้เขิน และกล่าวต่อ
“ขณะเดียวกันก็ขอแสดงความเสียใจด้วย นับจากวันนี้ชีวิตของเธอจะไม่สามารถกลับไปเป็นปกติแบบเมื่อก่อนได้อีกแล้ว”
แม้นั่นจะเป็นสิ่งที่ทิวาพอจะคาดเดาได้อยู่แล้ว แต่เมื่อได้ฟังเธอก็ถึงกับรู้สึกใจหาย คำถามมากมายผุดขึ้นในหัว ขณะที่เธอกำลังจะปล่อยโฮออกมานั่นเอง เสียงของแด๊ดดี้ก็ดังขึ้นอีก
“แต่เธอไม่ต้องห่วง เนื่องจากว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากยัยหนูของฉัน ดังนั้นทางเราจะรับผิดชอบเธอให้ดีที่สุด และฉันจะสอนสกิลการเอาชีวิตรอดในโลกรอยพับให้เธอเอง ก่อนอื่นเริ่มจาก 'ตาทิพย์' น่าจะดี”