ลำนำย่ำราตรี

ตอนที่ 2: ตอนที่ 1 : เกิดใหม่ในร่างแมว?

👁️ 22 อ่าน

ลำนำย่ำราตรี

ตอนที่ 1 : เกิดใหม่ในร่างแมว?

เปาะแปะ... เปาะแปะ…

ความหนาวเหน็บกัดกินลึกไปถึงกระดูก สัมผัสแรกที่ปลุกให้ ‘ทิวา’ หลุดพ้นจากความมืดมิดคือกลิ่นไอดินฉุนกึกและความเปียกชื้นที่ปกคลุมไปทั่วร่าง

เธอพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่กลับพบว่าเรี่ยวแรงหดหาย ร่างกายหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวลึก ยิ่งไปกว่านั้น... มุมมองสายตาของเธอมันต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนผิดปกติ เสียงแมลงกลางคืนที่ควรจะอยู่ไกลๆ กลับดังก้องกังวานราวกับกำลังกรีดร้องอยู่แนบหู

‘คอแห้ง... หิวน้ำจัง...’

ทิวาก้มหน้ามองลงไปยังแอ่งน้ำขังบนใบไม้ใหญ่ ยื่นหน้าไปแตะผิวน้ำหมายจะดื่มประทังความหิว ทว่าวินาทีที่สายตาจับจ้องเงาสะท้อนบนผิวน้ำ ร่างทั้งร่างก็พลันแข็งทื่อ

ภาพที่ปรากฏ ไม่ใช่ใบหน้าของเด็กสาววัยรุ่นแสนสดใส... แต่เป็นใบหน้าอิดโรยของ แมววิเชียรมาศ!

ทิวาเบิกตากว้าง ตกใจสุดขีดจนเผลอกระโดดถอยหลังกรูด เธออ้าปากเตรียมจะกรีดร้องออกมาสุดเสียง ทว่าสิ่งที่หลุดจากลำคอแห้งผากกลับกลายเป็น—

“แง้ววว!”

เด็กสาวยกมือขึ้นมาดูอย่างลนลาน... อุ้งเท้าสีเข้มเปื้อนโคลน หันมองด้านหลัง... หางยาวสีน้ำตาลดำ พอลองนึกสั่งการให้กระดิก มันก็ขยับส่ายไปมาตามใจนึก ก่อนที่สัญชาตญาณความระแวงจะสั่งให้เธอรีบก้มลงเช็กช่วงล่างของตัวเองทันที...

‘เฮ้อ... ยังดีที่ไม่ผิดเพศ!’

ทิวาทรุดฮวบลงกับพื้นโคลน ท่ามกลางความมึนงงสับสน ภาพเหตุการณ์สุดท้ายก่อนที่โลกจะดับวูบก็วาบเข้ามาในหัวราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกกรอกลับอย่างรุนแรง

ใช่แล้ว... เธอเพิ่งย้ายมาอยู่บ้านคุณปู่ที่เมืองจตุคีรีเป็นคืนแรก ด้วยความแปลกที่จึงตื่นแต่เช้ามืด สวมเดรสกระโปรงสีขาวตัวเก่งเดินออกไปรับลมหมายจะดูพระอาทิตย์ขึ้น ทว่าตอนที่กำลังเดินข้ามถนน จู่ๆ ก็มีลมพายุหอบใหญ่ปะทะหน้า ตามด้วยร่างเงาดำทะมึนที่พุ่งเฉียดตัวเธอไปอย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงตวาดกร้าว

“หลบไปซะยัยบื้อ!”

ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น ร่างกายของเธอกลับแข็งทื่อราวกับถูกผีอำ ขยับไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ แสงไฟหน้ารถบรรทุกสาดวาบเข้าตา เสียงแตรแผดลั่นทะลุแก้วหู... และทุกอย่างก็จบลงที่ตรงนั้น

‘ท.. ทรัคคุง? ฉันถูกรถชน... แล้วมาตื่นในร่างแมวเนี่ยนะ!?’

ความเจ็บปวดแปลบแล่นจี๊ดเข้าสมองขัดจังหวะความคิด ภาพความทรงจำแปลกปลอมแต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับเสียงแสนอ่อนโยนของหญิงชราคนหนึ่ง

“ศรีนวล… หิวหรือยังเอ่ย มากินข้าวกันเถอะลูก”

ความรู้สึกผูกพันและรักใคร่อย่างลึกซึ้งตีตื้นขึ้นมาในอก... มันไม่ใช่ความรู้สึกของเธอ แต่เป็นของเจ้าแมวตัวนี้! ทิวาสะบัดหัวไล่อารมณ์เหล่านั้นออกไป ถ้าเธอถูกรถชนแล้ววิญญาณกระเด็นมาอยู่ในร่างของ ‘ศรีนวล’ แล้วร่างมนุษย์ของเธอล่ะ? หรือจะตายกลายเป็นศพไปแล้ว?

ไวเท่าความคิด ทิวาในร่างแมวสี่เท้าพุ่งทะยานฝ่าสายฝนกลับไปยังบ้านของคุณปู่ทันที

ด้วยสัญชาตญาณความปราดเปรียวแบบใหม่ เธออาศัยจังหวะมุดลอดรั้ว แอบลอบเข้าทางประตูหลังและย่องกริบขึ้นไปจนถึงหน้าห้องนอนของตัวเองบนชั้นสอง ประตูห้องถูกแง้มทิ้งไว้เล็กน้อย...

บนเตียงนอนนั้น ร่างของทิวารินในชุดเดรสสีขาวยังคงนอนนิ่งสนิท

‘นั่นมันร่างฉัน... ฉันตายแล้วจริงๆ เหรอ?’

ทว่าวินาทีที่เธอกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปใกล้ ร่างบนเตียงพลันเกิดอาการสั่นกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง

หงึก... กรอบ… แกรบ...

เสียงกระดูกลั่นดังบาดหู ใบหน้าที่เคยแหงนมองเพดานค่อยๆ บิดเอียงมาด้านข้างในองศาที่หักงอผิดมนุษย์ ดวงตาที่เคยเป็นสีน้ำตาลอ่อน บัดนี้กลับกลายเป็น สีแดงฉานราวกับเลือดคั่ง จ้องเขม็งมาที่เธอ!

ร่างนั้นค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า รอบริมฝีปากของร่างนั้นมีคราบเลือดสดแห้งเกรอะกรัง มันแสยะยิ้มกว้างอย่างผิดปกติ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าสั่นเครือ

“หิวจัง… ขอ... กิน... ได้ไหม?”

“แง้วววววววววว!!”

ทิวาร้องลั่นบ้าน สับขาโกยแน่บกระโจนลงบันไดหนีตายแบบไม่คิดชีวิต จิตหลุดลอยเตลิดเปิดเปิง เธอวิ่ง วิ่ง และวิ่งฝ่าความมืดออกไปตามถนนอย่างบ้าคลั่ง

รู้ตัวอีกที ร่างกายที่บอบช้ำก็ถูกสัญชาตญาณเดิมของศรีนวลพามาหยุดหอบแฮกอยู่หน้าบ้านไม้หลังเล็กๆ ‘สถานที่ปลอดภัย’ ซึ่งเป็นบ้านของ ‘คุณยาย’ เจ้าของที่แท้จริงของแมวตัวนี้

ด้วยความหวาดกลัวสุดขีดและเหนื่อยล้าจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ทิวาจำต้องส่งเสียงร้องเรียกและยอมเข้าไปซบตักหญิงชราที่กำลังนั่งร้องไห้กอดเข่าอยู่หลังประตู คุณยายสะดุ้งสุดตัว ร้องไห้โฮกอดรัดแมวสุดที่รักที่กลับมาหลังจากที่มันพลัดหลงหายไปเป็นเวลานาน และเธอแทบจะตัดใจไปแล้ว

ทว่า... ความซาบซึ้งใจก็จบลงอย่างรวดเร็วและกลายเป็นความกระอักกระอ่วนในคืนต่อมา

คุณยายจัดการอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณให้เธอจนสะอาดสะอ้าน ก่อนจะจับทิวายัดลงในชุดกระโปรงลูกไม้ฟรุ้งฟริ้งสีชมพูแป๋นที่มียางยืดรัดแน่นเปรี๊ยะตรงพุงกะทิ แถมยังผูกโบเส้นเบ้อเริ่มล็อกติดกับขนที่ปลายหางเงื่อนตายจนแกะไม่ออก! ทิวาเกือบเผลอสวบมือคุณยายไปหลายรอบ สุดท้ายก็ต้องจำใจหน้ามุ่ยยอมให้หญิงชราฟัดแก้มซ้ายขวาอยู่นานสองนานกว่าคุณยายจะยอมเข้านอน

‘ซวยชะมัด...’

ทิวาก้มมองสารรูปตัวเองที่เหมือนตุ๊กตาแมวอ้วนเดินได้ในกระจก แต่เอาเถอะ... คืนนี้เธอมีภารกิจสำคัญ เธอต้องแอบกลับไปที่บ้านคุณปู่อีกครั้ง ต้องหาทางทำให้คุณปู่รู้ให้ได้ว่าไอ้ตัวประหลาดที่นอนอยู่ในห้องนั้นมันไม่ใช่หลานสาวของเขา!

เมื่อแน่ใจว่าคุณยายหลับสนิท ทิวาค่อยๆ ถอดกระโปรงออกอย่างยากลำบาก ทว่าเธอกลับไม่สามารถแกะโบสีชมพูเจ้ากรรมที่หางออกได้ ครู่ต่อมาแมววิเชียรมาศที่มีโบสีชมพูติดที่หางจึงค่อยๆ ย่องเบาออกจากบ้าน เดินย่ำเตาะแตะไปตามถนนที่เปียกแฉะด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว

‘ไม่ว่าไอ้ตัวที่สิงร่างฉันมันจะเป็นตัวอะไร หรือมาจากนรกขุมไหน ฉันต้องทวงร่างคืนมาให้ได้!’

ทิวาประกาศกร้าวในใจ แม้สภาพภายนอกของเธอในตอนนี้จะดูไม่น่าเกรงขามเลยสักนิดก็ตาม

ในเวลาเดียวกัน... ณ บนดาดฟ้าของตึกสูงท่ามกลางความมืดมิดของเมืองจตุคีรี

“รัตติกาล” ยืนนิ่งท้าทายสายลมหนาวอันเย็นเยียบ ชุดเดรสสีดำสไตล์โกธิคของเธอพลิ้วไหวไปตามลมราตรี ขับให้เส้นผมสีแดงฉานยิ่งดูโดดเด่น หญิงสาวสะพายกระเป๋ากีตาร์ใบใหญ่ไว้ที่ด้านหลัง ดวงตาคมกริบดุจนางพญากวาดมองลงไปทั่วทั้งเมืองอย่างเงียบเชียบ ทันใดนั้น จู่ๆ เธอก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง

“หืม... ออร่านั่นมันอะไร?”

รัตติกาลไม่รอช้า เรียกใช้งาน ‘ตาทิพย์ ขั้นที่ 1’ ทันที พลันที่พลังเวทแล่นเข้าสู่ดวงตา ทัศนวิสัยอันห่างไกลก็แจ่มชัด เมืองทั้งเมืองถูกย้อมด้วยเฉดสีหม่น และที่เบื้องล่างริมถนนไกลออกไป... สายตาของเธอจับภาพ ละอองวิญญาณสีฟ้าเรืองแสง ที่กำลังแผ่ออกมาจากร่างของแมววิเชียรมาศ... ที่มีโบสีชมพูฟรุ้งฟริ้งผูกอยู่ที่หาง

“ละอองวิญญาณ... ออกมาจากร่างแมวเนี่ยนะ? ต้องเป็นวิญญาณร้ายที่สมองทึบและรสนิยมห่วยแตกขนาดไหนกัน ถึงได้เลือกสิงร่างแมวผูกโบแบบนั้น”

รัตติกาลแสยะยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน เธอปลดกระเป๋ากีตาร์ลงมา รูดซิปก่อนจะดึงอาวุธคู่ใจ... ไม้เบสบอลสีดำ... ออกมาพาดบ่าอย่างมาดมั่น

“ก็นะ วิญญาณร้ายก็คือวิญญาณร้าย จะไก่ กา หมา หรือแมวผูกโบ ก็นับเป็นหนึ่งแต้มได้เหมือนกัน... ท่านรัตตี้ ว่าที่นักท่องราตรีอันดับหนึ่งแห่งจตุคีรีคนนี้ จะขอรับแต้มนี้ไว้เอง!”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!