ความร้อนจากเตาแก๊สอุตสาหกรรมแผดเผา ใบหน้าของผมชุ่มไปด้วยเหงื่อ เสียงตะโกนสั่งออเดอร์ดังขรมแข่งกับเสียงกระทะเหล็กที่กระทบกันอย่างบ้าคลั่ง ในฐานะหัวหน้าเชฟของร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์สามดาวใจกลางมหานคร ทุกวินาทีคือความสมบูรณ์แบบ ทุกจานที่ออกจากครัวนี้คือศิลปะที่ห้ามมีข้อบกพร่องแม้แต่จุดเดียว
"ซอสทรัฟเฟิลอุณหภูมิไม่ได้! เอาไปทำใหม่!" ผมตวัดเสียงดุดันใส่ผู้ช่วยเชฟ สายตาจ้องมองเนื้อสเต็กวากิว A5 ที่ย่างสุกกำลังดีรอการราดซอส
นั่นคือความทรงจำสุดท้ายที่ผมจำได้...
ก่อนที่ความเจ็บปวดแปลบประหลาดจะแล่นพล่านจากหน้าอกฝั่งซ้าย ลามไปถึงปลายชา โลกทั้งใบหมุนคว้าง เปลวไฟจากเตาที่เคยสว่างไสวพลันดับวูบลงพร้อมกับสติสัมปชัญญะของผม เสียงกรีดร้องของผู้ช่วยเชฟและเสียงฝีเท้าที่วิ่งวุ่นคือสิ่งสุดท้ายที่โสตประสาทรับรู้
ผมตายแล้ว... เชฟระดับโลกวัยสามสิบห้าปี ผู้ที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับการทำอาหาร ตายอนาถคาเตาเพราะหัวใจวายเฉียบพลันจากการโหมงานหนัก ช่างเป็นจุดจบที่น่าสมเพชเหลือเกิน
ทว่า... แทนที่ผมจะได้ไปยืนรอรับการพิพากษาหน้าประตูนรกหรือสวรรค์ สัมผัสแรกที่ปลุกผมให้ตื่นขึ้นมากลับไม่ใช่ความร้อนของไฟนรก หรือความนุ่มนวลของปุยเมฆ แต่เป็นความแข็งกระด้างของพื้นไม้กระดานที่ชื้นแฉะ และกลิ่นเหม็นอับของเชื้อราที่เตะจมูกจนต้องเบือนหน้าหนี
"อึก..." ผมครางฮือในลำคอ พยายามขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง ความปวดร้าวแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับเพิ่งถูกสิบล้อทับมาหมาดๆ
เมื่อลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือเพดานสังกะสีที่มีรอยรั่วจนแสงแดดส่องทะลุลงมาเป็นลำ หยากไย่เกาะเกรอะกรังอยู่ตามมุมห้อง ผมยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องแคบๆ ขนาดไม่ถึงสิบตารางเมตร มีเพียงฟูกที่นอนเก่าๆ พัดลมระบายอากาศที่หมุนส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด และตู้เสื้อผ้าพลาสติกที่สภาพใกล้พังเต็มทน
"ที่นี่มัน... สลัมที่ไหนวะเนี่ย" ผมพึมพำกับตัวเอง เสียงที่เปล่งออกมาทำให้ผมต้องชะงัก มันไม่ใช่เสียงทุ้มต่ำของชายวัยกลางคน แต่เป็นเสียงใสๆ ของวัยรุ่นที่เพิ่งแตกพุ่มหนุ่มได้ไม่นาน
ด้วยความตื่นตระหนก ผมรีบก้มลงมองมือตัวเอง มือที่เคยหยาบกร้านจากการจับมีดและกระทะมานับสิบปี บัดนี้กลับเรียวเล็กและขาวซีด ผิวพรรณดูเนียนละเอียดราวกับเด็กที่ยังไม่พ้นวัยยี่สิบปี ผมรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน พุ่งตัวไปที่กระจกบานเล็กที่แตกบิ่นซึ่งแขวนอยู่ข้างตู้เสื้อผ้า
ภาพที่สะท้อนกลับมาทำเอาผมแทบลืมหายใจ...
เด็กหนุ่มหน้าตากระจุ๋มกระจิ๋ม ดวงตากลมโตที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า ริมฝีปากบางซีดเผือด จมูกโด่งรั้นเข้ากับโครงหน้ารูปไข่ ผมสีดำสนิทปรกหน้าผากอย่างไม่เป็นทรง ถึงแม้สภาพจะดูทรุดโทรมเหมือนคนขาดสารอาหาร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเด็กคนนี้มีใบหน้าที่จัดว่า 'น่ารัก' มากทีเดียว
"นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น..." ผมยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเอง สัมผัสถึงไออุ่นและจังหวะการเต้นของหัวใจที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่ภาพลวงตา ผม... ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคนอื่นงั้นเหรอ!
จู่ๆ ความเจ็บปวดก็แล่นจี๊ดเข้าที่ขมับ ราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้ามาในสมอง ข้อมูลมหาศาล ความทรงจำ ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไหลทะลักเข้ามาอย่างบ้าคลั่งจนผมต้องทรุดตัวลงไปกองกับพื้น เอามือกุมหัวด้วยความทรมาน
ผ่านไปเกือบสิบนาที ความเจ็บปวดจึงค่อยๆ ทุเลาลง ผมหอบหายใจแฮกๆ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก ตอนนี้ผมเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว
ร่างที่ผมเข้ามาอาศัยอยู่นี้มีชื่อว่า 'ข้าวปั้น' เด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปีที่เพิ่งเรียนจบ ม.6 มาหมาดๆ ชีวิตของเด็กคนนี้น่าสงสารยิ่งกว่าละครหลังข่าว พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อปีก่อน ทิ้งมรดกไว้เพียงร้านข้าวแกงเพิงหมาแหงนเล็กๆ ท้ายตลาด และ... หนี้สินก้อนโตจำนวน สองล้านบาท!
ใช่ครับ สองล้านบาทถ้วน! พ่อของข้าวปั้นไปกู้เงินนอกระบบมาเพื่อหวังจะขยายกิจการร้านอาหาร แต่กลับโดนเพื่อนรักหักหลังเชิดเงินหนีไป ทิ้งให้ครอบครัวต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้าย ดอกเบี้ยมหาโหดที่ทบต้นทบดอกทำให้หนี้พุ่งทะยานจนกู่ไม่กลับ ข้าวปั้นในวัยสิบเก้าปีต้องแบกรับภาระทั้งหมดเพียงลำพัง พยายามเปิดร้านข้าวแกงขายของหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยรายวัน แต่ด้วยฝีมือการทำอาหารที่เข้าขั้น 'หมาไม่แดก' ทำให้ร้านแทบจะไม่มีลูกค้า ยอดขายติดลบ ข้าวจะกรอกหม้อประทังชีวิตตัวเองยังแทบไม่มี
และสาเหตุที่ข้าวปั้นคนเดิมต้องจบชีวิตลง ก็เพราะความเครียดสะสม อดนอน อดอาหาร จนวูบหมดสติหัวใจล้มเหลวตายไปอย่างเงียบๆ ในห้องซอมซ่อแห่งนี้ เปิดทางให้ดวงวิญญาณของอดีตเชฟมิชลินอย่างผมเข้ามาสวมรอยแทน
"เวรเอ๊ย..." ผมสบถออกมาอย่างเหลืออด "อุตส่าห์ได้เกิดใหม่ทั้งที ทำไมไม่ให้ไปเกิดเป็นลูกเศรษฐี หรือคุณชายตระกูลดังวะ! ให้มาเกิดเป็นเด็กตาดำๆ ติดหนี้มาเฟียสองล้านเนี่ยนะ! สวรรค์ลำเอียงเกินไปแล้ว!"
ผมทึ้งหัวตัวเองอย่างหงุดหงิด จากเชฟที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการ ต้องมาตกอับเป็นพ่อค้าข้าวแกงข้างถนนที่มีเจ้าหนี้ตามทวงหนี้โหด ทบทวนความทรงจำดูแล้ว เจ้าหนี้ของร่างนี้ไม่ใช่พวกปล่อยเงินกู้ธรรมดา แต่เป็นถึง 'เฮียผา' มาเฟียคุมตลาดที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม ลูกหนี้คนไหนเบี้ยว ไม่โดนกระทืบปางตายก็โดนจับไปขายแรงงานเถื่อน และพรุ่งนี้... ก็ถึงกำหนดที่เฮียผาจะมาเก็บดอกเบี้ยรายเดือนเสียด้วย!
เงินในกระเป๋าตอนนี้มีอยู่แค่สองร้อยบาทถ้วน จะเอาปัญญาที่ไหนไปจ่ายดอกเบี้ยหลักหมื่น!
ในขณะที่ผมกำลังจมดิ่งอยู่กับความสิ้นหวังและคิดหาวิธีหนีเอาชีวิตรอด จู่ๆ เสียงอิเล็กทรอนิกส์ใสแจ๋วก็ดังขึ้นในหัว
[ติ๊ง! ตรวจพบโฮสต์ที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข (วิญญาณเชฟ+ความยากจนระดับแม็กซ์) ]
[ระบบร้านข้าวแกงอันดับหนึ่งในใต้หล้า กำลังทำการเชื่อมต่อ...]
[เชื่อมต่อสำเร็จ! ยินดีต้อนรับโฮสต์หมายเลข 001 เข้าสู่เส้นทางการเป็นเทพเจ้าแห่งวงการสตรีทฟู้ด!]
ผมเบิกตากว้าง สะดุ้งโหยงจนถอยกรูดไปติดผนังห้อง "ใคร! ใครพูดน่ะ ออกมานะเว้ย!"
หน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นเบื้องหน้าผมกลางอากาศ ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของห้อง ตัวหนังสือสีขาววิ่งไล่เรียงกันเป็นบรรทัดๆ ราวกับหลุดออกมาจากนิยายไซไฟหรือเกมออนไลน์ที่พวกเด็กรุ่นใหม่ชอบเล่นกัน
"นี่มัน... ระบบงั้นเหรอ?" ผมพึมพำ เคยอ่านเจอนิยายแนวทะลุมิติที่มีระบบคอยช่วยเหลืออยู่บ้างตอนช่วงพักเบรกในครัว ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกับตัวจริงๆ
[ถูกต้องแล้วโฮสต์! ฉันคือระบบที่จะช่วยปั้นให้คุณกลายเป็นเศรษฐี และเปลี่ยนเพิงหมาแหงนของคุณให้กลายเป็นร้านอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก!] ตัวหนังสือบนหน้าจอเปลี่ยนไปพร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นในหัว เสียงของมันฟังดูกวนประสาทยังไงชอบกล
"เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งมาขายฝัน ตอนนี้ฉันมีหนี้อยู่สองล้าน แกมีระบบเสกเงินไหมล่ะ? ถ้ามีก็เสกมาให้ฉันสักสองล้านสิ จะได้เอาไปเคลียร์หนี้พรุ่งนี้เลย" ผมกอดอก ถามกลับอย่างท้าทาย
[ระบบไม่ใช่ตู้เอทีเอ็มนะโฮสต์! ระบบสนับสนุนให้โฮสต์เติบโตด้วยความสามารถและการทำอาหารต่างหาก ไม่มีทางลัดสำหรับความสำเร็จหรอกนะ!]
"งั้นแกจะมีประโยชน์อะไรฮะ!" ผมโวยวาย "พรุ่งนี้ไอ้มาเฟียนั่นจะมายึดร้าน ยึดหัวฉันไปแล้วเนี่ย! ฉันเป็นเชฟมิชลินนะโว้ย ฝีมือทำอาหารน่ะมีอยู่แล้ว ไม่ต้องพึ่งระบบหรอก แค่ไม่มีวัตถุดิบ ไม่มีทุนต่างหาก!"
[โฮสต์โปรดอย่ามั่นใจเกินไป แม้โฮสต์จะมีทักษะระดับสูง แต่ร่างกายนี้อ่อนแอเกินกว่าจะสะบัดกระทะเหล็กได้เกินสามครั้งด้วยซ้ำ แถมอุปกรณ์ในร้านตอนนี้ก็มีแต่ของใกล้พัง หากไม่มีระบบ โฮสต์ตายคาเตาก่อนจะได้ใช้หนี้แน่นอน]
ข้อความของระบบแทงใจดำอย่างจัง ผมก้มมองแขนเล็กๆ ลีบๆ ของตัวเองอีกครั้ง มันก็จริงอย่างที่ไอ้ระบบหน้าจอนี่บอก ร่างกายนี้แทบไม่มีกล้ามเนื้อเลย จะให้ไปยืนผัดอาหารหน้าเตาร้อนๆ ทั้งวันมีหวังได้เป็นลมตายรอบสองแน่
"แล้วแกช่วยอะไรฉันได้บ้างล่ะ?" ผมถอนหายใจ ยอมอ่อนข้อลง
[ระบบมีภารกิจ รางวัล สูตรอาหาร และวัตถุดิบระดับเทพมากมายรอให้โฮสต์ปลดล็อก! แต่ก่อนอื่น โฮสต์ต้องทำภารกิจแรกให้สำเร็จเพื่อเปิดใช้งานระบบอย่างเต็มรูปแบบ]
[ติ๊ง! ภารกิจบังคับสำหรับมือใหม่: สุ่มกาชาอุปกรณ์เครื่องครัวเริ่มต้น]
[รายละเอียด: ทักษะที่ดีต้องคู่กับอุปกรณ์ที่เหมาะสม กรุณากดปุ่มเพื่อสุ่มรับอุปกรณ์ชิ้นแรกของคุณ!]
[รางวัล: อุปกรณ์เครื่องครัวระดับเริ่มต้น 1 ชิ้น และแต้มประสบการณ์ 10 แต้ม]
[บทลงโทษหากปฏิเสธ: ถูกสายฟ้าฟาดวิญญาณแตกสลาย]
"เฮ้ย! บทลงโทษมันโหดไปไหมวะ!" ผมเบิกตาโพลง ไอ้ระบบบ้านี่มันมัดมือชกชัดๆ!
บนหน้าจอโฮโลแกรมปรากฏภาพวงล้อรูเล็ตต์ขนาดใหญ่ที่มีช่องสีต่างๆ พร้อมกับปุ่ม 'สุ่ม' ตรงกลาง ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเอื้อมมือที่สั่นเทาไปแตะที่ปุ่มนั้นกลางอากาศ
วิ้ง!
วงล้อเริ่มหมุนอย่างรวดเร็ว สีแสงสลับปะปนกันจนตาลาย ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ภาวนาในใจขอให้ได้ของดีๆ อย่างน้อยขอมีดเชฟคมๆ สักเล่ม หรือกระทะเทฟลอนดีๆ สักใบก็ยังดี จะได้เอาไปทำเมนูเด็ดๆ มัดใจไอ้เจ้าหนี้โหดพรุ่งนี้
ความเร็วของวงล้อค่อยๆ ลดลง... ลดลง... เข็มชี้กำลังจะหยุดที่ช่องสีทองอร่ามที่เขียนว่า 'ชุดมีดดามัสกัสระดับตำนาน'
"หยุด! หยุดตรงนั้นแหละ! เยส!" ผมกำหมัดแน่น ร้องตะโกนด้วยความดีใจ
แต่ทว่า... วงล้อดันขยับกึกไปอีกนิดเดียว เลื่อนผ่านช่องสีทองไปตกอยู่ที่ช่องสีเทาหม่นๆ ติดกันแทน!
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี! โฮสต์ได้รับ 'ตะหลิวไม้สนิมเขรอะ' ระดับ: ขยะ!]
"หา!?" ผมอ้าปากค้าง มองแสงสีเทาที่พุ่งออกมาจากหน้าจอ กลายสภาพเป็นตะหลิวไม้ด้ามหนึ่งหล่นแหมะลงบนตัก
สภาพของมันคือตะหลิวไม้ที่ด้ามจับมีรอยร้าว ปลายตะหลิวบิ่น และที่สำคัญ... ตรงส่วนที่เป็นเหล็กเชื่อมมีคราบสนิมเกาะอยู่เขรอะ! นี่มันขยะชัดๆ! เอาไปผัดข้าวมีหวังลูกค้าบาดทะยักกินตายพอดี!
"ไอ้ระบบเฮงซวย! นี่มันของระดับขยะชัดๆ! แกโกงนี่หว่า เมื่อกี้มันจะหยุดที่มีดทองคำแล้ว!" ผมตะโกนด่าทอหน้าจอสีฟ้าอย่างเดือดดาล ทุ่มตะหลิวไม้ลงพื้นเสียงดังลั่น
[ระบบมีความยุติธรรม 100% การสุ่มขึ้นอยู่กับดวงของโฮสต์ล้วนๆ (หมายเหตุ: ดวงของโฮสต์ในปัจจุบันติดลบเนื่องจากเพิ่งตายมา) กรุณายอมรับชะตากรรมและใช้ตะหลิวนี้สร้างตำนานบทใหม่เสียเถิด]
"ตำนานบ้าบออะไร! เอาตะหลิวขึ้นสนิมไปผัดข้าวขายเนี่ยนะ! พรุ่งนี้เฮียผามาเห็นร้านสภาพนี้ มีหวังฉันโดนจับถ่วงน้ำแน่!"
ผมกุมขมับ นั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนฟูกเน่าๆ มองตะหลิวไม้สลับกับหน้าจอระบบที่กะพริบแสงเยาะเย้ย ความเป็นจริงอันโหดร้ายกระแทกหน้าอย่างจัง ชีวิตใหม่ในร่างของเด็กหนุ่มหน้าหวาน หนี้สินสองล้านบาท เจ้าหนี้มาเฟียสุดโหด และระบบกากๆ ที่แจกของระดับขยะ
การเอาชีวิตรอดในวันพรุ่งนี้... ดูเหมือนจะเป็นภารกิจที่ยากยิ่งกว่าการคว้าดาวมิชลินดวงที่สี่เสียอีก
"เอาวะ ข้าวปั้น... แกตายมาแล้วรอบนึง จะยอมแพ้แค่นี้ไม่ได้" ผมพึมพำกับตัวเอง สูตลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกสติและสัญชาตญาณของความเป็นเชฟกลับคืนมา "ต่อให้มีแค่กระทะผุๆ กับตะหลิวบิ่นๆ ฉันก็จะทำให้ไอ้มาเฟียนั่นคุกเข่าร้องขอชีวิตเพราะความอร่อยให้ดู!"
ผมลุกขึ้นยืน หยิบตะหลิวไม้สนิมเขรอะขึ้นมาถือไว้มั่น แววตาที่เคยอ่อนล้าของเด็กหนุ่มเปลี่ยนเป็นแววตาที่ดุดันและมุ่งมั่นของอดีตเชฟผู้ยิ่งใหญ่
พรุ่งนี้... ร้านข้าวแกงอิ่มอุ่น จะต้องสร้างตำนานบทใหม่!
[ติ๊ง! ตรวจพบความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของโฮสต์!]
[ภารกิจหลักเปิดใช้งาน: ปลดหนี้ 2,000,000 บาท ภายใน 1 ปี!]
[ภารกิจย่อยประจำวันพรุ่งนี้: รอดชีวิตจากความโกรธเกรี้ยวของ 'เฮียผา']
[บทลงโทษหากล้มเหลว: ถูกส่งไปขายแรงงานที่เรือประมงนรกตลอดชีวิต]
"ไอ้ระบบเวรรรรร!" เสียงตะโกนของผมดังก้องไปทั่วสลัมแห่งนั้น เป็นการประกาศเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่วุ่นวายที่สุดเท่าที่เคยมีมา...