ลำนำย่ำราตรี

ตอนที่ 11: ตอนที่ 10 : ทิวารินนักย่องเบา

👁️ 1 อ่าน

ลำนำย่ำราตรี ตอนที่ 10 : ทิวารินนักย่องเบา

สายน้ำเย็นฉ่ำจากฝักบัวไหลรินชโลมทั่วร่างที่ยืนนิ่งงันอยู่เบื้องล่าง

ภายในห้องน้ำที่เต็มไปด้วยไอน้ำจาง ๆ ปรากฏแผ่นหลังเปลือยเปล่าของรัตติกาล ผิวเนื้อของเธอไม่ได้บอบบางระทวยอย่างที่เด็กสาววัยเดียวกันควรจะเป็น ทว่ากลับอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อสมส่วนและร่องรอยความแข็งแกร่งที่เกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาแรมปี

เด็กสาวยืนหลับตา ปล่อยให้สายน้ำไหลผ่านเส้นผมที่ลู่แนบแก้มและใบหน้าเรียบตึง ทว่าภายในห้วงความคิดกลับไม่ได้สงบนิ่งเหมือนท่าทีภายนอก ภาพความทรงจำอันโหดร้ายดุจฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนฉายวาบขึ้นมาในหัว... ภาพของผู้เป็นแม่ที่ถูกอสูรกายครึ่งคนครึ่งหมาป่าฉีกกระชากขย้ำเลือดสาดกระเซ็น สลับกับภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เธอเพิ่งพุ่งตัวเข้าห้ำหั่นกับอสูรยักษ์ในมนตร์ลวงตาจนต้องสูญเสียท่อนแขนไป

รัตติกาลลืมตาขึ้น ความรู้สึกเจ็บจี๊ดแล่นปลาบขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ เธอเหลือบมองท่อนแขนขวาที่ห้อยตกลงมาข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง เด็กสาวพยายามเพ่งสมาธิสั่งการให้มันขยับ ทว่าสิ่งที่ตอบสนองกลับมามีเพียงอาการสั่นระริกและไหวเอนเพียงเล็กน้อยราวกับใบไม้แห้งต้องลม

ฟันซี่ขาวขบเข้าหากันจนกรามเป็นสันนูนด้วยความคับแค้นใจ ก่อนที่กำปั้นซ้ายจะพุ่งกระแทกเข้ากับกระจกเงาเบื้องหน้าอย่างแรง!

เพล้ง!

รอยแตกร้าวลุกลามออกไปเป็นรูปใยแมงมุม เลือดสีสดค่อย ๆ ไหลซึมผ่านง่ามนิ้วมือซ้ายและหยดลงบนอ่างล้างหน้า ทว่ารัตติกาลไม่ได้สนใจความเจ็บปวดทางกายเนื้อแม้แต่น้อย นัยน์ตามืดมนที่สะท้อนผ่านกระจกบานร้าวนั้นเต็มไปด้วยโทสะและหยาดน้ำตาที่เอ่อรื้น

“เจ็บใจนัก...” เธอแค่นเสียงลอดไรฟัน “ถ้าเรามีพรสวรรค์เหมือนยัยนั่น... ป่านนี้เราคงได้เข้าไปใน ‘รอยพับ’ แล้วล้างแค้นให้แม่ได้ตั้งนานแล้ว!”

ยิ่งเอาข้อบกพร่องของตัวเองไปเปรียบเทียบกับทิวาริน... ยัยเด็กหน้าใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ล้นเหลือจนแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังอดที่จะยอมรับไม่ได้ รัตติกาลก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่าและอ่อนแอเหลือเกิน

ณ ห้องพักนักดนตรีภายในผับใต้ศาล

หลังจากที่บรรดาลุงสวมโม่งทั้งสามคนช่วยกันเพ่งพินิจพิจารณา ‘ศรีนวล’ ในที่สุดพวกเขาก็ได้ข้อสรุปที่ทำเอาทิวารินถึงกับอ้าปากค้าง

การที่เจ้าแมววิเชียรมาศตัวนี้ฟื้นคืนชีพกลับมาจากความตาย และถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงด้วยพลังวิญญาณมหาศาลของทิวาริน ได้ส่งผลให้ร่างกายและจิตวิญญาณของมันเกิดการวิวัฒนาการก้าวข้ามขีดจำกัด กลายเป็น ‘สัตว์วิเศษ’ ไปเสียแล้ว! เรียกได้ว่าตอนนี้ศรีนวลได้ก้าวเท้าเข้าสู่โลกของผู้วิเศษพร้อม ๆ กับทิวาเลยทีเดียว

“อืมมม เพราะพลังเพิ่งจะตื่นขึ้น เราเลยยังระบุความสามารถที่แน่ชัดของมันไม่ได้... แต่ที่แน่ ๆ สัตว์วิเศษนั้นหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ถือเป็นสิ่งล้ำค่าเลยล่ะนะ เพราะงั้นเรื่องนี้พยายามอย่าแพร่งพรายออกไปน่าจะดีกว่า ฉันไม่อยากให้รู้ไปถึงหูพวกร้อนเงินในตลาดมืด” แด๊ดดี้ในชุดเสื้อฮาวายลายดอกเตือนสติ

อัส มือเบสร่างยักษ์อธิบายเสริม “โดยปกติแล้ว ผู้วิเศษกับสัตว์วิเศษจะต้องทำพิธี ‘พันธสัญญาผูกวิญญาณ’ กันเสียก่อน จึงจะสามารถเชื่อมต่อและใช้งานกันได้ แต่ในกรณีของเธอกับศรีนวล มันเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง... เพราะวิญญาณของพวกเธอทั้งสองเคยหลอมรวมอาศัยอยู่ในร่างเดียวกัน และได้แชร์ความทรงจำร่วมกันไปแล้ว ความผูกพันทางวิญญาณจึงถักทอและกลายเป็นพันธสัญญาโดยอัตโนมัติ”

เมื่อได้รับรู้ถึงความพิเศษของเจ้าแมวตัวน้อย ทิวารินก็อดไม่ได้ที่จะลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ดึกมากแล้วและยังมีคุณยายที่น่าจะกำลังรอศรีนวลอยู่ที่บ้าน หญิงสาวจึงตัดสินใจเอ่ยปากขอตัวกลับเพื่อเอาแมวไปส่ง แล้วค่อยกลับไปพักที่บ้านของคุณปู่

“อย่าเพิ่งเลยยัยหนู” แด๊ดดี้ส่ายหน้าเบา ๆ “ทีมเก็บกวาดยังจัดการพื้นที่ด้านบนไม่เสร็จเรียบร้อยดี คืนนี้เธอค้างที่นี่ไปก่อนเถอะ ยังมีเรื่องที่เราต้องคุยกันอีกเยอะเลย ส่วนเรื่องเจ้าแมวนี่ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจะสั่งให้คนของเราพามันไปส่งเอง”

ทิวารินมีท่าทีลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่เมื่อเห็นแววตาจริงจังและคำรับรองหนักแน่นของชายวัยกลางคน เธอจึงพยักหน้ายินยอม หญิงสาวก้มลงมองศรีนวลพร้อมกับลูบหัวมันเบา ๆ เป็นการปลอบใจ

“เดี๋ยวจะมีคนไปส่งเธอที่บ้านคุณยายนะศรีนวล ทำตัวดี ๆ ล่ะ”

สั่งความเสร็จเธอกำลังที่จะเดินกลับไปที่โซฟา ทว่าในจังหวะนั้นเอง ทิวารินก็ต้องเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ เมื่อจู่ ๆ ก็มีเสียงเล็ก ๆ สั่น ๆ ดังสะดุ้งก้องเข้ามาในหัวของเธอโดยตรง...

‘จ... จ้า ฉันเข้าใจแล้ว’

ทิวากะพริบตาปริบ ๆ มองหน้าแมวอ้วนที่ร้องเมี้ยวตอบกลับมาเงียบ ๆ ก่อนจะลอบกลืนน้ำลายลงคอ

‘พูดได้... ไม่ใช่สิ สื่อจิตได้งั้นเหรอ?’

เพียงประโยคเดียวสั้น ๆ จากนั้นก็เงียบสนิท แม้ทิวาจะพยายามสื่อจิตถามซ้ำแต่เจ้าแมวก็ไม่ได้ตอบกลับมา จนกระทั่งครู่หนึ่งที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น และพนักงานเสิร์ฟก็เดินเข้ามารับตัวศรีนวลออกไป

หลังจากส่งมอบศรีนวลให้ลูกน้องของแด๊ดดี้รับไปดูแลต่อ บทสนทนาของลุงสวมโม่งทั้งสามและเด็กสาวก็ดำเนินต่อทันที

แด๊ดดี้ยื่นตะกอนพลังมืดให้กับอัส “หลังจากนี้ฉันอยากให้นายใช้อ่านวิญญาณ ตรวจสอบดูเจ้านี่หน่อย บางทีในนั้นอาจจะมีข้อมูลของไอ้พวกลมทมิฬ และถ้าโชคดีอาจจะมีมนตร์ลวงตาแถมมาด้วย”

อัสยื่นมือออกมารับและจ้องดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเก็บมันเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท จากนั้นแด๊ดดี้ก็เบนสายตามาที่ทิวาริน

“เอาล่ะ ได้เวลาจัดการเรื่องของสาวน้อยพลังวิญญาณคนนี้แล้ว”

แด๊ดดี้เริ่มไล่เรียงวีรกรรมความมหัศจรรย์ในพลังวิญญาณของทิวาริน ตั้งแต่การที่วิญญาณของเธอออกจากร่างแต่กลับยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน การขจัดพิษร้ายและฟื้นฟูบาดแผลในร่างของศรีนวลที่ตายไปแล้วให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไปจนถึงการเรียนรู้ทักษะตาทิพย์และถอดจิตได้อย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ แด๊ดดี้ถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า ตาทิพย์ของทิวานั้นอาจจะทะลวงขีดจำกัดไปถึงขั้นที่ 3 แล้วก็เป็นได้

อัส ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์วิญญาณ นั่งฟังด้วยดวงตาที่เป็นประกายทึ่งจัด ปกติแล้วเขาเป็นคนพูดน้อยและมักจะแยกตัวออกไปอยู่ลำพัง ทว่าคราวนี้เขากลับเป็นฝ่ายรุกเข้าซักถามรายละเอียดจากทิวารินอย่างกระตือรือร้น (แม้ว่าพอทิวาเล่าถึงฉาก ‘ตบหน้าวิญญาณร้ายจอมเวทระดับ 3 ด้วยมือเดียว’ ทุกคนในห้องจะพร้อมใจกันแอบเบ้ปากมองบนโดยไม่ได้นัดหมายก็ตาม)

“ฉันว่านายควรลองตรวจสอบวิญญาณของเธอดูหน่อยนะอัส” แด๊ดดี้เสนอ

อัสพยักหน้ารับทันที เขายื่นปลายนิ้วชี้ข้างหนึ่งไปแตะที่กลางหน้าผากของทิวาริน ส่วนนิ้วชี้อีกข้างแตะที่หน้าผากของตนเองเพื่อเชื่อมต่อกระแสวิญญาณ

ในห้องเงียบลง ทั้งอัสและทิวารินต่างก็หลับตาอยู่ในสมาธิ หลายอึดใจต่อมา... ร่างของอัสก็สะดุ้งเฮือก! เขาเบิกตาโพลง รีบชักมือกลับราวกับโดนของร้อน พร้อมกับหอบหายใจ แฮ่ก... แฮ่ก... จากนั้นจึงดึงเลื่อนเนกไทให้หลวมและปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตออกเพื่อสูดอากาศเข้าปอดอย่างตะกละตะกลาม

“ก... เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?!” ทิวารินลืมตาโพลงและถามด้วยอาการตกใจ

เมื่อตั้งสติได้ อัสจึงเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นพร่า “ป... ปกติแล้ว ‘ห้วงวิญญาณ’ ของคนเราจะมีขนาดและขอบเขตที่จำกัดตามปริมาณพลังวิญญาณที่มี อย่างเช่นของรัตตี้ ก็มีขนาดประมาณสามถึงสี่เท่าของห้องพักนี้ ภายในนั้นจะมีร่างวิญญาณและสิ่งของที่เชื่อมโยงกับความทรงจำอย่างลึกซึ้งก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมา... ตอนที่ฉันเข้าไปในห้วงวิญญาณของรัตตี้ ฉันก็เจอร่างวิญญาณของเธอยืนอยู่ในนั้นโดยที่ไม่มีแขนขวา”

อัสกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองทิวารินราวกับเห็นสัตว์ประหลาด

“แต่... ห้วงวิญญาณของเธอ... มันคือโลกสีขาวโพลนที่ไร้จุดสิ้นสุด! ฉันพยายามทุ่มพลังเคลื่อนตัวออกไปเพื่อตามหาขอบเขตของมัน หรือค้นหาสิ่งแปลกปลอมข้างใน... แต่ฉันกลับไม่พบอะไรเลย! มันกว้างใหญ่ไพศาลจนฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ฝุ่นผง สุดท้ายเลยต้องยอมจำนนและตัดการเชื่อมต่อออกมา”

ทุกคนในห้องตกอยู่ในสภาวะมึนงงและตกตะลึง

“ฉันไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน” อัสอธิบายต่อ “คนที่มีขอบเขตห้วงวิญญาณกว้างขวางที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา ก็คือ เมขล—”

อัสชะงักกึก กลืนคำพูดครึ่งหลังลงคอไปได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนจะเหลือบไปมองแด๊ดดี้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีใส่ใจจึงกล่าวต่อ

“...หมายถึง อดีตนักท่องราตรีระดับตำนานคนหนึ่ง ที่ตอนนี้กลายเป็นคนใหญ่คนโตไปแล้ว... แต่ถึงแม้จะกว้างใหญ่แค่ไหนก็ยังมีขอบเขตจำกัด แต่ห้วงวิญญาณของแม่หนูนี่อาจจะไม่มีที่สิ้นสุดเลยด้วยซ้ำ ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่เท่ากับว่าพลังวิญญาณของเธอไร้ขีดจำกัดเหรอ”

คำพูดของอัสทำเอาความเงียบสงัดโรยตัวลงปกคลุมทั้งห้อง ทุกคนต่างนิ่งอึ้งและแอบลอบกลืนน้ำลาย แม้แต่ตัวทิวารินเองก็ยังรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เธอเริ่มอดไม่ได้ที่จะหวาดกลัวขึ้นมาตงิด ๆ เมื่อนึกถึงผลกระทบและความวุ่นความสับสนที่ ‘ความพิเศษ’ นี้อาจจะดึงดูดเข้ามาในชีวิตของเธอในอนาคต

“เฮ้ย...!”

จู่ ๆ แด๊ดดี้ก็โพล่งขึ้นมาทำลายความเงียบ แววตาของชายวัยกลางคนเป็นประกายวาววับ “ถ้าเป็นแบบนี้ บางที... เราอาจจะมีทางช่วยยัยหนูรัตตี้ได้เร็วกว่าที่คิดก็ได้นะ!”

คำพูดนั้นจุดประกายให้มือกีตาร์ร่างใหญ่ในชุดสูทสวมไอ้โม่งที่นั่งเงียบมาตลอดลุกพรวดขึ้นมาตบเข่าฉาด

“จริงด้วยบอส! ปัญหาที่ทำให้แขนของรัตตี้ต้องใช้เวลางอกใหม่ตั้ง 6 เดือนถึง 1 ปี ก็เพราะพลังวิญญาณพื้นฐานของเธอมีน้อยนิด...”

อัสรับลูกต่อทันที ดวงตาภายใต้หน้ากากเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น “ทว่า... หากรัตตี้ได้รับการถ่ายทอดพลังวิญญาณแบบ ‘ไร้ขีดจำกัด’ จากแม่หนูนี่ล่ะก็... แขนของเธอก็จะได้รับการกระตุ้นและงอกใหม่ได้อย่างรวดเร็วในชั่วข้ามคืน!”

พอได้ยินว่าตัวเองสามารถช่วยรักษาแขนให้รัตติกาลได้ ทิวารินก็ตาโตด้วยความตื่นเต้นและดีใจ หญิงสาวยิ้มกริ่มจนแก้มแทบปริ ความรู้สึกภูมิใจพองโตขึ้นมาในอก

‘หึ ๆ... เป็นไงล่ะยัยหน้าย่น สุดท้ายก็ต้องมาพึ่งใบบุญของฉัน ฮ่า ๆ ๆ!’

แต่พอเธอเงยหน้าขึ้นมองภาพชายฉกรรจ์สามคน—หนึ่งคนใส่เสื้อฮาวาย สองคนใส่ชุดสูทสวมไอ้โม่ง—กำลังกระโดดกอดคอกันเต้นแร้งเต้นกาดีใจราวกับถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ทิวาก็เริ่มหุบยิ้ม แล้วอดตั้งคำถามในใจไม่ได้ว่า...

‘คำพูดของไอ้พวกลุงท่าทางไม่น่าไว้ใจพวกนี้... มันเชื่อถือได้จริงๆ ใช่ไหมเนี่ย?’

“แล้ว... หนูจะต้องทำยังไงถึงจะถ่ายพลังให้เธอได้ล่ะคะ?” ทิวารินเอ่ยถามขัดจังหวะการเฉลิมฉลอง

แด๊ดดี้หยุดเต้นแล้วหันมาตอบ “เนื่องจากเธอเคยเข้าไปในห้วงวิญญาณของรัตตี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้จิตวิญญาณของพวกเธอทั้งสองเกิด ‘การเชื่อมโยง’ กันอยู่แล้ว การจะถ่ายเทประจุพลังจึงไม่น่าใช่ปัญหา... เพียงแต่ว่า ขั้นตอนที่แน่ชัดหรือระยะเวลาในการรักษานั้น... พวกเราเองก็ตอบให้ชัดเจนไม่ได้เหมือนกัน”

อัสพยักหน้าเสริม “ใช่ เพราะในประวัติศาสตร์ ยังไม่เคยมีใครที่มีพลังวิญญาณมหาศาลและบ้าบิ่นพอที่จะทำแบบนี้มาก่อน เธออาจจะต้องใช้สัญชาตญาณและลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง แต่ฉันกับบอสรับรองได้เลยว่ามันจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์... ภายใต้เงื่อนไขข้อเดียวคือ... รัตติกาลจะต้องไม่ขัดขืนหรือต่อต้าน”

คำว่า ‘ไม่ขัดขืนหรือต่อต้าน’ ทำเอาบรรยากาศในห้องชะงักกึกไปอีกรอบ

ภาพใบหน้าบึ้งตึง สายตาดุดัน และคำพูดที่ไร้ไมตรี ว่า ‘จุ้นจ้าน’ ของรัตติกาลลอยเข้ามาในหัวของทุกคนพร้อม ๆ กัน

“ยากเลยแฮะ...” ทั้งสี่คนประสานเสียงถอนหายใจออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

แด๊ดดี้ยกมือขึ้นลูบคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางมือกีตาร์ “‘รุต’... นายยังพอจะใช้มนตร์ ‘หลับใหล’ กับมนตร์ ‘สะเดาะกลอน’ ได้อยู่ไหม?”

สำหรับคุณลุงมือกีตาร์รายนี้ทิวาเพิ่งได้รู้ว่าเขาชื่อรุตนั่นเอง

รุตสะดุ้งโหยง รีบส่ายหัวดิก “จะดีเหรอบอส! ถ้ายัยหนูรัตตี้ตื่นมาจับได้ว่าผมเป็นคนสะกดให้หลับแล้วแอบงัดห้องล่ะก็... ผมโดนโทษอดข้าว 3 วันเลยนะ ดีไม่ดีอาจจะ 7 วันเลยด้วย!”

“เอาน่า ถือซะว่าทำเพื่อยัยหนูของเรา! ฉันจะกินเผื่อนายเอง” แด๊ดดี้ตบไหล่ลูกน้องดังป้าบ ๆ เป็นการเกลี้ยกล่อมแกมบังคับ สุดท้ายเมื่อถูกสายตากดดันจากบอส รุตก็จำต้องพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้

“ส่วนนาย... อัส ไปเตรียมแผ่นยันต์สำหรับกระตุ้นการงอกใหม่ให้พร้อม พอรุตร่ายมนตร์กล่อมยัยหนูให้หลับลึกได้แล้ว เธอจะต้องเอายันต์นี่ไปแปะที่แขนขวาของรัตตี้ แล้วเริ่มกระบวนการถ่ายทอดพลังวิญญาณ แค่เพ่งจิตแล้วจินตนาการว่ามีกระแสน้ำหรือของเหลวไหลจากตัวเธอเข้าไปในตัวยัยหนูรัตตี้ เธอทำได้แน่”

ทิวารินนั่งมองผู้ใหญ่สามคนกำลังสุมหัวกันวางแผนงัดห้องเด็กสาวด้วยหัวใจที่เต้นระทึก หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ เมื่อจินตนาการภาพแผนการทั้งหมดในหัวเรียงลำดับกัน

สะเดาะกลอน... กล่อมให้หลับ... ย่องเข้าห้อง... แตะตัว... ถ่ายพลัง...

จู่ ๆ ใบหน้าของทิวารินก็ร้อนผ่าวขึ้นมาจนลามไปถึงใบหู เธอหนีบขาเข้าหากันเล็กน้อยพลางโอดครวญในใจ

‘เดี๋ยวนะ... นี่ฉันต้องย่องขึ้นเตียงยัยนั่นกลางดึกเลยนี่หว่า!!’

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!