ลำนำย่ำราตรี

ตอนที่ 3: ตอนที่ 2 : ศรีนวลกับภารกิจทวงร่าง

👁️ 14 อ่าน

ลำนำย่ำราตรี

ตอนที่ 2 : ศรีนวลกับภารกิจทวงร่าง

ท่ามกลางความมืดมิดที่แผ่คลุมคฤหาสน์เก่าแก่ท้ายเมืองจตุคีรี แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวคือแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องลอดผ่านม่านเมฆลงมาอาบไล้ระเบียงหน้าต่างชั้นสอง

ณ ตรงนั้น... ‘ทิวา’ ในร่างของแมววิเชียรมาศกำลังยืนสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะลมหนาว แต่เป็นเพราะภาพเบื้องหลังบานกระจกนั่นต่างหาก

เธอกลั้นหายใจ ชะโงกหัวกลมๆ มองลอดผ่านบานหน้าต่างเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ภาพที่ปรากฏทำเอาเลือดในกายแมวเย็นเฉียบ ร่างของเธอกำลังนั่งก้มหน้าอยู่บนพื้นห้องท่ามกลางความมืดมิด ‘ทิวาริน’ ในชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์กำลังใช้มือเปล่าฉีกทึ้งบางสิ่งเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม

กร้วม... แจ๊บ... แจ๊บ...

เสียงเคี้ยวกลืนอย่างมูมมามดังแว่วทะลุกระจกออกมาให้ได้ยิน ดวงตาที่ช้อนขึ้นมามองความว่างเปล่าเป็นสีแดงฉานไร้ซึ่งแววของมนุษย์ มันคือสัตว์ร้ายกระหายเลือดในคราบของเด็กสาว ทิวาอดคิดไม่ได้ว่าหากเมื่อคืนก่อนเธอพลาดโดนมันคว้าตัวไว้ได้ สิ่งที่กำลังถูกทึ้งกินอยู่อาจจะเป็นแมววิเชียรมาศตัวอ้วนกลมก็ได้

‘น...น่ากลัวชะมัด’ ทิวาพึมพำในใจ เสียงหัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนเจ็บหน้าอก ‘ฉันต้องหาทางบอกคุณปู่ อย่างน้อยต้องให้ท่านรู้ว่าสภาพของตัวฉันตอนนี้มันผิดปกติอย่างแรง!’

ศรีนวลตัวน้อยสูดหายใจลึกๆ เรียกความกล้า ค่อยๆ พาตัวเองไต่ลงสู่พื้นดินอย่างทุลักทุเลตามประสาแมวมือใหม่ ก่อนจะย่องกริบเข้าไปในตัวบ้านทางประตูหลังอย่างเงียบเชียบ

ห่างออกไปไม่ไกลนัก บนเงามืดของต้นไม้ใหญ่ ‘รัตติกาล’ กำลังเฝ้ามองสถานการณ์ทั้งหมดอย่างจดจ่อ

‘มันเข้าไปในบ้านแล้ว... ฉันต้องรีบลงมือก่อนจะมีคนเดือดร้อน’ หญิงสาวคิด พลางกระชับไม้เบสบอลสีดำทมิฬในมือ เตรียมทิ้งตัวลงจากต้นไม้ ทว่าทันใดนั้นเอง กระแสเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าก็ดังก้องขึ้นในหัวของเธอ

‘ช้าก่อน... ดูเหมือนเจ้าแมวนั่นจะไม่ใช่วิญญาณร้าย’

รัตติกาลชะงักกึก เธอรู้ได้ทันทีว่านี่คือเสียงสื่อจิตจาก ‘มหากัณฑ์’ อาวุธคู่ใจในมือ

‘หมายความว่ายังไง?’ เธอถามกลับด้วยความสงสัย

‘นี่… อาจเป็นกรณีพิเศษ วิญญาณในร่างแมวตัวนั้นที่ข้าเห็นคือวิญญาณมนุษย์ที่ยังไม่สิ้นอายุขัย’

รัตติกาลเลิกคิ้วสูง เดิมทีเธอไม่ค่อยอยากจะเชื่อคำพูดของอาวุธชิ้นนี้เท่าไหร่ แต่เมื่อนึกถึงความเป็นมาของมหากัณฑ์ที่เธอเคยฟังจากปาก ‘ลุงทักกี้’ ผู้ดูแลคลังอาวุธที่มอบกระบองนี้ให้กับเธอ ว่ามันเคยเป็นอาวุธโบราณของผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งเมื่อนานแสนนานมาแล้ว หากนั่นเป็นเรื่องจริงคำพูดของมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม เธอจึงเลือกที่จะนิ่งและเฝ้าดูต่อไป

ภายในคฤหาสน์อันมืดมิด ทิวาในร่างแมวย่องผ่านโถงทางเดินยาวด้วยความระมัดระวัง คืนนี้บรรยากาศช่างเงียบสงัด... เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นระรัว

เธอมาถึงหน้าห้องคุณปู่อย่างไร้อุปสรรค เมื่อเข้าไปด้านในพบว่าคุณปู่อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ทว่าดวงตากลับเบิกโพลงและเหม่อลอยไร้แวว

“เมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว! (คุณปู่คะ! ช่วยทิวาด้วย!)”

ทิวาส่งเสียงเรียก แต่ไม่มีการตอบสนอง เธอจึงลองสารพัดวิธีปลุกเท่าที่จะนึกออก ทั้งกระโดดเหยียบย่ำบนอก เต้นทเวิร์กบนอก ไปจนถึงเอาปลายหางแหย่รูจมูก... แต่ก็เปล่าประโยชน์ เมื่อหมดหนทางเธอจึงพึมพำขอโทษในใจแล้วงับเข้าที่นิ้วชี้ของคุณปู่อย่างแรง!

กร้วม!

ดวงตาที่เคยเหม่อลอยค่อยๆ กลอกเลื่อนมามองที่ร่างแมวทั้งๆ ที่สีหน้ายังคงเรียบนิ่ง

“ส...สัตว์ร้าย... ต้องปกป้องทิวา...” คุณปู่เค้นเสียงแหบพร่า ก่อนจะคว้า ‘ไม้เกาหลัง’ ข้างเตียงฟาดใส่แมวศรีนวลอย่างบ้าคลั่ง!

ขวับ! ขวับ! ผัวะ!

“แง้ววว! (ไม่ใช่แล้วคุณปู่! นี่หนูเอง!)”

ด้วยสัญชาตญาณของแมว ทิวาหลบหลีกอย่างฉิวเฉียด เธอกระโดดลงจากเตียงวิ่งออกจากห้อง

‘แย่แล้วแผนเอล้มเหลว… แบบนี้ต้องใช้แผนสอง’

เมื่อเห็นว่าคุณปู่ยังคงพุ่งตัวตามออกมา เธอจึงตัดสินใจอาศัยจังหวะนี้ล่อคุณปู่ให้ตามไปที่ห้องนอนของตนเอง เธอคาดไว้แล้วว่าหากถูกเจอตัวเข้าอาจถูกไล่จับ หากหลอกล่อให้คุณปู่ไปเห็นสภาพร่างของเธอภายในห้องที่ดูยังไงก็ไม่ปกติ ก็นับว่าภารกิจสำเร็จ หลังจากนั้นคุณปู่จะต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแน่

เมื่อถึงหน้าประตู เธอกระโดดสไลด์หลบอย่างสวยงาม ปล่อยให้คุณปู่พุ่งกระแทกบานประตูจนเปิดผางเข้าไปด้านใน

‘เย้! สำเร็จแล้ว’ ทิวาชะโงกหน้ามองผลงานด้วยความปลื้มปีติ... คุณปู่ยืนนิ่งและมองไปยังร่างของทิวาริน

ทว่าอึดใจต่อมา ร่างที่นั่งอยู่กลางห้องกลับค่อยๆ ลุกขึ้นพร้อมกับอาการสั่นกระตุก หงึก หงึก จากนั้นใบหน้าเปรอะเปื้อนจึงแสยะยิ้มกว้างพร้อมกับดวงตาสีแดงที่ค่อยๆ เรืองแสงขึ้น

“นั่น… อยากกิน...” ดวงตาสีแดงคู่นั้นตวัดมองมาที่ร่างแมวของทิวา

ทันใดนั้นคุณปู่ก็หันขวับมามองเธอด้วยเช่นกัน ดวงตาของเขาเองก็ค่อยๆ เรืองแสงสีแดงขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ “ของกิน... ให้... ทิวา...”

“แง้วววววววว!”

ทิวาสับขาหนีสุดชีวิต แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้อง เสียงลากเท้าดังระงมไปทั่วโถง ทั้งคุณแม่บ้าน ลุงคนสวน และสาวใช้ต่างพุ่งออกมาจากเงามืดด้วยดวงตาแดงก่ำ พวกเขาไล่กวดเจ้าแมวตัวน้อยราวกับฝูงซอมบี้คลั่ง!

“โอ๊ยยย! ทำไมเรื่องบ้าๆ แบบนี้ต้องเกิดกับฉันด้วยยย!” ทิวาร้องโวยวายพยายามมุดหนีไปพลางหลบหลีกไปพลาง

เสียงเอะอะโวยวายดังพอที่จะดึงรัตติกาลให้หลุดจากห้วงความคิด เธอรีบใช้ ‘ตาทิพย์’ เพ่งมองลงไป เห็นแมวศรีนวลกำลังวิ่งหนีสุดชีวิตโดยทิ้งละอองวิญญาณสีฟ้าไว้เป็นทาง

แต่สิ่งที่ทำให้เธอถึงกับหน้าซีด คือกลุ่มคนที่กำลังไล่กวดอยู่... เหนือศีรษะของร่างเด็กสาวที่วิ่งรั้งท้ายขบวน (ร่างจริงของทิวา) กำลังปลดปล่อยละอองวิญญาณสีม่วงดำอันหนาแน่น

ภาพนั้นกระชากความทรงจำเมื่อสองวันก่อนของรัตติกาลให้กลับมาแจ่มชัด... เช้ามืดวันนั้นเธอตามล่าวิญญาณร้ายดวงหนึ่ง มันอาศัยผู้คนที่เริ่มออกมาเดินถนนเป็นโล่กำบังทิ้งระยะห่างจากเธอ ทว่าหลังจากตามติดอยู่หลายอึดใจ ท้ายที่สุดแสงอาทิตย์ยามเช้าก็แผดเผามันจนสลายไป ตอนนั้นเธอคิดว่ามันเป็นแค่วิญญาณโง่ๆ ในขณะที่เจ้ากระบองก็เอาแต่บ่นที่ต้องพลาดมื้ออาหาร

‘ใช่แล้ว... กลิ่นอายแบบนี้’ มหากัณฑ์สื่อจิตเตือน ‘เราถูกมันใช้มนตร์ลวงตาหลอกตบตาเข้าให้แล้ว! เจ้านี่เป็นวิญญาณร้ายนักเวท’

“ถ้างั้น เจ้าของร่าง… อย่าบอกนะว่าเป็นแมวนั่น!” รัตติกาลกัดฟันกรอดเมื่อรู้ว่าเรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากที่เธอพลาดในเช้าวันนั้น สำหรับนักท่องราตรีแล้วนี่ถือเป็นความผิดพลาดร้ายแรงอย่างที่สุด

‘ฉันต้องลงไปซัดหน้ามันเดี๋ยวนี้!’ เธอตั้งท่าจะโจนลงไป

‘ใจเย็นก่อนยัยหนู! ถ้ามันเป็นวิญญาณร้ายนักเวทจริง ก็นับว่าตึงมือเกินไปสำหรับเจ้าในตอนนี้ คราวก่อนที่เจ้าเอาชนะมันได้ น่าจะเพราะมันประมาท’ เจ้ากระบองสั่นเตือน ‘ข้าแนะนำว่าให้กลับไปปรึกษากับเจ้าอ้วนก่อน พานังหนูแมวน้อยนั่นไปด้วยเพื่อกันไม่ให้นางทำอะไรโง่ๆ อีก’

ทิวาในร่างแมววิ่งมาถึงเขตรั้วคฤหาสน์ กลุ่มคนที่ไล่กวดต่างหยุดชะงักราวกับถูกปิดสวิตช์และค่อยๆ หันหลังเดินถอยกลับไป เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมา ทิวาที่ใกล้จะถึงขีดจำกัดเต็มทีจึงทิ้งตัวลงกับพื้นอย่างหมดท่า

ทันใดนั้น มือปริศนาก็คว้าหมับเข้าที่หลังคอพร้อมกับยกหิ้วตัวเธอขึ้นกลางอากาศ! เธอพยายามรีดเค้นพลังขัดขืนสุดฤทธิ์

“หยุดดิ้นแล้วเงียบซะ ยัยแมวเป้า” รัตติกาลจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าของแมวศรีนวล แววตาของเธอแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขความผิดพลาด “ฉันไม่ใช่พวกนั้น... ฉันรู้ว่าเธอเป็นใคร และฉันอาจจะช่วยให้เธอกลับเข้าร่างเดิมได้ด้วย”

ได้ยินดังนั้นทิวาจึงหยุดดิ้น และจ้องมองไปยังสาวสวยผมแดงดำท่าทางยียวนเบื้องหน้า ไม่ว่ายัยนี่จะเป็นใคร นี่อาจจะเป็นความหวังเดียวสำหรับเธอแล้วก็ได้

รัตติกาลเหวี่ยงร่างแมวขึ้นพาดบนไหล่อย่างไม่ไยดี พร้อมกับเอ่ยว่า

“เกาะแน่นๆ ล่ะ คืนนี้ฉันจะพาเธอไปท่องราตรี… รับรองว่าเธอจะประทับใจไม่รู้ลืม”

เธอเหลือบมองไปยังคฤหาสน์อีกครั้ง ก่อนที่จะหมุนตัวออกเดินไปบนท้องถนนอันมืดมิด พร้อมกับฮัมเพลงทำนองหลอนหูเบาๆ ล่องลอยไปกับสายลมแห่งราตรี

“...เมื่ออัสดง ลับลงตรงขอบฟ้า ทอดสายตาออกไปไร้จุดหมาย ความมืดมิดปิดบังทั้งร่างกาย ดั่งเลือนหายไร้ตัวตน... จนถูกลืม…”

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!