ยามซื่อ (09.00 – 10.59 น.) ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงที่ควรจะสว่างไสวกลับถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึน สายฝนเม็ดใหญ่ร่วงหล่นกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนราชครูหลิว เสียงดังกราวราวกับเสียงกลองรบที่กำลังลั่นเต้นเป็นจังหวะมรณะ บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่หนักอึ้งจนแทบจะทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก กลิ่นกำยานไม้จันทน์ที่เคยให้ความรู้สึกสงบเงียบ บัดนี้กลับฉุนกึกจนชวนให้คลื่นเหียน
หลิวอวิ๋นซี บัณฑิตหนุ่มรูปงามวัยยี่สิบปี ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังบิดาของตน เขาสวมชุดผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์ ขอบแขนเสื้อปักลายไผ่เขียวด้วยดิ้นเงินละเอียดอ่อน เส้นผมสีหมึกถูกรวบครึ่งศีรษะปักด้วยปิ่นหยกขาวเกลี้ยงเกลา ใบหน้าที่หล่อเหลาปนหวานนั้นราบเรียบดุจผิวน้ำในบ่อที่ไร้ระลอกคลื่น ทว่าดวงตาดอกท้อคู่สวยกลับทอประกายเยือกเย็น ขณะจับจ้องไปยังร่างของผู้มาเยือน
เบื้องหน้าของพวกเขาคือ 'จ้าวเต๋อ' หัวหน้าขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ ชายชราหน้าขาวซีดไร้หนวดเคราผู้มาพร้อมกับรอยยิ้มจอมปลอมและม้วนผ้าแพรสีเหลืองทองในมือ... ราชโองการจากโอรสสวรรค์
“ราชครูหลิว บุตชายของท่านช่างสง่างามสมคำร่ำลือจริงๆ” ขันทีจ้าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหลมเล็กบาดแก้วหู พลางปรายตามองหลิวอวิ๋นซีตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาแฝงความเยาะเย้ยที่ปิดไม่มิด “สวรรค์ช่างเมตตา ฝ่าบาททรงมีพระเนตรกว้างไกล เล็งเห็นถึงความเหมาะสมยิ่งนัก”
“กงกง... ท่านหมายความเช่นไร” หลิวเจิ้ง ผู้เป็นราชครูและบิดาของอวิ๋นซีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า แม้เขาจะผ่านพายุการเมืองในท้องพระโรงมานับไม่ถ้วน แต่สัญชาตญาณบางอย่างกำลังร้องเตือนว่าภัยร้ายกำลังมาเยือนถึงหน้าประตูเรือน
ขันทีจ้าวไม่ตอบคำถามนั้นโดยตรง เขากระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะคลี่ม้วนราชโองการสีทองออกด้วยท่าทีโอ่อ่า
“ราชครูหลิวเจิ้ง หลิวอวิ๋นซี รับราชโองการ!”
หลิวเจิ้งทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นหินหยกเย็นเฉียบ หลิวอวิ๋นซีขยับชายเสื้ออย่างเชื่องช้าและสง่างาม ก่อนจะคุกเข่าลงเคียงข้างบิดา แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรง ไม่ยอมค้อมต่ำไปมากกว่าที่กฎมณเฑียรบาลบังคับ
“ฟ้าประทานพร โอรสสวรรค์มีรับสั่ง... ตระกูลหลิวเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ สร้างคุณูปการแก่แผ่นดินมาหลายชั่วอายุคน หลิวอวิ๋นซี บุตรชายคนโตของราชครูหลิว เป็นผู้มีรูปโฉมงดงาม เพียบพร้อมด้วยสติปัญญาและจรรยามารยาท เพื่อเป็นการผูกสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักและกองทัพชายแดน จึงขอพระราชทานสมรสให้หลิวอวิ๋นซี แต่งตั้งเป็นฮูหยินเอกแห่งจวนแม่ทัพแดนเหนือ สมรสกับ... แม่ทัพใหญ่หยางเฟยหลง... จบราชโองการ!”
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นกึกก้องไปทั่วสิบทิศ ราวกับสวรรค์กำลังส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยให้กับความอยุติธรรมนี้
หลิวเจิ้งเบิกตากว้างจนแทบถลน ร่างกายผ่ายผอมของชายชราสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือด หยดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังเอ่อล้นทะลักออกจากดวงตาที่ฝ้าฟาง
“มะ... หมายความว่าอย่างไร แต่งงาน? อวิ๋นซีเป็นบุรุษ! เป็นบัณฑิตที่เตรียมตัวจะสอบจอหงวน! ฝ่าบาทจะให้บุตรชายของข้าไปแต่งงานกับบุรุษด้วยกันได้อย่างไร!” ราชครูหลิวตวาดลั่น ลืมสิ้นซึ่งความหวาดกลัวต่ออาญาแผ่นดิน เขาลุกพรวดขึ้นหมายจะพุ่งเข้าไปแย่งชิงราชโองการบ้าบอนั่นมาฉีกทิ้ง
“ท่านพ่อ ช้าก่อน”
น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังดังขึ้น หลิวอวิ๋นซียกมือขึ้นจับแขนบิดาไว้แน่น แรงบีบจากนิ้วเรียวยาวนั้นหนักหน่วงจนหลิวเจิ้งต้องชะงัก บัณฑิตหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองขันทีจ้าวด้วยสายตาที่สงบนิ่ง... นิ่งเสียจนคนถูกมองรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกดำ
แม่ทัพแดนเหนือ... หยางเฟยหลง
นามนี้ไม่มีใครในแคว้นที่ไม่รู้จัก เขาคือ 'ปีศาจสงคราม' ผู้มีมือเปื้อนเลือดศัตรูนับแสน ชายผู้มีข่าวลือว่าโหดเหี้ยมอำมหิต ดื่มเลือดต่างน้ำ และฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา การให้บัณฑิตบอบบางเช่นเขานั่งเกี้ยวเจ้าสาวไปแต่งงานกับบุรุษเช่นนั้น ไม่ใช่การผูกสัมพันธ์... แต่มันคือการหยามเกียรติ ย่ำยีศักดิ์ศรีของตระกูลหลิวให้จมธรณี และเป็นการยืมมือคนอื่นฆ่าคนอย่างเลือดเย็นที่สุด
ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงขุนนางบุ๋นที่กุมอำนาจในสภาอย่างบิดาของเขา และทรงหวาดกลัวขุนนางบู๊ที่กุมกำลังทหารห้าแสนนายอย่างหยางเฟยหลง การจับสองขั้วอำนาจนี้มาผูกมัดกันด้วยการแต่งงานที่น่าอัปยศ คือหมากกระดานที่ตบหน้าคนทั้งแผ่นดิน
“ราชครูหลิว โปรดระวังคำพูดด้วย นี่คือพระเมตตาจากสวรรค์” ขันทีจ้าวยิ้มหยัน ก่อนจะยื่นม้วนราชโองการให้หลิวอวิ๋นซี “คุณชายหลิว... รับราชโองการสิ”
หลิวอวิ๋นซียื่นมือออกไปรับม้วนผ้าแพรสีทองมาถือไว้ “หลิวอวิ๋นซี น้อมรับพระกรุณาธิคุณ”
“ช้าก่อน ยังไม่หมดเพียงเท่านี้”
ขันทีจ้าวโบกมือ นางกำนัลที่ยืนอยู่ด้านหลังก็นำกล่องไม้เคลือบเงาสีดำสนิทเดินเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าหลิวอวิ๋นซี ขันทีเฒ่าค่อยๆ เปิดฝากล่องออก ภายในนั้นบุด้วยผ้าไหมสีแดงสด ตรงกลางมีขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวใบเล็กๆ วางอยู่เพียงใบเดียว
“นี่คือสิ่งใด” หลิวอวิ๋นซีถาม เสียงของเขายังคงไม่บ่งบอกอารมณ์
ขันทีจ้าวโน้มตัวลงมากระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ได้ยินกันเพียงสามคน “นี่คือ 'เจ็ดก้าวสู่น้ำพุเหลือง' ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นที่ร้ายแรงที่สุดในวังหลวง... ฮ่องเต้มีรับสั่งลับ... คุณชายหลิว เมื่อท่านเดินทางไปถึงจวนแม่ทัพแดนเหนือ จงใช้มารยาและสติปัญญาของท่าน หาทางใกล้ชิดแม่ทัพหยางเฟยหลง แล้ววางยานี้ลงในจอกสุราของเขาสิ”
หลิวเจิ้งสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ร่างทั้งร่างอ่อนยวบลงกับพื้น “ฝะ... ฝ่าบาททรงต้องการให้บุตรชายข้าไปเป็นสายลับ... ไปเป็นนักฆ่าอย่างนั้นหรือ! หยางเฟยหลงไม่ใช่คนโง่ หากอวิ๋นซีพลาด...”
“หากคุณชายหลิวพลาด หรือหากเวลาผ่านไปครึ่งปีแล้วหัวของหยางเฟยหลงยังไม่หลุดจากบ่า...” ขันทีจ้าวยืดตัวขึ้น แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “ราชครูหลิว ท่านก็เตรียมตัวเห็นตระกูลหลิวทั้งเก้าชั่วโคตร ถูกประหารข้อหากบฏสมรู้ร่วมคิดได้เลย”
ความเงียบงันโรยตัวลงครอบงำห้องโถงใหญ่ เสียงฝนด้านนอกดูเหมือนจะดังขึ้นเรื่อยๆ ทับซ้อนกับเสียงหัวใจของหลิวเจิ้งที่แตกสลาย
“อ้อ ขบวนเจ้าสาวจะมารับตัวคุณชายหลิวในอีกสามวันข้างหน้า เตรียมตัวให้พร้อมเล่า อย่าให้ฝ่าบาทต้องรอนาน” ขันทีจ้าวสะบัดแส้หางม้า ก่อนจะหมุนตัวเดินนำเหล่าข้าราชบริพารจากวังหลวงเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความพินาศที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าให้ตกค้างอยู่ในจวน
ทันทีที่แผ่นหลังของขันทีจ้าวลับสายตา หลิวเจิ้งก็ไม่อาจกลั้นความอดทนได้อีกต่อไป ชายชราผู้เป็นถึงราชครูของแผ่นดิน ผู้ที่เหล่าขุนนางนับร้อยต้องก้มศีรษะให้ บัดนี้กลับปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน เขาทิ้งตัวลงกับพื้น คลานเข่าเข้าไปสวมกอดขาทั้งสองข้างของบุตรชายไว้แน่น
“อวิ๋นซี... อวิ๋นซีลูกพ่อ... พ่อขอโทษ... เป็นเพราะพ่อไร้ความสามารถ เป็นเพราะพ่อขัดใจฮ่องเต้ในท้องพระโรงเมื่อเดือนก่อน ฝ่าบาทจึงทรงใช้เจ้าเป็นเครื่องมือระบายโทสะ... พ่อผิดเอง... พ่อทำให้เจ้าต้องมาพบจุดจบเช่นนี้!”
เสียงร้องไห้คร่ำครวญของบิดาดังสะท้อนไปทั่วห้องโถง หลิวเจิ้งซบหน้าลงกับกางเกงผ้าไหมของบุตรชาย น้ำตาของชายชราเปียกชุ่มไปทั่วบริเวณ เขาส่ายหน้าไปมาอย่างคนเสียสติ
“ไม่... เจ้าไม่ต้องไป! พ่อจะสั่งให้คนเตรียมม้าเร็วคืนนี้ เจ้าจงหนีลงใต้ไปซะ ไปให้ไกลที่สุด เปลี่ยนชื่อแซ่ อย่าได้กลับมาเหยียบเมืองหลวงอีก ส่วนราชโองการบ้าบอนี่ พ่อจะเป็นคนรับผิดชอบเอง ต่อให้ต้องถูกสับร่างเป็นหมื่นชิ้น พ่อก็จะไม่ยอมให้ลูกชายเพียงคนเดียวของพ่อต้องไปตายในเงื้อมมือของปีศาจหยางเฟยหลง!”
หลิวอวิ๋นซียืนนิ่งงัน สายตาของเขาทอดมองลงมายังกระหม่อมที่เริ่มมีเส้นผมสีขาวแซมของบิดา เขารู้ดีว่าหากเขาหนีไป ฮ่องเต้จะไม่เพียงแค่ประหารบิดาของเขา แต่จะล้างบางคนทั้งตระกูลหลิวกว่าสองร้อยชีวิต คนรับใช้ คนงาน ทุกคนจะต้องตายเพราะความเห็นแก่ตัวของเขา
ความแค้น... ความโกรธเกรี้ยว... ความอยุติธรรมที่ถูกยัดเยียดให้ กำลังแผดเผาอยู่ภายในอกของบัณฑิตหนุ่มราวกับลาวาเดือดที่รอวันปะทุ ทว่าภายนอกของเขากลับนิ่งสนิท ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง ไร้ซึ่งหยาดน้ำตาแม้แต่หยดเดียว
มือเรียวขาวที่เคยจับแต่พู่กันวาดภาพและเขียนบทกวี บัดนี้กำลังกำม้วนราชโองการสีทองไว้แน่น... แน่นเสียจนกระดูกข้อนิ้วปูดโปนเป็นสีขาว
เล็บที่ถูกตัดแต่งไว้อย่างดีจิกทะลุลงไปในเนื้อฝ่ามือจนเลือดสีสดซึมซาบออกมาเปื้อนผ้าแพรสีทอง... ทว่าใบหน้างดงามกลับนิ่งสนิท ไร้ซึ่งหยาดน้ำตา มีเพียงดวงตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งทะลวงผ่านความมืดมิด
ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดที่ต้องทนเห็นบิดาผู้สง่างามต้องมาคุกเข่าร่ำไห้อย่างไร้ศักดิ์ศรี อวิ๋นซีไม่ได้โกรธแค้นหยางเฟยหลง ชายผู้นั้นก็คงเป็นเพียงหมากอีกตัวบนกระดานที่ฮ่องเต้ต้องการกำจัดทิ้ง แต่คนที่เขาสลักความแค้นไว้ลึกสุดกระดูก คือชายผู้สวมชุดมังกรที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำผู้นั้นต่างหาก
เชื่อว่าตนเองมีอำนาจล้นฟ้า จึงคิดจะกดหัวใครให้จมดินก็ได้อย่างนั้นหรือ? คิดว่าหลิวอวิ๋นซีผู้นี้ เป็นเพียงบัณฑิตหน้าขาวที่บอบบางและยอมจำนนต่อโชคชะตาอย่างนั้นหรือ? ฮ่องเต้... ท่านประเมินข้าต่ำเกินไปเสียแล้ว
หลิวอวิ๋นซีค่อยๆ คลายมือออก ปล่อยให้ม้วนราชโองการเปื้อนเลือดร่วงหล่นลงบนพื้นหิน เขาคุกเข่าลงช้าๆ ประคองไหล่ที่สั่นสะท้านของบิดาให้เงยหน้าขึ้นมาสบตา
มือเรียวยาวที่เปื้อนคราบเลือดของตนเอง ค่อยๆ ยกขึ้นเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าเหี่ยวย่นของบิดาอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนที่สุด
“ท่านพ่อ... ท่านสอนข้ามาตั้งแต่เด็กมิใช่หรือ ว่าปราชญ์ที่แท้จริง ไม่ฟูมฟายกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่จะใช้ปัญญาแก้ไขสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า” น้ำเสียงของอวิ๋นซีราบเรียบ นุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“แต่ว่า... นู่นคือหยางเฟยหลงนะลูก! ชายผู้นั้นเกลียดชังขุนนางบุ๋นในราชสำนักเข้ากระดูกดำ หากเขารู้ว่าเจ้าถูกส่งไปเพื่อเป็นสายลับ เขาจะสับเจ้าเป็นชิ้นๆ แล้วโยนให้หมาป่ากิน!”
“ท่านพ่อฟังข้า” อวิ๋นซีบีบไหล่บิดาเบาๆ เรียกสติ “ข้าจะไม่หนี หากข้าหนี ตระกูลหลิวของเราต้องดับสิ้น นี่ไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหา”
“อวิ๋นซี...”
“และข้า... ก็จะไม่ยอมตายอยู่ที่ชายแดนเหนือเช่นกัน” ริมฝีปากบางเฉียบของอวิ๋นซียกยิ้มขึ้นมาบางๆ เป็นรอยยิ้มที่งดงามทว่ากลับทำให้ผู้มองรู้สึกขนลุกซู่ “ฮ่องเต้ต้องการส่งข้าไปเป็นสายลับเพื่อฆ่าหยางเฟยหลง หรือต้องการส่งข้าไปตายเพื่อหาข้ออ้างกำจัดท่าน... ก็สุดแท้แต่พระองค์จะคิด แต่ในเมื่อทรงพระราชทานสมรสให้ข้าแล้ว ข้าก็จะสวมชุดแดงขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวไปอย่างสมเกียรติ”
บัณฑิตหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชายเสื้อแพรสีขาวสะบัดพลิ้วตามแรงลมที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามา เขาก้มลงหยิบม้วนราชโองการที่เปื้อนเลือดและขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวขึ้นมาถือไว้ในมือ
“โลกนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสายเลือดมังกรจอมปลอมเพียงอย่างเดียวหรอกนะท่านพ่อ” อวิ๋นซีหันหลังให้บิดา ทอดสายตามองออกไปนอกประตูที่สายฝนกำลังโหมกระหน่ำ “ในเมื่อทรงหยิบยื่นกระดานหมากรุกที่อาบยาพิษมาให้ ข้าก็จะขอเล่นหมากตานี้ให้สุดฝีมือ... ข้าจะไปแดนเหนือ จะไปดูหน้าปีศาจสงครามผู้นั้นให้เห็นกับตา ว่าเขามีสามเศียรหกกรอย่างที่เขาร่ำลือกันหรือไม่”
“เจ้า... เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่” หลิวเจิ้งมองแผ่นหลังของบุตรชายด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น เขาเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เอง ว่าบุตรชายที่เขาฟูมฟักมาอย่างดี ไม่ใช่ลูกแกะขาวที่ไร้ทางสู้ แต่เป็นจิ้งจอกหิมะที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้อย่างมิดชิด
“ข้าก็แค่จะทำในสิ่งที่ราชครูหลิวพร่ำสอนข้ามาตลอด...” อวิ๋นซีหันกลับมามองบิดา แววตาของเขาปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงประกายแห่งความท้าทาย “ใช้ปัญญา... สยบกำลัง”
ไม่ว่าหยางเฟยหลงผู้นั้นจะเป็นหมาป่าที่ดุร้ายเพียงใด เขาก็จะหาวิธีผูกปลอกคอและสยบมันไว้แทบเท้าให้จงได้!
...
ค่ำคืนนั้น ภายในเรือนพักส่วนตัวของหลิวอวิ๋นซี
แสงเทียนในตะเกียงกระดาษสะบัดไหวไปมาตามแรงลมพายุที่พัดลอดช่องหน้าต่าง อวิ๋นซีนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้บุนวม มือหนึ่งถือพู่กันด้ามหยก อีกมือหนึ่งพลิกหน้ากระดาษม้วนตำราพิชัยสงครามที่เขารื้อค้นออกมาจากหีบเก็บของเก่า
ใช่แล้ว... หลิวอวิ๋นซีไม่ได้มีดีแค่บทกวีหรือการแต่งโคลงกลอน ภายใต้ใบหน้าที่งดงามราวกับเทพเซียน เขาคืออัจฉริยะที่บิดาซุกซ่อนไว้ เขาศึกษาค่ายกล ตำราทหาร และภูมิศาสตร์ของทุกแคว้นมาตั้งแต่แตกฉานอ่านออก เพียงแต่ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี การทำตัวโดดเด่นเกินไปย่อมเป็นภัยคุกคาม เขาจึงเลือกที่จะซ่อนคมดาบไว้ในฝัก ทำตัวเป็นเพียงบัณฑิตรักสงบมาโดยตลอด
แต่บัดนี้ ฝักดาบถูกทำลายทิ้งไปแล้ว
อวิ๋นซีวางพู่กันลง หยิบแผ่นแผนที่หนังสัตว์ที่วาดเส้นทางสู่ชายแดนเหนือขึ้นมาพิจารณา คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ระยะทางจากเมืองหลวงไปถึงค่ายทหารแดนเหนือ ใช้เวลาเดินทางอย่างเร็วที่สุดคือหนึ่งเดือนเต็ม... หนึ่งเดือนที่ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวของเขาจะต้องเดินทางผ่านหุบเขา ป่าทึบ และด่านโจร
“ฮ่องเต้ระแวงข้า ระแวงท่านพ่อ...” อวิ๋นซีพึมพำกับตัวเอง “พระองค์ไม่มีทางปล่อยให้ข้าเดินทางไปถึงชายแดนเหนือได้อย่างราบรื่นแน่ ระหว่างทางจะต้องมีการจัดฉาก 'อุบัติเหตุ' เพื่อลอบสังหารข้า หรือไม่ก็ส่งคนมาจับตาดูข้าทุกฝีก้าว”
เขาเอื้อมมือไปหยิบขวดกระเบื้องบรรจุยาพิษ 'เจ็ดก้าวสู่น้ำพุเหลือง' ขึ้นมาหมุนเล่นในมือ ริมฝีปากเหยียดยิ้มเย็นชา ให้ข้าไปวางยาสวามีของตนเองอย่างนั้นหรือ? ช่างเป็นแผนการที่ไร้รสนิยมเสียจริง
อวิ๋นซีลุกขึ้นเดินไปที่ตู้ไม้สลักลายด้านในสุดของห้อง เขาเปิดลิ้นชักลับที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานตู้ ภายในนั้นไม่ได้มีเครื่องประดับหรือตำรา แต่กลับเต็มไปด้วยกลไกชิ้นส่วนโลหะชิ้นเล็กชิ้นน้อย เข็มอาบยาสลบ มีดสั้นที่บางเฉียบดุจกระดาษ และขวดกระเบื้องสีต่างๆ ที่บรรจุยาสมุนไพรที่เขาแอบสกัดขึ้นมาเอง
เขาจัดการบรรจุสิ่งเหล่านี้ลงในช่องลับของกระเป๋าเดินทางและสายรัดเอวอย่างระมัดระวัง ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสิ่งใดระหว่างทาง เขาจะต้องรอดไปให้ถึงจวนแม่ทัพให้จงได้
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น อวิ๋นซีก็เดินไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปยังลานกว้างของจวนที่บัดนี้มืดมิดและเงียบสงัด ฝนหยุดตกแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นไอดินและเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นเกลื่อนกลาด พระจันทร์เสี้ยวโผล่พ้นม่านเมฆ สาดแสงสีเงินยวงลงมาอาบไล้ใบหน้าด้านข้างของบัณฑิตหนุ่ม
มือเรียวยกขึ้นแตะที่ฝ่ามืออีกข้างซึ่งถูกพันแผลไว้อย่างลวกๆ ความเจ็บปวดจากรอยเล็บจิกยังคงเต้นตุบๆ ย้ำเตือนให้เขาระลึกถึงความอัปยศในวันนี้
“หยางเฟยหลง...” อวิ๋นซีเอื้อนเอ่ยชื่อของว่าที่สวามีในอนาคตออกมาเบาๆ ราวกับกำลังลิ้มรสคำนั้น “หวังว่าท่านคงจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ... ท่านแม่ทัพ”
บุรุษผู้หนึ่งใช้ปัญญาเป็นอาวุธซ่อนรูป ภายใต้ท่าทีอ่อนโยนและนิ่งสงบ บุรุษอีกผู้หนึ่งใช้กำลังและอำนาจเป็นเกราะกำบัง ภายใต้ชื่อเสียงของความโหดเหี้ยม เมื่อสองขั้วที่แตกต่างต้องมาถูกผูกมัดกันด้วยราชโองการสายฟ้าแลบ... ใครจะเป็นฝ่ายถูก 'จับกิน' กันแน่?
ลมหนาวพัดวูบเข้ามาในห้อง หลิวอวิ๋นซีปิดหน้าต่างลงอย่างช้าๆ ตัดขาดจากโลกภายนอก คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่เขาจะได้นอนหลับในฐานะคุณชายแห่งจวนราชครู เพราะเมื่อรุ่งสางมาเยือน เขาจะต้องสวมชุดมงคลสีแดงชาด ก้าวขึ้นสู่เกี้ยวเจ้าสาว... และเริ่มต้นการต่อสู้ในสมรภูมิที่ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น
สมรภูมิ... ที่มีหัวใจและชีวิตเป็นเดิมพัน!