เสียง “ติ๊ก”
ดังขึ้นเบา ๆ จากมุมห้องที่ไม่มีใครมองไปถึง
เบาจนแทบกลืนหายไปกับความเงียบของห้องทดลอง
ห้องแล็บ แอล-7 ของไอ-เอท (IET) ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ “รู้สึก” อะไร มันถูกออกแบบมาเพื่อให้ “ทำงาน” ได้
แสงสีขาวเย็นจากเพดานสะท้อนพื้นโลหะเรียบจนแสบตา อุณหภูมิในห้องคงที่เกินไป กลิ่นสะอาดของระบบฟอกอากาศทำให้ทุกอย่างดูไร้ชีวิตอย่างประหลาด
ที่นี่ไม่ใช่แค่ห้องเรียน
แต่มันคือแบบจำลองของเมืองทั้งเมือง ในระดับที่ควบคุมได้แทบทุกตัวแปร
โต๊ะทุกตัวถูกวางในระยะที่คำนวณแล้ว
สายไฟทุกเส้นถูกซ่อนไว้ใต้พื้น
แม้แต่มุมตกกระทบของแสงก็แม่นยำเกินจำเป็น
ทุกอย่างถูกควบคุมได้
ยกเว้น… คน
และนั่นคือปัญหาใหญ่ที่สุดของระบบนี้
วันนี้คือวันเริ่มต้นของโปรเจกต์สมาร์ตกริดแห่งไอส์สวาลด์
ไม่ใช่โปรเจกต์ที่เปิดรับสมัครทั่วไป และไม่ใช่โปรเจกต์ที่ใครจะขอเข้ามาเองได้ ชื่อทุกชื่อในห้องถูกคัดเลือกผ่านระบบ จากเกณฑ์ที่ไม่มีใครรู้รายละเอียดทั้งหมด
และนั่นทำให้ทุกคนในห้องนี้รู้สึกเหมือนกันโดยไม่จำเป็นต้องพูดออกมา
ไม่มีใครธรรมดา
และไม่มีใครยอมใคร
“ปีนี้มันกดดันกว่าทุกปีว่ะ”
แอ็กเซล โรว์พิงพนักเก้าอี้ หมุนปากกาในมือเหมือนไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ขาเขากลับเคาะพื้นเป็นจังหวะไม่หยุด
ไมโล เคดเหลือบมองขาของเขา ก่อนยกยิ้มบาง ๆ
“กลัวก็ออกไปตอนนี้ยังทันนะ”
“ปากดีเหมือนเดิมเลยว่ะ”
“กูก็ช่วยลดความเครียดให้ไง”
แอ็กเซลขำเบา ๆ แต่ไมโลไม่ขำตาม สายตาเขากวาดมองรอบห้องช้า ๆ เหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
หรือไม่ก็… ใครบางคน
“มึงว่าใครจะได้คู่กับใครวะ”
แอ็กเซลถามลอย ๆ
ไมโลยกยิ้มมุมปาก
“มีคู่นึง… พังแน่”
“คู่ไหน?”
ไมโลไม่ตอบ แค่หันไปมองประตู
แกร๊ก
เสียงเปิดประตูดังขึ้นเบามาก
แต่ทั้งห้องกลับเงียบลงพร้อมกัน เหมือนมีใครตัดเสียงทิ้ง
สายตาทุกคู่มองไปทางเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เคล วอสส์ เดินเข้ามา
ไม่เร็ว ไม่ช้า ไม่มีท่าทางเรียกร้องความสนใจ
แต่ห้องทั้งห้องรู้สึกได้ทันทีว่ามีคนเข้ามา
เสื้อเชิ้ตสีขาวรีดเรียบ กางเกงสแลคสีดำพอดีตัว ทุกอย่างบนตัวเขาดู “ถูกที่” จนน่าแปลกใจ เขาไม่ได้พยายามโดดเด่น
แต่ก็ไม่มีอะไรผิดเลยสักอย่าง
เขาไม่เข้ากับห้องนี้
และนั่นแหละ—
ทำให้เขาโดดเด่นที่สุด
เคลกวาดสายตามองห้องเพียงครั้งเดียว ก่อนเลือกที่นั่ง เดินไป นั่งลง แล้วเปิดแท็บเล็ตขึ้นมาเงียบ ๆ
อีวาน เดรย์ที่นั่งอยู่ก่อนแล้วเหลือบมองจากฝั่งตรงข้าม
“ยังเหมือนเดิมเลยนะ”
น้ำเสียงเรียบ เหมือนพูดกับอากาศมากกว่าคน
เคลไม่เงยหน้า
“อือ”
อีวานยิ้มบาง ๆ
“ตอบสั้นเหมือนเดิมนะ”
ไม่มีใครพูดต่อ
ทั้งคู่รู้ว่าไม่จำเป็น
อีกมุมของห้อง ไมโลพึมพำเบาพอให้แอ็กเซลได้ยินคนเดียว
“ตัวจริงมาแล้ว”
แกร๊ก
ประตูเปิดอีกครั้ง
คราวนี้บรรยากาศไม่ได้แค่เงียบ
แต่มัน “ตึง”
ริฟเวน โซลต์ เดินเข้ามา
เสื้อช็อปพาดไหล่แบบไม่คิดจะจัดให้เรียบร้อย ผมยุ่งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งตื่นนอน
เขาไม่ได้เนี้ยบ
และนั่นแหละที่ทำให้ทุกสายตามองเขานานกว่าเมื่อครู่
“ตัวปัญหามาแล้วว่ะ”
แอ็กเซลพึมพำ
ริฟเวนไม่ได้สนใจ
เพราะสายตาของเขาหยุดที่คนคนเดียวก่อนเสมอ
เคล วอสส์
มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่เจอกัน
พวกเขาไม่ใช่คนแปลกหน้า
พ่อของริฟเวน เจ้าของอาณาจักรระบบขนส่ง โซลต์ อินดัสเทรียล (Solt Industries)
ส่วนพ่อของเคล เจ้าของเครือข่ายพลังงาน วอสส์ เอ็นเนอร์จี้ กรุ๊ป (Voss Energy Group)
พวกเขาเจอกันในทุกงานที่ไอส์สวาลด์จัดขึ้น จับมือกัน ยิ้มให้กัน พยักหน้าในห้องประชุม พูดจาสุภาพให้เกียรติกัน ทำตัวเหมือนเพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยที่เคยเรียนมาด้วยกัน
แต่ทุกคนที่รู้จักทั้งสองครอบครัวดี ต่างรู้ว่าเหมือนกันว่า
รอยยิ้มพวกนั้นไม่เคยจริง
สองบริษัทไม่มีวันอยู่ฝั่งเดียวกัน
และสิ่งนั้น…ส่งต่อมาถึงรุ่นลูกอย่างเงียบ ๆ
แต่มีอย่างหนึ่งที่ต่างออกไป
ริฟเวนมองเคลทุกครั้งที่เจอกัน
ทุกงาน
ทุกสถานที่
ทุกครั้ง
สายตาที่ไม่ได้เหมือนสายตาที่รุ่นพ่อของพวกเขามองกัน
และริฟเวนจะเป็นฝ่ายมองก่อนเสมอ
เหมือนมันเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
ส่วนเคลมักมองกลับด้วยสายตาเย็นชา เหมือนอีกฝ่ายไม่สำคัญพอให้ใส่ใจ
ริฟเวนเดินตรงเข้าไป หยุดข้างโต๊ะที่เคลนั่งอยู่
ใกล้กว่าที่ควร
“ตรงนี้ว่างไหม”
น้ำเสียงเหมือนถามเล่น ๆ
แต่สายตาเขาไม่ได้มองเก้าอี้เลย
เคลเหลือบมองขึ้นมาแค่ครึ่งวินาที
“ไม่ได้จอง”
แล้วหันกลับไปที่หน้าจอต่อ
ริฟเวนยิ้ม ก่อนลากเก้าอี้มานั่งลงข้าง ๆ
ใกล้กว่าปกติ
ใกล้จนไหล่แทบชนกัน
เคลหันมาช้า ๆ
“ถอยไป”
“ทำไม”
“เกะกะ”
ริฟเวนหัวเราะในลำคอเบา ๆ เหมือนคำตอบนั้นเป็นเรื่องตลกที่เขาได้ยินมาหลายครั้งแล้ว
“ตรงไหน”
“ตรงที่นายอยู่”
ความเงียบปกคลุมทั้งห้องทันที
แอ็กเซลหลุดขำออกมา
ส่วนไมโลยิ้มกว้างขึ้นนิดหนึ่ง เหมือนเจอเรื่องสนุกที่น่าสนใจ
ริฟเวนไม่โกรธ
ตรงกันข้าม เขากลับดูสนุกที่ได้แหย่เคล
“แรงเหมือนเดิมเลยนะ”
“ไม่ได้ถาม”
คำตอบมาเร็ว เหมือนไม่ต้องการจะให้พูดอะไรต่อ
แต่ไม่มีใครเห็นว่า—
ในจังหวะที่ริฟเวนลากเก้าอี้เข้ามาใกล้ และไหล่ของทั้งคู่เกือบแตะกัน
หัวใจของเคลเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งครั้ง
เขาหันหน้าไปอีกทาง เลือกจะไม่รับรู้ว่ามันคืออะไร