กลิ่นหอมฉุนของพริกขี้หนูและกระเทียมที่ถูกโขลกจนแหลกละเอียด แล้วนำไปคั่วในน้ำมันหมูร้อนจัดจนส่งกลิ่นเตะจมูก ยังคงลอยอวลอยู่รอบบริเวณเพิงหมาแหงนของร้านข้าวแกงข้าวปั้น
หลังจากที่ส่งปิ่นโตเถาแรกให้กับลูกน้องของเฮียผาไปเป็นที่เรียบร้อย ข้าวปั้นก็ไม่รอช้า รีบหันกลับมาจัดการกับวัตถุดิบที่เหลืออยู่เพื่อเตรียมเปิดร้านขายจริงจัง เขาจัดการแบ่งหมูสับส่วนสันคอที่เหลือ นำมาผัดกะเพราสูตรคั่วแห้งแบบเดียวกับที่ทำให้มาเฟียหนุ่มเป๊ะๆ ต่างกันแค่คราวนี้เขาเพิ่มปริมาณขึ้นสำหรับการตักขายเป็นราดข้าว
เสียงตะหลิวไม้สนิมกระทบกับกระทะเหล็กดังฉ่าๆ เปลวไฟสีส้มแดงแลบเลียขอบกระทะในจังหวะที่ข้าวปั้นตวัดข้อมือพลิกหมูสับให้คลุกเคล้ากับซอสปรุงรส กลิ่นกะเพราแดงที่สลบด้วยความร้อนส่งกลิ่นหอมรุนแรงจนแม่ค้าพ่อค้าในละแวกใกล้เคียงต้องหันมามองเป็นตาเดียว
“หอมจังเลยลูกปั้น! ป้าเอาข้าวกะเพราหมูสับจานนึง โปะไข่ดาวกรอบๆ แบบที่หนูบอกเมื่อกี้ด้วยนะ!” ป้าจิตร แม่ค้าขายผลไม้แผงข้างๆ เดินถือแบงก์ร้อยมายืนรอที่หน้าร้านเป็นคนแรก ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ได้เลยครับป้าจิตร รอแป๊บเดียวนะครับ!” ข้าวปั้นยิ้มกว้าง รอยยิ้มสดใสของเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าที่ผสานเข้ากับความมั่นใจของเชฟระดับโลก ทำให้แผงข้าวแกงซอมซ่อดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น
ข้าวปั้นตักข้าวสวยหอมมะลิร้อนๆ ที่หุงสุกใหม่ๆ ใส่จานพลาสติกสีชมพู (ซึ่งเป็นจานใบเดียวที่สภาพดูดีที่สุดในร้านตอนนี้) จากนั้นตักผัดกะเพราหมูสับคั่วแห้งสีสันจัดจ้านราดลงไปข้างๆ ปิดท้ายด้วยการตอกไข่ไก่ลงไปทอดในกระทะน้ำมันร้อนจัดจนขอบไข่ขาวฟูฟ่องเกรียมสวย ส่วนไข่แดงยังคงเป็นตาน้ำหวานเยิ้ม โปะทับลงไปบนข้าวสวยร้อนๆ
“ข้าวกะเพราหมูสับคั่วแห้ง ไข่ดาวลาวา มาแล้วครับ! พิเศษสำหรับลูกค้าคนแรกของร้านเลยครับป้า”
ข้าวปั้นยื่นจานข้าวส่งให้ป้าจิตรด้วยความภาคภูมิใจ ป้าจิตรรับจานไปถือไว้ กลิ่นหอมที่ปะทะจมูกทำให้เธอถึงกับกลืนน้ำลาย เธอเดินกลับไปที่แผงผลไม้ของตัวเอง วางจานลงบนโต๊ะพับ แล้วเริ่มลงมือตักชิมทันที
วินาทีที่ช้อนตักไข่แดงลาวาให้ไหลเยิ้มลงไปคลุกเคล้ากับข้าวสวยและเนื้อหมูสับรสจัดจ้านเข้าปาก... ดวงตาของป้าจิตรก็เบิกกว้างขึ้น
“โอ้โห! ปั้น! ทำไมมันอร่อยขนาดนี้ลูก!” ป้าจิตรตะโกนข้ามแผงมาเสียงดังลั่น “หมูนุ่มหนึบกำลังดี รสชาติเข้มข้นเข้าเนื้อ แถมกลิ่นใบกะเพรายังหอมเตะจมูกสุดๆ ป้ากินข้าวแกงมาทั้งตลาดยังไม่เคยเจอผัดกะเพราที่อร่อยแบบนี้มาก่อนเลย!”
เสียงตะโกนการันตีความอร่อยของป้าจิตรดังพอที่จะทำให้คนที่เดินผ่านไปมาในตลาดหยุดชะงัก ประกอบกับกลิ่นหอมของกระทะไฟแดงที่ยังคงลอยฟุ้ง ทำให้เริ่มมีลูกค้าสองสามคนเดินเข้ามามุงที่หน้าร้านข้าวแกงเพิงหมาแหงน
“น้องๆ พี่เอากะเพรากล่องนึง!” “หนู เอาใส่จานกินนี่เลยจานนึง มีเมนูอื่นอีกไหมลูก?”
ข้าวปั้นยิ้มรับออเดอร์อย่างกระตือรือร้น “ตอนนี้มีแค่กะเพราหมูสับคั่วแห้งครับ เมนูอื่นผมยังไม่ได้ทำ พอดีเพิ่งจัดร้านใหม่ รบกวนรอสักครู่นะครับ!”
มือเรียวเล็กจับตะหลิวไม้สนิมตวัดผัดข้าวอย่างคล่องแคล่ว แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่จิตวิญญาณของเชฟที่ได้กลับมายืนหน้าเตาอีกครั้งกำลังลุกโชน ความรู้สึกที่ได้เห็นลูกค้ากินอาหารของตัวเองแล้วมีความสุข คือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับคนเป็นทำอาหาร
สถานการณ์ดูเหมือนจะไปได้สวย ลูกค้าเริ่มมาต่อคิวรอผัดกะเพรากระทะต่อไป ข้าวปั้นกำลังจะได้จับเงินก้อนแรกที่เป็นกอบเป็นกำ
แต่ทว่า... ความสงบสุขมักจะอยู่กับข้าวปั้นได้ไม่นาน
เอี๊ยดดด!
เสียงเบรกของรถกระบะสี่ประตูสีดำคุ้นตาดังสนั่นขึ้นที่ริมฟุตบาทหน้าร้าน ลูกค้าที่กำลังยืนรอคิวอยู่ถึงกับสะดุ้ง ประตูรถถูกกระชากเปิดออก ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของ ‘พี่เข้ม’ ลูกน้องมือขวาหน้าบากของเฮียผา จะก้าวลงมาจากรถ ตามด้วยลูกน้องชุดดำหน้าตาเหี้ยมเกรียมอีกสองคน
บรรยากาศรอบร้านที่กำลังคึกคักพลันเย็นยะเยือกราวกับมีใครเอาพัดลมน้ำแข็งมาเปิดจ่อ ลูกค้าที่ยืนรอคิวอยู่เริ่มหน้าถอดสี ค่อยๆ ขยับตัวถอยห่างออกจากหน้าร้านอย่างรู้รักษาตัวรอด
“เฮ้ยๆ หลบไปๆ ขวางทางเดินเว้ย!” พี่เข้มตวาดเสียงดังไล่ลูกค้าที่ขวางทาง มันเดินอาดๆ เข้ามาที่หน้าร้าน ลากเก้าอี้พลาสติกสีแดงที่ยังสภาพดีอยู่มาตั้งกระแทกพื้นตรงหน้าแผงข้าวแกงพอดีเป๊ะ แล้วทิ้งตัวลงนั่งไขว่ห้าง กอดอกจ้องหน้าข้าวปั้นเขม็ง
ลูกน้องอีกสองคนก็ทำตาม ลากเก้าอี้มานั่งขนาบซ้ายขวา ทำตัวราวกับเป็นรูปปั้นยักษ์ทวารบาลที่เฝ้าประตูวัด แต่เป็นเวอร์ชันมาเฟียทวงหนี้โหด
“เอ่อ... น้อง พี่ว่าพี่ไม่กินแล้วดีกว่า เดี๋ยวพี่ไปกินเตี๋ยวหน้าปากซอยแทนนะ” ลูกค้าผู้ชายคนหนึ่งที่สั่งข้าวไว้กระซิบเสียงสั่น ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวหนีไปอย่างรวดเร็ว
“หนูก็เหมือนกันจ้ะปั้น ป้าลืมไปว่าต้องรีบไปรับหลาน ไว้คราวหน้านะลูก!” ลูกค้าอีกคนรีบเดินหนีไปติดๆ กัน
เพียงแค่พี่เข้มหย่อนก้นลงนั่งไม่ถึงนาที คิวลูกค้าที่ข้าวปั้นอุตส่าห์เรียกลูกค้ามาได้ก็สลายตัววับไปกับตา ราวกับถูกมนตร์ดำมาเฟียปัดเป่า!
ข้าวปั้นลดตะหลิวไม้สนิมในมือลง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น ความโกรธเริ่มตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอหอย อุตส่าห์กำลังจะขายดีแท้ๆ ไอ้พวกมารผจญนี่ก็ขยันมาขัดลาภเสียจริง!
“พี่เข้ม! พี่มานั่งทำไมตรงนี้เนี่ย เห็นไหมว่าลูกค้าหนีหมดแล้ว!” ข้าวปั้นกระแทกตะหลิวลงบนขอบกระทะเสียงดัง เดินออกมาเท้าสะเอวจ้องหน้าผู้ชายร่างยักษ์ที่ตัวใหญ่กว่าเขาเกือบสองเท่าอย่างไม่เกรงกลัว
“กูก็มาทำตามคำสั่งเฮียผาสิวะ” พี่เข้มตอบหน้าตาย ไม่สะทกสะท้านกับสายตาขุ่นขวางของเด็กหนุ่ม “เฮียสั่งให้กูกับพวกมานั่งเฝ้ามึงไว้ กลัวว่ามึงจะหาเรื่องหนีหนี้ไง กูเป็นเจ้าหนี้ กูก็ต้องมาคุมการลงทุนของกูสิ ผิดตรงไหน?”
“คุมการลงทุนบ้าอะไรล่ะ! พี่เล่นมานั่งหน้าเหี้ยมแว่นดำแผ่รังสีอำมหิตอยู่หน้าร้านแบบนี้ หมาที่ไหนมันจะกล้าเข้ามาซื้อข้าวผมล่ะวะ!” ข้าวปั้นโวยวายชี้ให้เห็นความเป็นจริง “ถ้าผมขายข้าวไม่ได้ ผมจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายดอกเบี้ยให้เฮียผา! พี่ใช้สมองส่วนไหนคิดเนี่ย!”
“อ้าว ไอ้เด็กนี่! ปากดีนักนะมึง! กูมานั่งเฝ้าก็บุญแล้ว ไม่ได้มาทวงเงินรายวันก็ดีแค่ไหน!” พี่เข้มลุกพรวดขึ้นยืน ชี้นิ้วใส่หน้าข้าวปั้น ร่างสูงใหญ่ถมึงทึงข่มขวัญเด็กหนุ่มที่สูงแค่ระดับอกของตนเอง
“ก็เอาสิ! ถ้าอยากให้ผมมีเงินใช้หนี้ ก็ลุกออกไปห่างๆ ร้านผมเลย ไปนั่งนู่น! ท้ายซอยนู่น!” ข้าวปั้นไม่ยอมแพ้ ใช้ตะหลิวไม้สนิมชี้ไล่มาเฟียตัวโตราวกับไล่สุนัขจรจัด
“กูไม่ไป! เฮียสั่งให้เฝ้า กูก็จะเฝ้าตรงนี้แหละ มึงมีปัญหาอะไรไหม!” พี่เข้มดื้อแพ่ง ทรุดตัวลงนั่งไขว่ห้างตามเดิม ยียวนกวนประสาทขั้นสุด
ข้าวปั้นกำตะหลิวในมือแน่นจนเส้นเลือดขึ้นปูด อาการปวดหัวตึบๆ เริ่มกำเริบ เขาอยากจะเอากะทะร้อนๆ ฟาดหน้าไอ้หมาบ้าพวกนี้ให้รู้แล้วรู้รอด แต่ในความเป็นจริง ร่างกายบอบบางของเขาก็ทำได้แค่ยืนจ้องตาขวางเท่านั้น
[ติ๊ง! ระบบขอแนะนำให้โฮสต์ใช้ความใจเย็นในการแก้ไขปัญหา การใช้กำลังกับมาเฟียอาจนำไปสู่บทสรุปที่ไม่สวยงามนัก (เช่น การถูกโยนลงบ่อจระเข้) ]
“แกไม่ต้องมาเตือนเลยไอ้ระบบ! ถ้าเก่งนักก็เสกตู้กระจกใหม่มาให้ฉันสิ จะได้มีอะไรกั้นไอ้พวกหน้าโหดนี่บ้าง!” ข้าวปั้นเถียงกับระบบในใจอย่างหงุดหงิด
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์ราคาแพงก็แล่นเข้ามาจอดเทียบที่ด้านหลังรถกระบะของพี่เข้ม รถยุโรปสีดำสนิทเงาวับสะท้อนแสงแดดยามสาย กระจกติดฟิล์มดำมืดจนมองไม่เห็นคนขับ แต่ทะเบียนรถเลขสวยที่ใครเห็นก็ต้องหลีกทางให้ บ่งบอกถึงฐานะและอิทธิพลของเจ้าของรถได้อย่างดี
ประตูรถฝั่งคนขับถูกเปิดออก ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนและกางเกงสแล็คเข้ารูปก้าวลงมาจากรถ แว่นตากันแดดแบรนด์เนมถูกถอดออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาที่แฝงไปด้วยความดุดันและเย็นชา เสือภูผา หรือ ‘เฮียผา’ เจ้าพ่อเงินกู้ประจำถิ่นปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง!
ทันทีที่เฮียผาเดินเข้ามา ลูกน้องชุดดำทั้งสามคนที่นั่งทำหน้ายักษ์อยู่ก็รีบดีดตัวลุกขึ้นยืนตรง แถวตรงเป๊ะราวกับทหารฝึกหัด
“เฮีย! มาทำไมครับเนี่ย แดดร้อนๆ เดี๋ยวผมจัดการไอ้เด็กนี่ให้เองครับ!” พี่เข้มรีบวิ่งเข้าไปประจบเจ้านาย
เฮียผาไม่ได้สนใจคำพูดของลูกน้อง เขาปรายตามองสภาพร้านข้าวแกงที่ยังมีรอยพังทลายจากฝีมือลูกน้องตัวเองเมื่อวาน ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ใบหน้าหวานๆ ของข้าวปั้น ที่ตอนนี้กำลังขมวดคิ้วยุ่งและแก้มพองลมด้วยความโมโห
“มีเรื่องอะไรกัน เสียงดังโวยวายไปถึงปากซอย” เฮียผาถามเสียงเรียบ ทรงพลังจนทำให้พี่เข้มต้องหดคอลง
“ก็ลูกน้องเฮียนั่นแหละ!” ข้าวปั้นเป็นฝ่ายชิงพูดก่อน เขาเดินถือตะหลิวไม้สนิมเข้าไปหาเฮียผาอย่างไม่เกรงกลัว “ผมกำลังเปิดร้านขายข้าว ลูกค้ากำลังเข้าเลย แต่ไอ้พี่เข้มกับพวกดันมานั่งทำหน้าเป็นยักษ์วัดแจ้งขวางหน้าร้านผม ลูกค้าวิ่งหนีกันกระเจิงหมด! แบบนี้ผมจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายหนี้เฮียล่ะครับ!”
เฮียผาเลิกคิ้วเล็กน้อย หันไปมองหน้าพี่เข้มเพื่อรอคำอธิบาย
“โธ่เฮีย! ก็เฮียสั่งให้ผมมาจับตาดูมันไว้ ผมก็เลยพาไอ้พวกนี้มานั่งเฝ้าไงครับ ใครจะไปรู้ว่าไอ้พวกลูกค้ามันจะปอดแหกหนีไปเอง!” พี่เข้มแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
“แล้วมึงจำเป็นต้องมานั่งทำหน้าเหมือนจะไปฆ่าใครตรงหน้าร้านมันไหมไอ้เข้ม” เฮียผาดุเสียงต่ำ ทำเอาพี่เข้มสะดุ้งเฮือก “กูให้มึงมาเฝ้า ไม่ได้ให้มึงมาขัดขวางการทำมาหากินของมัน ถ้ามันไม่มีเงินมาจ่าย กูจะหักเงินเดือนพวกมึงแทน”
“อูย... เฮียครับ ไม่เอานะครับเฮีย” ลูกน้องชุดดำร้องโอดครวญ
เฮียผาหันกลับมามองข้าวปั้นอีกครั้ง ดวงตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าของเด็กหนุ่ม เสื้อยืดสีขาวคอย้วยๆ ที่เปื้อนคราบน้ำมันและเหงื่อจากการทำอาหาร ทำให้เด็กตรงหน้าดูมอมแมมไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำ แต่ดวงตากลมโตที่จ้องกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้นั้น กลับทำให้มาเฟียหนุ่มรู้สึกสนใจอย่างประหลาด
อันที่จริง... เหตุผลที่เขาถ่อมาถึงตลาดในเวลาแบบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องตรวจตราลูกหนี้ แต่เป็นเพราะ ‘ปิ่นโต’ เถานั้นต่างหาก
เมื่อตอนสาย หลังจากที่ไอ้เข้มเอาปิ่นโตไปส่งให้ที่ออฟฟิศ เฮียผาที่ปกติเป็นคนกินยากและมักจะสั่งอาหารจากภัตตาคารหรูมาทานเสมอ กลับทนกลิ่นหอมเย้ายวนที่ลอยทะลุฝาปิ่นโตออกมาไม่ไหว เขาเปิดปิ่นโตออกดู และได้พบกับข้าวกะเพราหมูสับคั่วแห้งหน้าตาธรรมดาๆ ที่ถูกท็อปปิ้งด้วยไข่ดาวเป็ดลาวาเยิ้มๆ
แค่คำแรกที่ตักเข้าปาก... รสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้าน ความหอมของกะเพราแดงที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อหมูสับนุ่มหนึบ ผสานกับความมันของไข่แดงลาวาและขอบไข่ดาวกรอบๆ มันทำเอาอดีตนักเลงเก่าอย่างเขาถึงกับวางช้อนไม่ลง สวาปามจนหมดเถาเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เมล็ดข้าวเดียว
รสชาตินั้นมันอร่อยจนน่าหงุดหงิด อร่อยจนเขาหยุดคิดถึงมันไม่ได้ อร่อยจนต้องขับรถออกมาดูหน้าคนทำด้วยตัวเอง ว่ามันใส่ยาสั่งหรือผงชูรสลงไปกี่กิโลกันแน่ ทำไมถึงทำให้มาเฟียอย่างเขาติดใจรสชาติอาหารข้างถนนได้ขนาดนี้!
“แล้วมึงจะเอายังไง” เฮียผาถามข้าวปั้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเมื่อวานเล็กน้อย “กูสั่งให้พวกมันมาเฝ้า ถ้ากูถอยพวกมันกลับ มึงแอบหนีไป กูจะไปตามเก็บเงินกับใคร”
ข้าวปั้นสูดลมหายใจเข้าลึก สมองของอดีตเชฟประมวลผลอย่างรวดเร็ว ในเมื่อไล่ไม่ไป ก็ต้องใช้ประโยชน์จากความน่ากลัวของพวกมันนี่แหละ!
“ถ้าเฮียอยากให้ลูกน้องเฮียเฝ้าผม ผมก็ไม่ขัดหรอกครับ แต่มีข้อแม้...” ข้าวปั้นยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์จนเฮียผาต้องหรี่ตามอง “ในเมื่อร้านผมไม่มีพนักงานเสิร์ฟ และลูกน้องเฮียก็ว่างงานจนต้องมานั่งเฝ้าผมเฉยๆ ... งั้นก็ให้พวกเขามาช่วยผมเสิร์ฟน้ำ เช็ดโต๊ะ แล้วก็เรียกลูกค้าสิครับ!”
“หา!! ว่าไงนะ!!” พี่เข้มประสานเสียงร้องลั่นพร้อมกับลูกน้องอีกสองคน “ไอ้เด็กบ้า! กูเป็นมาเฟียทวงหนี้นะเว้ย ไม่ใช่เด็กเสิร์ฟร้านข้าวแกง! มึงจะบ้าเหรอ!”
“อ้าว... ก็พี่อยากนั่งเฝ้าผมนักไม่ใช่เหรอ ถ้านั่งเฉยๆ มันเกะกะขวางหน้าร้าน ทำลูกค้าผมหนีหมด แต่ถ้าพี่เดินไปเช็ดโต๊ะ เสิร์ฟน้ำ ยิ้มแย้มต้อนรับลูกค้า ลูกค้าเขาก็จะรู้ว่าพวกพี่ไม่ใช่พวกอันธพาลมาหาเรื่อง แต่เป็นพนักงานของร้านไงล่ะ!” ข้าวปั้นอธิบายฉอดๆ อย่างมีตรรกะ (ที่ฟังดูแถสุดๆ)
“ตรรกะวิบัติอะไรของมึงวะ! กูไม่ทำโว้ย! เฮีย! เฮียอย่าไปฟังมันนะเฮีย!” พี่เข้มหันไปฟ้องเจ้านายหน้าตาตื่น
แต่ผิดคาด... เฮียผากลับยืนนิ่ง มุมปากหยักได้รูปกระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยอย่างนึกสนุก ไอ้เด็กนี่มันใจกล้าบ้าบิ่นดีแท้ กล้าใช้ลูกน้องมาเฟียให้เป็นเด็กเสิร์ฟร้านข้าวแกง ไม่เคยมีใครกล้าต่อรองกับเขาแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต
“เอาตามนั้น” เฮียผาเอ่ยเสียงเรียบ แต่เด็ดขาด “ไอ้เข้ม ตั้งแต่วันนี้ไป พวกมึงสามคนจัดเวรกันมาช่วยงานที่ร้านไอ้ข้าวปั้น ช่วยมันเสิร์ฟน้ำ เช็ดโต๊ะ หรือล้างจาน ทำยังไงก็ได้ไม่ให้ลูกค้ามันหนี ถ้าสิ้นเดือนมันหาเงินมาจ่ายดอกกูไม่ได้ กูจะโทษว่าเป็นความผิดของพวกมึงที่ทำตัวเกะกะหน้าร้าน”
“เฮียยยย!!” เสียงครวญครางของเหล่านักเลงชุดดำดังระงมไปทั่วตลาด
“และมึง...” เฮียผาหันมาจ้องหน้าข้าวปั้น นิ้วแกร่งชี้ไปที่หน้าอกของเด็กหนุ่ม “อย่าคิดเล่นตุกติก ถ้ากูรู้ว่ามึงเบี้ยว หรือแอบหนี... กูจะสับมึงเป็นชิ้นๆ แล้วเอาไปทำผัดกะเพราให้หมาจรจัดกิน เข้าใจไหม?”
ข้าวปั้นกลืนน้ำลายดังเอื้อก แอบขนลุกซู่กับคำขู่ที่ดูจริงจังนั่น แต่ก็พยายามเก๊กหน้าขรึม พยักหน้ารับคำ
“เข้าใจครับเฮีย! รับรองว่าผมไม่หนีไปไหนหรอก ว่าแต่... ปิ่นโตเมื่อเช้า รสชาติถูกปากเฮียไหมครับ?” ข้าวปั้นแกล้งถามลองเชิง พร้อมรอยยิ้มแฝงความขี้เล่น
เฮียผาชะงักไปชั่วครู่ ใบหน้าคมเข้มหันหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนความรู้สึก แสร้งทำเสียงกระแอมไอเบาๆ
“ก็... พอกินประทังชีวิตได้ ไม่ได้แย่อะไร” มาเฟียหนุ่มตอบเสียงแข็ง ปากแข็งสมกับเป็นเจ้าพ่อ “แต่อย่าเพิ่งเหลิงไป พรุ่งนี้ถ้าทำรสชาติตกลงไปแม้แต่นิดเดียว กูจะสั่งปิดร้านมึงแน่!”
พูดจบ เฮียผาก็หมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถยุโรปคันหรู แล้วขับพุ่งทะยานออกไป ทิ้งให้ลูกน้องชุดดำทั้งสามคนยืนทำหน้าเหมือนคนโลกสลายอยู่หน้าร้านข้าวแกงเพิงหมาแหงน
ข้าวปั้นหัวเราะร่า หันมามองเหล่ามาเฟียตกอับที่ตอนนี้ต้องกลายสภาพมาเป็นเด็กเสิร์ฟจำเป็น เขาเคาะตะหลิวไม้สนิมกับกระทะดังก๊องแก๊ง
“เอาล่ะครับ พี่ๆ พนักงานใหม่ทุกคน! งานแรกของพวกพี่... ไปหาผ้าขี้ริ้วชุบน้ำ มาเช็ดโต๊ะตรงนั้นให้สะอาดเลยนะคราบ! อ้อ... แล้วอย่าลืมถอดแว่นดำออกด้วยล่ะ เดี๋ยวลูกค้าจะนึกว่าคนตาบอดมาเดินเร่ร่อนในร้าน!”
“ไอ้ข้าวปั้นนนนน!” พี่เข้มคำรามลั่นด้วยความแค้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องเดินคอตกไปหยิบผ้าขี้ริ้วตามคำสั่งของเจ้านายเหนือหัว
การรวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการระหว่างอดีตเชฟมิชลินในร่างเด็กติดหนี้ กับแก๊งมาเฟียสุดโหดที่ผันตัวมาเป็นเด็กเสิร์ฟ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางกลิ่นหอมของผัดกะเพรา และความวุ่นวายที่กำลังจะตามมาในไม่ช้า!